AI พลิกโฉมดูแลสุขภาพ ฝ่าวิกฤตรพ. คืนเวลาให้ผู้ป่วย

กระทรวงสาธารณสุขคาดการณ์ว่าในปี 2569 จำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับบริการในโรงพยาบาลรัฐจะทะลุ  40 ล้านคน ขณะที่จำนวนแพทย์ ไม่สอดคล้องกับคนไข้  มหาวิทยาลัยมหิดลส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยยกระดับระบบสาธารณสุข สร้างอนาคตของการแพทย์ดิจิทัลที่ยั่งยืน ปลอดภัย และล้ำหน้า ตั้งแต่การลดภาระงานเอกสารที่ซ้ำซ้อน เพื่อให้แพทย์มีเวลาดูแลผู้ป่วยมากขึ้น การเพิ่มความรวดเร็วและแม่นยำในการตรวจวินิจฉัยและการผสมยาเคมีบำบัดอัตโนมัติ การบริหารจัดการคลังยา ไปจนถึงข้อมูลสุขภาพดิจิทัล โดยเทคโนโลยี AI จะทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสนับสนุนสำคัญ ช่วยแบ่งเบาภาระงาน ลดเวลา และยกระดับคุณภาพชีวิตของบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยให้เข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ จะสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของระบบสุขภาพ ช่วยยกระดับการวินิจฉัย การรักษา การบริหารจัดการทรัพยากร และการป้องกันโรคเชิงรุกอย่างแม่นยำ โดยเฉพาะการใช้ AI ลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพผ่าน Telemedicine และระบบ AI-assisted Screening เพื่อให้คนในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงบริการทางการแพทย์มาตรฐานเดียวกับโรงพยาบาลชั้นนำ คนจนและคนรวยสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ   มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ Siam AI Corporation ดำเนินโครงการ Mahidol x Siam AI Venture Lab 2025 เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ด้านสุขภาพตอบโจทย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ในแง่มุมต่างๆ  เพื่อดูแลสุขภาวะของคนไทยให้ดียิ่งขึ้น สิ่งสำคัญที่สุด คือ บิ๊กดาต้า (Big Data)  โดยเฉพาะข้อมูลด้านสุขภาพและการรักษาของคนไทย ซึ่งมหาวิทยาลัยมหิดลมีเครือข่ายโรงพยาบาลในสังกัด 11 แห่ง รองรับผู้ป่วยนอกมากกว่า 8,000,000 ครั้งต่อปี  

อธิการบดีมหิดล กล่าวว่า เรามีขุมพลังข้อมูลมหาศาลจากเครือข่ายโรงพยาบาล  จุดเริ่มต้นของเอไอที่แม่นยำ คือ ข้อมูลคุณภาพสูง ระบบนิเวศของเราสร้างขึ้นบนรากฐานของโครงสร้างพื้นฐานระบบสุขภาพ  อีกทั้งมีเครือข่ายกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลในสังกัด กทม. กระทรวงดิจิทัลฯ  กระทรวงอุดมศึกษาฯ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตลอดจน สปสช.  หากเชื่อมโยงฐานข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ ได้จะได้บิ๊กดาต้าขนาดใหญ่  นอกจากนี้  มหิดลมีข้อมูลพันธุกรรมมนุษย์เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และสาธารณสุขไทย รวมถึงกลุ่มพันธุกรรมเชื้อด้วยยา  ซึ่งการพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพโดยคนไทยจะลดการรั่วไหลของข้อมูลอีกด้วย

“ จากโครงการนี้มี 6 ทีมพัฒนานวัตกรรมเอไอด้านสุขภาพที่มีศักยภาพและมีความพร้อมต่อยอดสู่ระดับอุตสาหกรรมผ่านเข้ารอบสุดท้าย  เราจะผลักดันนวัตกรรมใหม่สู่การใช้งานจริงในระบบสาธารณสุขและอุตสาหกรรมสุขภาพ หากจับมือกับภาคเอกชนที่แข็งแรงจะสามารถไปต่อได้ ไม่ใช่เป็นแค่ต้นแบบนวัตกรรม แต่กลายเป็นยูนิคอร์น เป็นบริษัทขนาดใหญ่สร้างรายได้มหาศาล  ขณะที่มหาวิทยาลัยมหิดลตั้งบริษัท เอ็มยูโฮลดิ้ง ที่สภามหาวิทยาลัยอนุมัติมาเบื้องต้น 800 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนสตาร์ทอัพ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศเพิ่มขึ้น  “ ศ.นพ.ปิยะมิตร กล่าว

ด้าน รศ.นพ.เชิดชัย นพมณีจำรัสเลิศ รองอธิการบดีฝ่ายสารสนเทศและดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ม.มหิดล กล่าวว่า โครงการนี้เป็นกลไกสำคัญเชื่อมโยง นักวิจัย ผู้ประกอบการ และพันธมิตรจากภาคอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนการพัฒนา AI Startup ด้านการแพทย์และสุขภาพ อย่างการจับมือกับ สยาม เอไอ  ที่เชี่ยวชาญด้านโมเดลและซอฟต์แวร์ต่างๆ ทำให้ต้นทุนในการพัฒนาต่อยอดลดลง   ได้เอไอทางการแพทย์ที่ใช้กับคนไทยด้วยราคาที่จับต้องได้

