หลงเสน่ห์ปัตตานี วิถีพหุวัฒนธรรม

มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี

ปัตตานี…เมืองปลายด้ามขวานชายแดนใต้แห่งนี้ คือพื้นที่ที่ถักทอความเชื่อและความศรัทธาของ ศาสนาพุทธ อิสลาม และจีน เชื่อมโยงกันผ่านวัฒนธรรม ประเพณี และการใช้ชีวิตประจำวัน จนก่อเกิดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของปัตตานีอย่างกลมกลืน

การเดินทางครั้งนี้ ได้มีโอกาสเดินทางไปกับ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ที่พาไปเปิดประสบการณ์ผ่าน  “เส้นทางตามรอยศรัทธา เมืองพหุวัฒนธรรมปัตตานี จังหวัดปัตตานี” ภายใต้โครงการเส้นทางท่องเที่ยวในมิติศาสนา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569  เส้นทางที่ไม่ได้มีจุดหมายเพียงแค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่พาเราไปทำความรู้จักความเชื่อที่แตกต่าง เรียนรู้การอยู่ร่วมกัน และสัมผัสความงดงามของความหลากหลายที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน ภายใต้นโยบาย Unseen Thai Thai เส้นทางนี้จึงเป็นมากกว่าการท่องเที่ยว หากคือการเปิดมุมมองใหม่ต่อปัตตานี ผ่านทุนทางวัฒนธรรมและศาสนาที่มีชีวิต ซึ่งยังคงถ่ายทอดและส่งต่อคุณค่าให้กับผู้คนและชุมชนอย่างไม่สิ้นสุด

วัดราษฎร์บูรณาราม (วัดช้างให้)

ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า จังหวัดปัตตานีถือเป็นพื้นที่ที่มีความโดดเด่นด้านความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทั้งด้านประวัติศาสตร์ ภาษา อาหาร วิถีชีวิต และศาสนา โดยเป็นพื้นที่ที่ผสมผสานความเชื่อของศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ และวัฒนธรรมจีนไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน สะท้อนผ่าน “แหล่งเรียนรู้วัฒนธรรม 3 วิถี” ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด  สำหรับจังหวัดปัตตานี เป็น 1 ใน 20 เส้นทางท่องเที่ยวในมิติศาสนาที่ได้รับการส่งเสริมในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยกรมการศาสนาได้มุ่งพัฒนาศักยภาพวัด ศาสนสถาน และชุมชนโดยรอบ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านศาสนาและวัฒนธรรม ควบคู่กับการส่งเสริมเศรษฐกิจ

เราเริ่มต้นการเดินสัมผัสธรรมชาติที่ อุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาว อำเภอโคกโพธิ์  พื้นที่ที่โอบล้อมด้วยแนวเทือกเขาสันกาลาคีรีอันทอดยาวสลับซับซ้อน มองไปทางไหนก็เห็นผืนป่าและภูเขาที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ช่วงที่ไปนักท่องเที่ยวไปเล่นน้ำกันอย่างแน่น เราจึงเลือกเดินทางไปยังจุดชมวิวเขารังเกียบ  ซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูปสีทองอร่ามขนาดใหญ่ “พระพุทธมหามุนินทโลกนาถ” สูงถึง 28 เมตร ประดิษฐานอย่างสง่างามบนยอดเขา ท่ามกลางฉากหลังของธรรมชาติอันกว้างไกล

วิหารหลวงปู่ทวด

 พระพุทธรูปปางยมกปาฏิหาริย์องค์นี้นับเป็นหนึ่งในศาสนสถานสำคัญของพื้นที่ชายแดนใต้ และชมหินสลักพระนามาภิไทย(หินเต่า) สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีฯ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาส ราชนครินทร์และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงเคยเสด็จเยือนที่นี่ด้วย

จากธรรมชาติ เดินทางต่อไปยังเส้นทางธรรมที่ วัดราษฎร์บูรณาราม (วัดช้างให้) เพื่อกราบสักการะหลวงปู่ทวด พระเถราจารย์ผู้เป็นที่เคารพศรัทธาของคนไทยทั่วประเทศ วัดเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 300 ปี บรรยากาศยังคงสงบและเปี่ยมด้วยพลังแห่งความเลื่อมใส เรื่องเล่าของวัดแห่งนี้ก็ชวนให้ย้อนเวลาไปสู่อดีต เมื่อพระยาแก้มดำเจ้าเมืองไทรบุรี เสี่ยงอธิษฐานปล่อยช้างออกเดินทางเพื่อหาชัยภูมิสร้างเมืองใหม่ กระทั่งช้างหยุดและร้องขึ้นสามครั้ง ณ พื้นที่แห่งนี้ แม้สุดท้ายจะไม่ได้สร้างเมือง แต่กลับกลายเป็นที่ตั้งของวัดช้างให้ในวันนี้

