
“ผมไม่อยากให้เรื่องของโลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลา กลายเป็นเรื่องเล่า หรือเป็นแค่ตำนานบทหนึ่ง
ที่หลือไว้เพียงการเล่าให้คนรุ่นลูก รุ่นหลายเราฟังเท่านั้น
การอนุรักษ์จึงต้องใช้ความพยายามมากๆ
และอยากให้ทุกฝ่ายหันมาร่วมมือกัน
เพื่อไม่ให้เกิดการสูญหายสัตว์สายพันธุ์นี้ไปอย่างถาวร ในท้องทะลของเรา”
ทั่วทั้งโลกมีโลมา 7,500 ตัว เป็นยอดรวมทั้งโลมาน้ำเค็มและโลมาน้้ำจืด จากการประเมินของสหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ระบุว่าโลมาอิรวดีทั่วโลกเป็นสิ่งมีชีวิตที่ใกล้สูญพันธุ์ และมีแนวโน้นประยากรลดลง โดยเฉพาะโลมาอิรวดีที่อาศัยในน้ำจืด IUCN เน้นว่ามีความเสี่ยงสูญพันธุ์ที่สุด โดยทั่วโลกมีเพียง 5 แห่งเท่านั้น ที่มีโลมาน้ำจืด ได้แก่ แม่น้ำอิรวดี ประเทศพม่าประมาณ 79 ตัว ,ชายแดนลาว-กัมพูชา ประเทศลาว ประมาณ 89 ตัว, แม่น้ำมหาขาม ประเทศอินโดนีเซีย70-90 ตัว ,ทะเลสาบซิลิก้าประเทศอินเดีย 100 กว่าตัว และทะเลสาบสงขลาประเทศไทยที่มีประมาณ 14 ตัว และโลมาอิรวดีในประเทศไทย ยังถูกจัดเป็น สัตว์ป่าคุ้มครอง จากพระราชบัญญัติสัตว์และคุ้มครองสัตว์บ่า พ.ศ. 2562
โลมาอิรวดีทะเลสาบสงขลาที่เหลือเพียงแค่ 14 ตัวของไทย แสดงให้เห็นถึงภาวะวิกฤตหนักกว่าแหล่งอื่น และอยู่ในภาวะเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์มากที่สุด ทำให้เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแผนอนุรักษ์โลมาอิรวดีทะเลสาบสงขลา เป็นแผน 5ปี ระหว่าง พ.ศ. 2567-2571 วงเงินรวมกว่า 402 ล้านบาท เพื่อกอบกู้สถานการณ์ใกล้สูญพันธุ์ ของโลมาอิรวดี ด้วยมาตรการเร่งด่วน 6 แผนงาน การลดภัยคุกคามจากเครื่องมือประมง, การฟื้นฟูความสมบูรณ์ของทะเลสาปบสงขลา ,การศึกษา DNA ของโลมาอิรวดี , และการฟื้นฟูระบบนิเวศ เพื่อเพิ่มประชากรโลมาอิรวดี การส่งเสริมชุมชนให้เกิดความยั่งยืน และการบริหารจัดการแผนอนุรักษ์โลมาอิรวดี

แหล่งที่มาของเงินตามแผนอนุรักษ์และยับยั้งการลดลงของประชากรโลมาอิรวดี มาจาก เงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ ธนาคารโลก ผ่านโครงการ PROBLUE จำนวน 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 132.36 ล้านบาท ที่เหลือเป็นการสนับสนุนเงินทุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (กองทุน ววน .)จำนวน 89 ล้านบาท ส่วนการปปฎิบัติการอนุรักษ์ เป็นการบูรณาการการทำงานหลายหน่วยงาน ได้แก่ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, และ กรมประมง หน่วยราชการจังหวัดสงขลา
ย้อนประวัติศาสตร์ โลมาอิรวดีเข้ามาอยู่อาศัยในทะเลสาบสงขลาได้อย่างไร พบว่าพวกมันได้อพยพเข้ามาไม่ต่ำกว่าพันปีที่แล้ว และปรับตัววิวัฒนาการจากที่มีบรรพบุรุษเป็นโลมาน้ำเค็ม ให้กลายมาเป็นโลมาน้ำจืดในที่สุด หลังจากทะเลสาบสงขลาค่อยๆ เปลี่ยนสภาพจากทะเลสาบน้ำกร่อยกลายเป็นทะเลสาบน้ำจืด และกลายเป็นทะเลสาบปิด น้ำเค็มไม่สามาารถเข้ามาไหลเวียนได้