สำหรับ 6 ทีม AI Healthcare Startup ที่ผ่านกระบวนการบ่มเพาะของโครงการ ได้แก่ AI-driven Thais Virtual Patient for Clinical Reasoning Training ระบบผู้ป่วยเสมือนสำหรับฝึกการตัดสินใจทางคลินิก , MANORAA – AI-Driven Drug Design Platform แพลตฟอร์มออกแบบยาโดยใช้ AI , Physical-Agentic AI for Automated Chemotherapy Compounding System ระบบ AI ควบคุมหุ่นยนต์ผสมยาเคมีบำบัดอัตโนมัติ, AI-Driven Pharma Inventory Management System for Hospitals ระบบบริหารจัดการคลังยาอัจฉริยะ Digital Health Platform แพลตฟอร์มบริหารจัดการข้อมูลสุขภาพผู้ป่วย และ AI-Enhanced HIS ระบบ Hospital Information System ที่ใช้ AI ช่วยแพทย์วิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วย

แก้ปัญหาความเสี่ยงในระบบการผสมยาเคมีบำบัด ประสบผลสำเร็จจากนวัตกรรม  Physical-Agentic AI ระบบ AI ควบคุมหุ่นยนต์ผสมยาเคมีบำบัดอัตโนมัติ ดร.เอกชัย วารินศิริรักษ์  คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหิดล  กล่าวว่า ถ้าในวันนี้คนที่เรารัก โดนวินิจฉัยว่า เป็นผู้ป่วยโรคมะเร็ง สิ่งที่สุดคือสารยับยั้งโรคมะเร็งด้วยยาเคมีบำบัด ซึ่งคิวยาเคมีบำบัดในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ทั้งคิวเต็ม เลื่อนนัด หรือเครื่องพัง ทำให้ผู้ป่วยท้อถอยในการรับยาคีโมส่งผลโรคมะเร็งลุกลาม การรักษามะเร็งไม่ได้มีประสิทธิผลมาก เหตุเพราะใช้วิธีการเตรียมยาบำบัดด้วยมือ ซึ่งบุคลากรทำงานหนัก มีความเสี่ยงสัมผัสสารอันตราย นำมาสู่โครงการวิจัยเอไอเปลี่ยนวิธีการเตรียมยาดั้งเดิมจาก Low speed สู่ High speed  ส่งเสริมความเป็น Smart Hospital

“ เราพัฒนาแพลตฟอร์มผสมยาแบบปิดที่เชื่อมโยงเอไอเข้ากับเครื่องจักรเพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด ป้องกันการสัมผัสกับยาโดยตรง  ลดต้นทุนระบบการจ่ายยา ไม่พึ่งเทคโนโลยีต่างประเทศ ตรวจสอบย้อนกลับได้  ซึ่งนวัตกรรมได้รับการยอมรับจากอนุสิทธิบัตรแล้ว โดยติดตั้งระบบเอไออัจฉริยะนี้ที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ทดสอบความแม่นยำ ความถูกต้องของการผสมยาและคุณภาพ พิสูจน์แล้วว่าแพทย์ เภสัชกรสามารถทำงานร่วมกับเครื่องจักรได้อย่างอัตโนมัติและสั่งยาได้อย่างเรียบร้อย  โดยจะเก็บผลระยะยาว 30 เคส ภายใน 2 เดือนนี้  หากสำเร็จ จะเปลี่ยนจากนำเข้าสู่สร้างเทคโนโลยีภายในประเทศ สามารถชดเชยการนำเข้าได้มากกว่า 300  ล้านบาทต่อปี    นอกจากโรงพยาบาลขนาดใหญ่แล้วจะพัฒนาแพลตฟอร์มนี้ให้เหมาะกับโรงพยาบาลขนาดกลางและขนาดเล็กอีกด้วย โมเดลทางธุรกิจไม่ใช่แค่พัฒนาเอไอและทำเครื่องจักร แต่เราจะส่งมอบคุณค่า คืนเวลาให้ผู้ป่วยโรคมะเร็ง 2.5 เท่า “ ดร.เอกชัย กล่าว