มัสยิดกรือเซะ
พี่น้องมุสลิมที่เข้าชม มัสยิดกรือเซะ

ที่นี่ยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของผู้คน ผ่านเรื่องราวของหลวงปู่ทวด หรือที่ชาวบ้านเรียกขานกันว่า ท่านลังกา ผู้ซึ่งศรัทธายังคงถูกถ่ายทอดและยึดเหนี่ยวผู้คนมาจนถึงปัจจุบันย้อนเวลากลับไปกว่า 1,000 ปี ณ เมืองโบราณยะรัง ที่เล่าเรื่องอารยธรรมลังกาสุกะผ่านซากโบราณสถานอันทรงคุณค่า

เข้าสู่ย่านเมืองเก่าปัตตานี ที่ยังคงกลิ่นอายของชุมชนชาวจีนซึ่งตั้งรกรากมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ก่อนจะแวะสักการะ “ศาลเจ้าเล่งจูเกียง” หรือศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ศูนย์รวมศรัทธาสำคัญของคนในพื้นที่ เรื่องราวของลิ้มโต๊ะเคี่ยมและลิ้มกอเหนี่ยว ผู้เดินทางเข้ามาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ครั้งเมืองปัตตานียังอยู่ริมทะเล ยังคงถูกเล่าขานสืบต่อมา พร้อมกับการเติบโตของชุมชนจีนในย่านตลาดเก่าแห่งนี้

ศาลเจ้าเล่งจูเกียง หรือศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว

ภายในศาลเจ้า บรรยากาศเต็มไปด้วยความสงบและแรงศรัทธา โดยองค์เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวที่ถูกอัญเชิญมาประดิษฐานที่นี่ ทำให้ศาลเจ้าเล่งจูเกียงยังคงเป็นศูนย์รวมจิตใจของผู้คน และเป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่สะท้อนรากวัฒนธรรมของปัตตานีได้อย่างชัดเจน ด้านข้างยังมีอาคารพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงการเดินทางเข้ามาของชาวจีนที่มาตั้งรกรากอยู่ในปัตตานี รวมถึงกานประกอบพีธีทางความเชื่อไม่จะเป็นพิธีลุยไฟ-ลุยน้ำ และหามเกี้ยว โดยมีเกี้ยวจัดแสดงที่ใช่ในแต่ละครั้งด้วย

  เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว

เมื่อได้มาเยือน ปัตตานี สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้ชัดเจนคือกลิ่นอายของศาสนาอิสลามที่แทรกอยู่ในวิถีชีวิตของผู้คน และแลนด์มาร์กสำคัญที่ไม่ควรพลาดก็คือ มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี ภาพของสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่ก็ปรากฏตรงหน้า ที่มีสระน้ำขนาดใหญ่สะท้อนเงาความงดงามของมัสยิดแห่งนี้ทำให้หลายคนยกให้เป็นทัชมาฮาลแห่งแดนใต้ ด้วยรูปแบบอาคารคอนกรีตสองชั้นที่โดดเด่นด้วยโดมสีเขียวขนาดใหญ่ตรงกลาง รายล้อมด้วยโดมเล็กและโดมขนาดกลางอย่างสมดุล สร้างความรู้สึกสงบและศักดิ์สิทธิ์ในเวลาเดียวกัน ขนาบสองฝั่งด้วยหออะซานสูงที่ยิ่งช่วยเสริมให้สถานที่แห่งนี้ดูสง่างามมากยิ่งขึ้น

พระพุทธรูปปางยมกปาฏิหาริย์

ด้านใน จะพบกับโถงกว้างเพดานสูง ประดับด้วยหินอ่อนเย็นตา บรรยากาศเงียบสงบเหมาะแก่การทำสมาธิและประกอบศาสนกิจ ด้านหน้ามีบัลลังก์สำหรับ “คอฏีบ” ใช้กล่าวคุฏบะฮ์ในวันศุกร์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญของชุมชนมุสลิมปัจจุบัน มัสยิดกลางปัตตานียังคงเป็นศูนย์กลางของศรัทธา ใช้ประกอบพิธีละหมาดวันละ 5 เวลา รวมถึงวันศุกร์และเทศกาลสำคัญต่าง ๆ ที่นี่จึงไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่ยังเป็นหัวใจของชุมชนชาวมุสลิมด้วย

จุดชมวิวเขารังเกียบ

อีกหนึ่งจุดหมายที่ควรค่าแก่การแวะมาเยือนคือ มัสยิดกรือเซะ โบราณสถานเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 300 ปี ประวัติศาสตร์ที่ยังคงมีลมหายใจให้เราได้สัมผัส ทันทีที่ก้าวเข้าสู่บริเวณมัสยิด อาคารอิฐสีแดงเก่าแก่ที่ผ่านแดดฝนมายาวนาน ยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้สถานที่แห่งนี้ ซึ่งมีอีกชื่อเรียกว่า มัสยิดปิดูกรือบัน ซึ่งมาจากลักษณะของซุ้มประตูโค้งที่ได้รับอิทธิพลศิลปะแบบโกธิค สะท้อนถึงการผสมผสานทางวัฒนธรรมในอดีตได้อย่างน่าสนใจ