“มีภาพเขียนเมื่อร้อยกว่าปีก่อน สมัยรัชกาลที่ 4 บ่งบอกว่าสมัยนั้นมีโลมาอิรวดี นับร้อยตัว แต่เวลานี้เราเหลือโลมาอิรวดีเพียงแค่ 14 ตัวเท่านั้น “สันติ นิลวัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลอันดามันตอนล่าง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกล่าว

ผอ.ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลฯ กล่าวว่า เมื่อ 30ปีที่แล้ว ประเมินว่าน่าจะมีโลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลาประมาณ 144 ตัว แต่ก็มีการทะยอยตาย ไปเรื่อยๆ ในปี 2534 พบโลมาอิรวดีเกยตื้น 48 ตัว และจากการเก็บข้อมูลตั้งแต่ปี2549 เป็นต้นมา พบว่าโลมาอิรวดีตายเฉลี่ย8.4 ตัว /ปี
สาเหตุหลักของการตาย มาจากการติดอวนปลาบึกที่มีขนาดใหญ่ 68% เกยตื้น อ่อนแอ 11.4 % ไม่ทราบสาเหตุ 47.8% ทราบสาเหตุ 52.2 % ป่วย 11.4% ตายตามธรรมชาติ 8.6 % จะเห็นได้ว่า สาเหตุหลักการตายมาจากการติดอวนปลาบึก เนื่องจากในทะเลสาบสงขลาที่เป็นน้ำจืดมีปลาบึกอยู่อาศัยจำนวนมาก ซึ่งปลาบึกเป็นปลาเศรษฐกิจของชาวประมงในพื้นที่ จึงมีการใช้อวนขนาดใหญ่ แต่กลับพบว่าโลมามักติดอวนปลาบึก พอติดอวนแล้วแม้ชาวบ้านจะปล่อยไป แต่โลมาซึ่งเป็นสัตว์ขี้ตกใจ กลับช็อก เกยตื้นเสียชีวิตในที่สุด
“ตั้งแต่พ.ศ.2545 มีการใช้อวนปลาบึกที่มีขนาดใหญ่ในทะเลสาบสงขลา ตั้งแต่ปีนั้นเราพบว่าโลมาอิรวดีเข้าไปติดอวนและตายเยอะมาก ซึ่งจริงๆ แล้ว ชาวบ้านที่เป็นชาวประมงไม่ได้ต้องการจับโลมา แต่หวังจับปลาบึกเอาไปขาย พอโลมาเข้ามาติดอวนเขาก็ปล่อยไป แต่โลมาเป็นสัตว์ขี้ตกใจ ถึงปล่อยไปแล้ว มันก็จะช็อกและตาย มาเกยหาดทำให้เรารู้ว่ามันมีการเสียชีวิตเกิดขึ้น “สันติกล่าว
การเกยตื้นของโลมาเพียงหนึ่งตัว อาจไม่ได้หมายถึงการสูญเสียโลมาเพียงหนึ่งตัวเท่านั้น เพราะหากโลมาที่เกยตื้นนั้นเป็นตัวเมีย นั่นหมายถึงความเป็นไปได้ที่จะสูญเสียลูกโลมาไปด้วย เนื่องจาก โลมาเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ลูกจะต้องอยู่กับแม่ไปจนอายุครบ 18 เดือน ซึ่งหากแม่ตายก่อนเวลาอันควร ก็หมายความว่าลูกจะต้องไม่รอดไปด้วย นอกจากนี้ โลมายังใช้เวลาในการตั้งท้องยาวนานถึง 12 เดือน ซึ่งทำให้การแพร่ขยายพันธุ์เป็นไปอย่างล่าช้า ทั้งหมดนี้ เป็นสาเหตุทำให้จำนวนโลมาลดลงอย่างรวดเร็ว และทำให้สถานการณ์โดยรวมใกล้ถึงความเปราะบางของการเสี่ยงสูญพันธุ์

ศ. ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวถึงการอนุรักษ์และยับยั้งการลดจำนวนของโลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลา ว่าโลมาอิรวดี ถือเป็นหนึ่งในสัตว์ทะเลหายาก และเป็นดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในพื้นที่ ปัจจุบันอยู่ในสถานะ “ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง” ทำให้ครม.มีมติเห็นชอบกรอบค่าใช้จ่ายสำหรับแผนอนุรักษ์โลมาอิรวดีทะเลสาบสงขลา 5ปี ในวงเงิน 402.818 ล้านบาท เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 จุดประสงค์หลักเพื่อการทำวิจัยเพื่ออนุรักษ์โลมาอิรวดีและฟื้นฟูระบบนิเวศของลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ไปพร้อมๆกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนโดยรอบ
“กองทุน ววน. ได้สนับสนุนงบประมาณวิจัยรวม 89.3 ล้านบาท ภายใต้แผนงานแก้ปัญหาและตอบสนองภาวะวิกฤติเร่งด่วนของประเทศ ผ่าน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. เพื่อศึกษาแนวทางการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรโลมาอิรวดีและระบบนิเวศทะเลสาบสงขลาอย่างยั่งยืน ผสานกับการบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนโดยรอบให้สอดคล้องและเกื้อหนุนต่อการคุ้มครองทรัพยากร โดยตั้งเป้าจะดำเนินการต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ปี” ผอ. สกสว.กล่าว

โลมาอิรวดีน้ำจืด ที่เหลือเพียง 14 ตัว ถือว่าเป็นจำนวนที่น้อยมาก และทำให้สถานการณ์การอยู่รอดของทั้งฝูงสุ่มเสี่ยงที่จะลดจำนวนและสูญพันธุ์ได้ในที่สุด แนวทางการแก้ปัญหานอกจากการอนุรักษ์ไม่ให้ประชากรโลมาลดลงแล้ว อาจยังต้องมีกระบวนการเร่งการขยายพันธุ์โดยเร็วอีกด้วย ศ.ดร.สมปอง กล่าวในประเด็นนี้ว่า อนาคตจะมีการดึงนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยจากต่างประเทศเข้ามาช่วยโดยเฉพาะจากอินเดีย ที่มีโลมาอิรวดีน้ำจืดเยอะมากกว่าไทย และโลมาฯอินเดียยังมีสภาพแวดล้อมทะเลสาบปิดเหมือนกับทะเลสาบสงขลาอีกด้วย
“การให้นักวิจัยต่างประเทศมาช่วยเหลืออาจจะทำผ่านทางPROBLUE ของธนาคารโลก ที่ให้ทุนสนับสนุนเรา และเราคาดหวังว่า จากแผนอนุรักษ์และยับยั้งการลดจำนวนโลมาฯในทะเลสาบสงขลาของเรา ที่บูรณาการช่วยกันของหลายหน่วยงาน เราคาดหวังว่าในอีก3 ปีข้างหน้า เราจะได้จำนวนโลมาอิรวดี เพิ่มขึ้น “ศ.ดร.สมปองกล่าว

ก่อนมีมติครม.เมื่อปี2568 ทางทช.และกรมประมงได้พยายาม กอบกู้สถานการณ์ แก้ไขปัญหาไม่ให้โลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลา ติดอวนปลาบึกตาย โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่ในมือของแต่ละหน่วยงาน เข้าไปกำหนดขอบเขตการทำประมงในทะเลสาบสงขลา วาในแต่ละพื้นที่ว่าทำได้แค่ไหน โดยแบ่งออกเป็น 3 โซน โดยกำหนดขนาดความถี่ของเครื่องมือประมง และพื้นที่ห้ามจับ แบ่งเป็นโซน A ขอบเขต47,000 ไร่ ห้ามทำประมง โซน B พื้นที่ 56,000 ไร่ ห้ามใช้ตาข่ายกว้างมากกว่า 13 ซม.โซน C ขนาดพื้นที่ 268,298ไร่ ห้ามใช้ตาข่ายกว้างมากกว่า 20 ซม.พร้อมกับประกาศห้ามวางทุ่น จัดหน่วยลาดตระเวณดูแล โดยเฉพาะการใช้อวนปลาบึกของชาวประมง
ขณะเดียวกัน ทางกรมประมงก็เข้าไปสนับสนุนให้ชาวประมงทำ”ซ้งปลา” ใกล้ๆบริเวณชายฝั่ง เพื่อไม่ต้องออกไปหาปลาที่ไกลๆ หรือใกล้จุดแหล่งอยู่อาศัยของโลมาอิรวดี และเพื่อไม่ให้โลมาติดอวนและตัดการรบกวนโลมาอิรวดีไปในตัว ซึ่งโครงการนี้มีชาวประมงเข้าร่วม 30 กลุ่ม ใน 60 ชุมชน สร้างความยั่งยืนและความพอใจให้กับชาวประมง