สารพัดปัญหาและผลกระทบการจัดการคลังยาแบบเดิม แก้ด้วยการบริหารจัดการผ่าน ระบบเอไอ  AI-Driven Pharma Inventory Management System for Hospitals เป็นอีกนวัตกรรมทะลุเข้ารอบสุดท้าย นายธนวุฒิ อนันต์พิริยะกุล  บริษัท จั๊มเอไอ จำกัด กล่าวว่า 3 ปัญหาหลักของคลังยาโรงพยาบาล ได้แก่ ยาบางตัวมีสต๊อกมากเกินจำเป็น ขณะที่บางตัวหมดอายุต้องทำลายทิ้งและยาบางตัวขาดในบางวัน แม้จะมีเภสัชกรและนักวิจัยหาโมเดลมาแก้ปัญหาตรงนี้ แต่แนวทางที่เราเสนอมุ่งใช้เอไอบริหารจัดการคลังยาอัจฉริยะ เพราะรูปแบบการจ่ายยาในแต่ละโรงพยาบาลและห้องยาแตกต่างกัน ขึ้นกับแพทย์ออกตรวจ เวลาเปิดปิดของคลินิก นัดหมายผู้ป่วย ตลอดจนฤดูกาล หากมีเอไอคิดระบบบริหารจัดการจะนำมาสู่การคาดการณ์ล่วงหน้า 1 วัน 7 วัน หรือ 30 วัน เพื่อวางแผนการจัดซื้อยามาเติมคลังยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ ระบบเอไอลดโอกาสยาหมดอายุและต้องกำจัดทิ้ง รวมถึงโอกาสขาดแคลนยาในแต่ละวัน เราพร้อมทำให้โรงพยาบาลเข้าถึงระบบบริหารจัดการนี้ ซึ่งในโรงพยาบาลขนาดใหญ่สามารถลดสต๊อกได้โดยเฉลี่ย 10% ขณะที่บางตัวยาสามารถลดได้ถึง 33%  ช่วยไม่ให้เงินทุนจม ลดใช้จ่ายในการจัดยา  พื้นที่จัดเก็บยา  โดยตั้งใจจะขยายสู่โรงพยาบาลขนาดกลางและขนาดเล็กใช้ระบบนี้ได้ในต้นทุนที่ต่ำลง  “ นายธนวุฒิ กล่าว

อีกนวัตกรรมเด่นแก้วิกฤตข้อมูลสุขภาพ  ลดความซ้ำซ้อน Digital Health Platform นพ.เดโชวัต พรมดา  บริษัท เฮลท์แท็ก จำกัด กล่าวว่า  เราพัฒนาพาสปอร์ตสุขภาพดิจิทัลในมือทุกคน  โดยเปลี่ยนผู้ป่วยให้เป็นศูนย์กลางสร้าง  Health Wallet บนเทคโนโลยี Blockchain  มีระบบควบคุมการเข้าถึงข้อมูลอย่างละเอียด เลือกเปิดหรือปิดข้อมูลเฉพาะส่วนให้ใครเห็นก็ได้ผ่านแอป ไม่ใช่แค่ดูผลเลือก แต่รหัสเดียวเชื่อมทุกมิติ เชื่อมโยงทุกโรงพยาบาลด้วยไอดีเดียว  สามารถใช้ยืนยันสุขภาพเพื่อสมัครงานได้ทันทีแบบไร้กระดาษ  เคลมประกันอัตโนมัติ  ลดขั้นตอน  ที่สำคัญเป็นพาสปอร์ตวัคซีนสากล  หลักฐานประวัติวัคซีนตรวจสอบได้ 100% สำหรับสายการบินและหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง ความปลอดภัยระดับธนาคาร การทำงานร่วมกับ Siam AI  ทำให้ประมวลผลแม่นยำ ข้อมูลผู้ป่วยไม่หลุด  สรุปจากประวัติจริงเท่านั้น อ้างอิงแหล่งที่มาได้   เปลี่ยนการรอคอยจากเดิมต้องเดินทางหรือรอเอกสาร 3-7 วัน  เหลือแค่นาทีเดียว  ไม่มีต้นทุน และมีความน่าเชื่อถือยืนยันจากรพ.ต้นทาง  บริษัทมีแผนการพัฒนาไปสู่โครงสร้างพื้นฐานข้อมูลสุขภาพแห่งชาติAI

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'หมอสุภัทร' ยื่นสอบ 'สธ.' ใช้เงินรพ.จัดอีเวนต์ 'รักชนก' รับลูกเร่งชง กมธ. สังคายนา

'หมอสุภัทร’ บุกสภา ยื่นสอบ ‘สธ.’ ใช้เงินบำรุงโรงพยาบาลจัดอีเวนต์ 'รักชนก' ’รับลูกเตรียมชงเข้า กมธ.ติดตามงบฯ สังคายนา

สธ.เต้น! ประสาน รพ.ตรวจสอบ ปมข้อมูลแอปฯ 'หมอพร้อม' ไม่ตรงการรับบริการจริงหรือไม่

รัฐบาล เผย สธ.เร่งประสานโรงพยาบาลเพื่อตรวจสอบสาเหตุและแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง กรณีข้อมูลในแอปฯ 'หมอพร้อม' ไม่ตรงกับการรับบริการจริง

'รัฐบาลอนุทิน' ย้ำ 'กัญชาไม่เสรี' คุมเข้มช่อดอก ฝ่าฝืนเจอคุก

รัฐบาลยัน 'กัญชาไม่เสรี' ย้ำประกาศ สธ. คุมเข้มช่อดอก ซื้อ-ขายต้องมีใบสั่งแพทย์เท่านั้น เตือนลอบขนออกนอกประเทศโทษหนัก จำคุก 10 ปี ปรับ 4 เท่า