
กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ (พม.) ได้แถลงข่าวการจัดงาน”มหกกรรมชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง 2569″ ณ ณ พิพิธภัณฑ์เรียนรู้ราษฎรบนพื้นที่สูง สวนล้านนา ร.9 จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 21-23 มีนาคม 2569 นางสาวแรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ พม. กล่าวว่า งาน “มหกรรมชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง 2569” ภายใต้แนวคิด “เส้นทางพระราชา พัฒนาสายใยถัก อัตลักษณ์วิถีชาติพันธุ์ ผลักดันสวัสดิการยั่งยืน” มีจุดประสงค์ เพื่อเปิดพื้นที่เรียนรู้วิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง ควบคู่กับการส่งเสริมช่องทางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ มีภารกิจสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิต “ราษฎรบนพื้นที่สูง” ผ่านการส่งเ สริมอาชีพ การสร้างรายได้ และการจัดสวัสดิการสังคมอย่างทั่วถึง ควบคู่กับการอนุรักษ์อัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยได้ยกระดับ พิพิธภัณฑ์เรียนรู้ราษฎรบนพื้นที่สูง ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านวัฒนธรรมชาติพันธุ์ที่สำคัญของประเทศ

อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิกา กล่าวว่า จากงานในหน้าที่ของกรมที่ดูแลสวัสดิการของประชาชนทุกกลุ่ม สำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ ในพื้นที่สูง 10 กลุ่มปัจจุบันมีจำนวน 759,000 คน กระจายอยู่ในพื้นที่ 20 จังหวัด ของภาคเหนือและภาคตะวันตกของประเทศ นอกจากนั้น ยังมีกลุ่มชาวเล 15,000 คน และกลุ่มที่อยู่ในป่าอีก 500คน แนวทางของกรมฯ ยึดตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ทรงดูแลพี่น้องทุกคนไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ทำให้งานปีนี้ จะพิเศษแตกต่างจากปีที่ผ่านๆมา โดยมีการน้อมนำพระราชกรณียกิจของรัชกาลที่ 9 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระพันปีหลวง และในหลวงรัชกาลที่ 10 ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎรบนพื้นที่สูงอย่างยั่งยืนมาเทิดพระเกียรติ โดยแยกพระกรณียกิจของทั้ง 3พระองค์ โดยในหลวง ร. 9 ทรงทำให้กลุ่มชาติพันธุ์มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ทรงมีสายพระเนตรยาวไกล สนับสนุนการทำกินราษฎรพื้นที่สูงจนเกิดเป็นโครงการหลวง ขณะเดียวกันก็ทรงสนับสนุนให้ชาวชาติพันธุ์ ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับธรรมชาติ อยู่ร่วมกับป่า ซึ่งเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิม พร้อมกับทรงโน้มน้าวให้พวกเขาเปลี่ยนอาชีพจาการปลูกฝิ่น ทำไร่เลื่อนลอยมาเป็นการปลูกพืชผักเมืองหนาว ส่งให้โครงการหลวง ส่วนพระพระพันปีหลวง ทรงยกระดับงานฝีมือผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งการเย็บปักถักร้อย การตีเหล็ก การทำเครื่องเงิน ทรงรับซื้อชิ้นงานเหล่านี้ และนำมาต่อยอดพัฒนา ขึ้นมาเป็นงานศิลปาชีพในเวลาต่อมา
“ในหลวง ร. 9 ท่านเสด็จไปทุกดอย ครั้งแรกปี 2507 ทรงเสด็จไปเชียงใหม่ และพอปี 2512 ทรงเสด็จไปเชียงราย ทรงพบว่าชาวเขาปลูกฝิ่น ทำไร่เลื่อนลอย ท่านจึงพลิกชีวิตพวกเขาเหล่านี้ ซึ่งตอนแรกชื่อของโครงการหลวง ทรงตั้งว่า โครงการหลวงเพื่อพี่น้องชาวเขา เงินสนับสนุนโครงการเป็นพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์คือส่วนพระพันปีหลวงท่านทรงประทับกับพื้น ทรงให้ราษฎรพื้นที่สูง นำผลงานศิลปะมาให้ทอดพระเนตร ทรงซื้อผลงานเหล่านี้ ต่อยอด และนำมาเป็นผลงานศิลปาชีพ ทำให้เสื้อผ้าที่มีแต่กลุ่มชาติพันธุ์ใส่ กลายมาเป็นเสื้อผ้าคนปัจจุบันใส่ได้ นอกจากนี้ เรายังมีโครงการแรกที่ในหลวงร.10 เปิด อยู่ที่แม่ระมาด จ.ตาก เป็นโครงการหลวงที่ 39 ของพระองค์ท่าน จึงอยากให้ประชาชนได้มาสัมผัสงานนี้ “

หนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์พื้นที่สูงเคยเข้าเฝ้า พระพันปีหลวง เมื่อปี 2534 นางฟางเหว่น แซ่พ่าน ราษฎรพื้นที่สูงจังหวัดกำแพงเพ็ชร เล่าว่า ตอนแรกไม่รู้ว่าท่านจะใจดีขนาดนี้ ไม่คิดไม่ฝันจะเข้าเฝ้าใกล้ชิด ทรงสอบถามเรื่องงานปักผ้าคลุมไหล่ผืนใหญ่ ซึ่งชาวบ้านปักแล้วใช้สวมใส่กันเอง ทรงแนะนำการออกแบบ และรับซื้อผลงานของพวกเรา ทำให้จากงานฝีมือที่ทำหลังจากทำไร่ทำนาเสร็จ กลายมาเป็นงานที่ขายได้ ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น พวกเราก็ขยันทำงานฝีมือมากขึ้น ส่วนรายได้ทำให้สามารถส่งลูกเรียน สภาพชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นจากแต่ก่อนมาก ทุกวันนี้ ก็ยังทำผลงานส่งให้ศิลปาชีพ
นางสาวแรมรุ้ง กล่าวอีกว่า ปีนี้ ยังเป็นปีพิเศษอีกประการ ของพี่น้องชาติพันธุ์ เพราะพ.ร.บ.คุ้มครองและสวัสดิการกลุ่มชาติพันธุ์ มีผลบังคับใช้ ซึ่งพ.ร.บ.ฉบับนี้มีความหมาย ในการคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ในแง่การมีตัวตน การมีเอกลักษณ์ ที่ติดตัวเขามาตั้งแต่เกิด พร้อมกับรากเหง้า วิถีชีวิตแบบของเขา เป็นการยอมรับการมีสิทธิการเป็นเจ้าของชีวิตตนเอง ที่ต้องได้รับการเคารพและยอมรับ ควบคู่กับการให้พวกเชาเข้าถึงสวัสดิการ สวัสดิภาพชีวิตในฐานะประชาชนคนหนึ่ง

“กฎหมายฉบับนี้ มุ่งเน้นคุณค่าและศักยภาพของความเป็นมนุษย์ ยกระดับให้เขาสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ เพราะการทำงานพัฒนาพื้นที่สูง ของกรม ฯเราสำรวจดูแลคุณภาพชีวิตในภาพรวม ส่วนการเข้าถึงสถานะบุคคลที่ยังหลงเหลือ เราทำงานร่วมกับมหาดไทย แม้จะยังไม่ได้เข้าถึงทั้งหมด แต่สำหรับกลุ่มเปราะบางพยายามให้เข้าถึงสวัสดิภาพเต็มที่อยู่แล้ว “
รายละเอียดงาน “มหกรรมชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง 2569” มีการรวบรวมเรื่องราวและวิถีชีวิตของชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง 10 ชาติพันธุ์ ได้แก่ กะเหรี่ยง ขมุ ถิ่นหรือมัลปรัย ม้ง อิ้วเมี่ยนหรือเย้า ลัวะหรือละว้า ลาหู่หรือมูเซอ ลีซูหรือลีซอ อ่าข่าหรืออีก้อ และมละบริ ให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้และสัมผัสอย่างใกล้ชิด พร้อมกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ นิทรรศการพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎรบนพื้นที่สูง และนิทรรศการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้านการส่งเสริมอาชีพให้กับชาวไทยภูเขา การจำลองวิถีชีวิตชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง และการสาธิต “ประเพณีกินข้าวใหม่ชาติพันธุ์” ซึ่งเป็นพิธีกรรมสำคัญที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อขอบคุณธรรมชาติและบรรพบุรุษที่คุ้มครองให้เกิดความอุดมสมบูรณ์
นอกจากนี้ ภายในงานยังมี บูธจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากราษฎรบนพื้นที่สูง เช่น ผ้าทอ กาแฟ เครื่องเงิน และผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมกิจกรรม Workshop สาธิตงานหัตถกรรม เช่น การทำกำไลข้อมืออ่าข่า และการทำกิ๊บติดผมคังด้งกะเหรี่ยง การแสดงศิลปวัฒนธรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละชาติพันธุ์ รวมถึงกิจกรรม Business Matching เพื่อเชื่อมโยงตลาดผลิตภัณฑ์ชุมชน และเวทีเสวนา “วิถีชาติพันธุ์กับการพัฒนาสวัสดิการอย่างยั่งยืน”

” เรายังมีการนำเรือนที่เป็นบ้านจริงๆ ของแต่ละชาติพันธุ์มาแสดง มีการสาธิตปักผ้า เช่นผ้าปักอิ้วเมี่ยน เป็นการปักจากด้านหลัง เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมมาแสดง หรือการปักกางเกงทั้งตัวที่ต้องใช้เวลา 3-4เดือนกว่าจะเสร็จ หรือทุกผลิตภัณฑ์ที่นำมาจำหน่าย หรือนำมาโชว์ ทุกคนจะมีโอกาสได้ทดลองทำ หรือการกินข้าวดอย ที่เรียกว่าข้าวใหม่ แม้เทศกาลจะผ่านมาแต่เราอยากให้คนที่มาร่วมงานได้สัมผัส ไข่ต้มน้ำแร่ที่บอกกันว่าอร่อยกว่าต้มน้ำธรรมดา เราก็เอาน้ำแร่จากสันกำแพงมาต้มในงาน จึงอยากเชิญชวนให้ทุกคนมางาน เปิดประสบการณ์เชิงวัฒนธรรมและเพื่อจะได้ซาบซึ้งร่วมกันในวิถีชาวดอย หรือผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ www.dsdw.go.th และ Facebook Fanpage กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ “นางสาวแรมรุ้ง กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ปลัด พม. เผยความคืบหน้า พร้อมเตรียม Kick Off การประเมินความพิการฉบับใหม่ พร้อมกันทั่วประเทศ มี.ค. นี้
วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.)
พม. ขอให้ ปชช. มั่นใจ สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์กว่า 3,800 แห่ง ยังบริหารงานเข้มแข็ง ย้ำ ถูกยกเลิกแค่ 10 แห่ง
วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เปิดเผยถึงกรณีการแชร์ในสื่อออนไลน์เกี่ยวกับการเลิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ในขณะนี้ ว่า ปัจจุบันทั่วประเทศมีสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ที่จดทะเบียนถูกต้องและดำเนินกิจการได้ตามปกติจำนวน 3,839 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงมีความเข้มแข็ง มีสมาชิกและคณะกรรมการบริหารสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ที่ดำเนินงานอยู่