อีกด้านหนึ่งการปฎิบัติการอนุรักษ์โลมาอิรวดีทะเลสาบสงขลาที่เป็นการทำงานเชิงวิจัย ได้เริ่มตั้งแต่ช่วงปี 2567 สันติ นิลวัตน์ ผอ. ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนล่าง ทช.ในฐานะหัวหน้าโครงการ “การประเมินประชากรและการกระจายตัวของโลมาอิรวดีทะเลสาบสงขลาด้วยการสำรวจ เชิงบูรณาการและระบบรายงานการพบแบบใกล้เวลาจริงเพื่อการอนุรักษ์เชิงพื้นที่อย่างยั่งยืน” กล่าวว่า จำนวนโลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลาที่บอกว่ามี 14 ตัว ยังเป็นการประเมินเท่านั้น แต่ยังไม่รู้จำนวนที่แท้จริงแและเพศของโลมาที่ชัดเจน เนื่องจาก โลมาเป็นสัตว์เก็บตัว ขี้อาย ขี้ตกใจ ไม่ยอมโผล่พ้นน้ำมาให้เห็นได้ง่ายๆ หากตามรอยจากครีบที่โหนกก็เป็นเรื่องยาก เพราะโลมาชนิดนี้มีโหนกสั้น แม้จะโผล่พ้นน้ำแต่ก็ทำให้เห็นได้ไม่ชัด ทำให้การวิจัยเป็นไปอย่างยากลำบาก การถ่ายรูปได้ต้องอาศัยโดรนหรือเครื่องบินเท่านั้น เพราะแม้จะพายเรือไปใกล้ๆ โลมาก็ไม่โผล่ออกมาให้เห็น
“การทำวิจัยเบื้องต้นเราต้องรู้จำนวนที่ชัดเจนก่อน เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานการอนุรักษ์ ด้วยเหตุนี้ ทางโครงการจึงวางแผนจะติดตั้งเครื่องมืออะคูสติก 64 ตัว หรือ เรียกอีกอย่างว่า Hydrophone เพื่อให้ได้ข้อมูลจำนวนประชากร การแพร่กระจายประชากร เพศ อายุ การติดตามความเคลื่อนไหวของโลมาอิรวดีในแต่ละฤดู เครื่องมือนี้มีประสิทธิภาพมาก เราเป็นเจ้าแรกต้นๆ ของโลกที่ใช้ อย่าว่าแต่โลมาเลย แม้แต่กุ้งหอย ปูปลา เราก็จะรู้เสียงได้ทั้งหมด และเสียงนี้จะทำให้รู้ว่าโลมา เคลื่อนไหวไปในทิศทางไหน ข้อมูลที่ได้จะส่งยังโทรศัพท์มือถือ และรายงานเป็น Dashboard “สันติกล่าว

การรักษาโลมาอิรวดีน้ำจืด 14 ตัวไม่ให้ลดจำนวนลง ถือว่าเป็นงานหินยากลำบากที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ จะต้องใช้ความพยามสุดความสามารถ และต้องใช้ศาสตร์หลายด้านในการทำงาน ในมุมมองของ กิติพงศ์ สงนุ้ย หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลหลวง สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 6 (สงขลา) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า ปัญหาโลมาอิรวดีในสงขลา ไม่ใช่แค่การรักษาไม่ให้จำนวนประชากรลดลง รวมทั้งการแพร่ขยายพันธุ์ที่ยังไม่มีวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถจับโลมาฯชนิดนี้ มาผสมเทียมเพื่อขยายพันธุ์ได้ เพราะมันเป็นปลาขี้ตกใจ การจับมาอาจทำให้เสียชีวิตก่อน นอกจากนี้ ยังมีปัญหาที่สำคัญอีกประการคือ ปัญหาเลือดชิด เนื่องจากโลมาในฝูงมีจำนวนน้อย ทำให้อาจมีการผสมพันธุ์กันเอง ทำให้ลูกที่ออกมามียีนด้อยไปเรื่อยๆ ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาที่ต้องหาทางแก้เพื่ออนุรักษ์โลมาชนิดนี้ไม่ให้สูญหายไปจากประเทศของเรา

“ผมไม่อยากให้เรื่องของโลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลา กลายเป็นเรื่องเล่า หรือเป็นแค่ตำนานบทหนึ่ง ที่หลือไว้เพียงการเล่าให้คนรุ่นลูก รุ่นหลายเราฟังเท่านั้น การอนุรักษ์จึงต้องใช้ความพยายามมากๆ และอยากให้ทุกฝ่ายหันมาร่วมมือกันเพื่อไม่ให้เกิดการสูญหายสัตว์สายพันธุ์นี้ไปอย่างถาวร ในท้องทะลของเรา” กิตติพงศ์กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สกสว.เดินหน้าต่อยอดVR Thailandปี69 เชื่อมต่อนวัตกรรมงานวิจัยสร้างมูลค่าเศรษฐกิจไทย
หลายประเทศที่สามารถยกระดับเศรษฐกิจได้อย่างก้าวกระโดด ไม่ได้อาศัยเพียงแค่การมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่มี “ระบบนิเวศนวัตกรรม (Ecosystem)” ที่สามารถเชื่อมโยงคนเก่ง งานวิจัย เงินทุน และภาคธุรกิจเข้าด้วยกันอย่างลื่นไหล และมีภาครัฐที่กล้าลงทุนในระยะเริ่มต้น” ประเทศที่จะขยับจากฐานอุตสาหกรรมเดิมไปสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมได้จึงต้อง
กนอ.ขานรับธนาคารโลกทุ่ม 100 ล้านดอลลาร์ฯ ปั้นนิคมฯ คาร์บอนต่ำ
กนอ. เร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สังคมคาร์บอนต่ำ ขานรับนโยบายรัฐบาลและมติคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ดึงงบสนับสนุนจากธนาคารโลก 100 ล้านดอลลาร์ ปฏิรูปนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและแหลมฉบัง สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ผ่านกลไกคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูงของประเทศไทย
มหันตภัยสองเด้งที่กำลังเกิดกับไทย
ประเทศไทยของเราไม่ใช่ต้องประสบกับความอ่อนล้าในการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่อเนื่องมานานที่ยังไม่สามารถจับทิศทางแก้ไขได้ จนดูเหมือนเป็นมหันตภัยที่ค่อยคืบคลานเข้ามาให้เห็นชัดเท่านั้น
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ร่วม SCG 3D Printing โชว์ผลงาน โครงการ ARTIFICIAL REEFS HACKATHON 2025 นำร่องผลิต ฐานลงเกาะตัวอ่อนปะการัง ฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลปี 2569
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และ SCG 3D Printing โชว์ผลงาน “ฐานลงเกาะตัวอ่อนปะการัง Whirling Wave Pagoda หรือเจดีย์เกลียวคลื่น” ไอเดียต้นแบบ รางวัลชนะเลิศจากโครงการ “ARTIFICIAL REEFS
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และ SCG 3D Printing ร่วมต่อยอดไอเดีย โครงการ ARTIFICIAL REEFS HACKATHON 2025
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และ SCG 3D Printing โชว์ผลงาน “ฐานลงเกาะตัวอ่อนปะการัง Whirling Wave Pagoda หรือเจดีย์เกลียวคลื่น
กรมทะเล ขับเคลื่อนภาคีเครือข่ายป่าชายเลนประเทศไทย (TMA) ตั้งเป้าฟื้นฟูป่าชายเลน 5 แสนไร่ ภายในปี 2573
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดโครงการขับเคลื่อนภาคีเครือข่ายป่าชายเลนประเทศไทย หรือ Thailand Mangrove Alliance (TMA) ประจำปี พ.ศ.2568