  ผาพญางู

เดินสำรวจใกล้ ๆ จะเห็นรายละเอียดทางสถาปัตยกรรมที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ไม่ว่าจะเป็นผังอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ฐานโค้งที่คล้ายท้องสำเภา ก่ออิฐถือปูนอย่างแข็งแรง แม้กาลเวลาจะล่วงเลยไปนาน ตัวอาคารชั้นเดียวที่แบ่งเป็นห้องต่าง ๆ ยังคงให้ภาพของพื้นที่ประกอบศาสนกิจในอดีตได้อย่างชัดเจน ภายในมัสยิดมีระเบียงล้อมรอบ และจุดเด่นอยู่ที่ประตูและหน้าต่างทรงโค้ง ทั้งแบบแหลมและโค้งมน ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับโครงสร้างด้านบนด้วยเสากลมขนาดใหญ่ สะท้อนรูปแบบศิลปกรรมในช่วงพุทธศตวรรษที่ 22–23 ได้อย่างงดงาม

หินสลักพระนามาภิไทย(หินเต่า)

มาถึงยังเมืองโบราณยะรัง ซึ่งเป็นโบราณสถานสำคัญ ในดีตเคยเป็นเมืองขนาดใหญ่ และเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของการรวบรวม ทรัพยากรต่าง ๆ จึงมีข้อสันนิษฐานว่าเมืองโบราณแห่งนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางข้ามคาบสมุทร (Transpeninsular Route) ที่ใช้เดินทางเชื่อมต่อระหว่างเมืองชายฝั่งทะเลตะวันออก (ทะเลจีนใต้) และเมืองชายฝั่งทะเลตะวันตก (มหาสมุทรอินเดีย) ดังปรากฏแหล่งโบราณคดีที่มีอายุร่วมสมัยกัน ได้แก่ กลุ่มแหล่งโบราณคดีทุ่งกาโล บาโงยบาแด เขากำปั่น และภูเขาวัดหน้าถ้ำ อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา และเมืองโบราณบูจังวัลเลย์ (Bujang Valley) รัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย เป็นต้น

เมืองโบราณยะรัง

อีกหนึ่งสถานที่ที่ช่วยเติมเต็มสีสันของการเดินทางในทริปนี้ ให้หลากหลายยิ่งขึ้น คือ วัดอัครเทวดาคาเบรียล ศูนย์กลางของชุมชนคาทอลิกที่ตั้งอยู่ท่ามกลางความเรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยความหมาย เข้ามาในบริเวณโบสถ์ สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือความสงบและอบอุ่น ตัวอาคารไม่ได้โอ่อ่าหรูหรา แต่มีเสน่ห์ในความเรียบง่ายที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย  ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังสะท้อนบทบาทสำคัญของศาสนาในด้านการศึกษาและการพัฒนาชุมชนโดยรอบ ทั้งการสร้างโอกาสทางการเรียนรู้และการดูแลผู้คนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

วัดอัครเทวดาคาเบรียล

การได้เดินทางมาเยือนปัตตานี  เปรียบเหมือนการได้เติมเต็มประสบการณ์ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม เต็มไปด้วยความหลากหลายทางความเชื่อ ประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตที่อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน

บรรยากาศเมืองเก่าปัตตานี
นักท่องเที่ยวเล่นน้ำที่  อุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาว

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

วธ.รดน้ำขอพรศิลปินแห่งชาติ สืบสานประเพณีสงกรานต์ สร้างค่านิยมไทย

วันที่ 2 เมษายน 2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีรดน้ำขอพรศิลปินแห่งชาติ

ปัตตานีเดือด! ดักยิง 'ผู้สมัครนายก อบต.ท่าน้ำ' ดับคาบ้าน

กองอำนวยการรักษาความความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่า เมื่อเวลาประมาณ 01.25 น. เกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวนใช้อาวุธปืนลอบยิง นายมะนาเซ ลอกอ ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าน้ำ

วธ. ปลุกกระแส “ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน” ชวนรำไทย 15 วิ สร้างกระแสโลก

วันที่ 31 มีนาคม 2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในงานแถลงข่าวเปิดตัวแคมเปญรณรงค์แต่งกายตามอัตลักษณ์ไทยสู่สากล ภายใต้แนวคิด “ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน” ณ ลานแฟชั่นฮอลล์ ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยมีนายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายพนมบุตร