ไทยช่วยไทยคึกคัก! วันแรกใช้สิทธิ์5ล้านคน/ร้านค้า-ชาวบ้านอยากให้มีเรื่อยๆ

“อนุทิน” ชวนคนไทยจับจ่ายใช้สอยโครงการไทยช่วยไทย พลัส ชี้แค่บ่ายโมงมีคนใช้แล้ว 2.8 ล้านคน วงเงินกว่า 588 ล้านบาท คลังสรุปวันแรกแห่ใช้สิทธิ์แตะ 5 ล้านคน เม็ดเงินสะพัด 1 พันล้านบาท รองโฆษกฯ เผยใช้จ่ายขนส่งสาธารณะได้ด้วย ทั้ง “รถเมล์-รถไฟฟ้า-เรือ” “เอกนิติ” ยัน 2 มิ.ย.ชงเกณฑ์บัตรคนจนใหม่ "ศิริกัญญา" ยันต้องเร่งตั้ง กมธ.วิสามัญติดตามการใช้เงินกู้ให้ได้ ต่างจังหวัดสุดคึกคัก “ร้านค้า-ชาวบ้าน” ประสานเสียงบอกให้มีโครงการทำนองนี้เรื่อยๆ

เมื่อวันจันทร์ที่ 1 มิ.ย. 2569 ถือเป็นวันแรกที่ประชาชนที่ลงทะเบียนรับสิทธิในโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 สามารถใช้บริการได้ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย โพสต์เฟซบุ๊กเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมโครงการว่า “ไทยช่วยไทย พลัสเริ่มแล้ว อย่าลืมออกไปจับจ่ายใช้สอยกันตามส่วน 60/40 นะครับ”

ขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง ลงพื้นที่เพื่อดูความพร้อมของร้านค้า และการใช้สิทธิ์ของประชาชนในโครงการไทยช่วยไทย พลัส ณ ตลาดสดธนบุรี ถนนบรมราชชนนี โดยระบุว่า บรรยากาศเป็นไปได้ด้วยความคึกคัก ทั้งประชาชนและร้านค้าที่เข้าโครงการต่างยืนยันว่าระบบการใช้งานง่าย ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด กดดำเนินการเพียงไม่กี่ครั้งการซื้อขายสินค้าก็สำเร็จไปด้วยดี

 “การลงพื้นที่ครั้งนี้พบว่า โครงการไทยช่วยไทย พลัส ช่วยลดค่าครองชีพประชาชนจริงๆ เพราะว่าทุกรายการที่ประชาชนซื้อสินค้า รัฐช่วยจ่าย 60% ช่วยค่าครองชีพประชาชนให้ถูกลง จากผลกระทบค่าครองชีพที่เกิดจากสงครามที่เป็นวิกฤตซึ่งเจอกันทุกประเทศทั่วโลก ทำให้สินค้ามีราคาแพง รัฐบาลจึงทำมาตรการนี้เพื่อต้องการลดค่าครองชีพของประชาชน” นายเอกนิติกล่าว

นายเอกนิติยังกล่าวถึงร้านค้าที่เข้าร่วมตอนนี้ว่า มีทั้งหมด 1.05 ล้านร้าน ขอเชิญชวนร้านค้าที่เข้าโครงการไทยช่วยไทย พลัสทุกร้านใช้โปรแกรมเอไอนกกระซิบ ที่กระทรวงการคลังและธนาคารกรุงไทยพัฒนาขึ้น เพื่อให้ช่วยวิเคราะห์ยอดขาย และจะสรุปยอดซื้อขายรายวันให้ร้านค้ารับรู้ ที่สำคัญสามารถนำสรุปยอดซื้อขายรายวันไปขอสินเชื่อจากธนาคารรัฐ เพื่อมาเป็นทุนทำธุรกิจได้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำด้วย

นายเอกนิติยังกล่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 2 มิ.ย.จะเสนอโครงการลงทะเบียนเพื่อรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ให้พิจารณาเห็นชอบ โดยจะมีการปรับเกณฑ์เงื่อนไขต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น  เพื่อให้การคัดกรองได้ผู้ที่มีฐานะยากจนจริงๆ โดยคาดว่าภายหลัง ครม.พิจารณาเห็นชอบแล้ว จะเปิดให้ลงทะเบียนใหม่ได้ภายใน 2 เดือน ซึ่งการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่นี้ จะไม่กระทบกับผู้ถือบัตรรายเดิมกว่า 13.2 ล้านคน ที่วันนี้ได้รับสิทธิจากโครงการไทยช่วยไทย พลัส

 “ตามแผนในโครงการไทยช่วยไทย พลัส ในส่วนการให้ความช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดือน มิ.ย. และ ก.ค. 2569 จะเป็นผู้ได้สิทธิรายเก่า 13.2 ล้านคน ส่วน 2 เดือนหลังคือเดือน ส.ค.และ ก.ค. 2569 จะให้สิทธิผู้ที่ผ่านเกณฑ์จากการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่” นายเอกนิติกล่าวและว่า ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมซึ่งไม่ผ่านเกณฑ์รอบใหม่ อยู่ระหว่างพิจารณาเพื่อให้สามารถมาลงทะเบียนในโครงการไทยช่วยไทย พลัสแทน เนื่องจากยังมีสิทธิเหลือจากการลงทะเบียนรอบแรกประมาณ 4 ล้านสิทธิ

ด้านนายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ยอดใช้จ่ายโครงการไทยช่วยไทย พลัสวันแรก ตั้งแต่เวลา 06.00-09.00 น. มียอดใช้จ่าย 170 ล้านบาท มีผู้ใช้จ่ายไปแล้วประมาณ 9 แสนคน ทำรายการ 1.1 ล้านรายการ มีร้านค้าที่ทำรายการแล้ว 2.2 แสนร้านค้า ซึ่งธนาคารได้เตรียมระบบแอปเป๋าตังรองรับการทำธุรกรรมได้ 3 รายการต่อวินาที เพียงพอรองรับการบริการประชาชนและร้านค้า

น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า วันแรกกระแสตอบรับโครงการไทยช่วยไทย พลัสเป็นไปอย่างคึกคัก จากข้อมูล ณ เวลา 13.00 น. พบว่ามีประชาชนนำสิทธิไปใช้จ่ายเสร็จสมบูรณ์แล้ว 2,894,994 คน มียอดใช้จ่ายสะสม 587.99 ล้านบาท

น.ส.พลอยทะเลยังกล่าวว่า ร้านค้าที่ลังเลใจและสับสนกังวลเรื่องการเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส ว่าจะถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังนั้น รัฐบาลขอยืนยันและให้ความมั่นใจ ว่าไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง เพราะร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่เป็นร้านค้ารายเล็กถึงรายย่อย ซึ่งมีรายได้ตลอดทั้งปีไม่ถึง 1.8 ล้านบาท จึงไม่เข้าเกณฑ์ที่น่าต้องกังวล ขอให้ร้านค้าอย่ากังวล อย่าหลงเชื่อข่าวเท็จที่มีการพูดกันปากต่อปาก รัฐบาลขอย้ำว่าข้อมูลยอดขายจะไม่ถูกส่งไปให้กรมสรรพากรเพื่อนำมาคิดภาษีย้อนหลังอย่างแน่นอน

น.ส.พลอยทะเลกล่าวอีกว่า ยอดรวมของร้านค้าที่ลงทะเบียนเสร็จสิ้นและกดสิทธิยอมรับเงื่อนไขพร้อมให้บริการแล้วมี 853,004 ร้านค้า ประกอบไปด้วยร้านค้าเดิม 781,567 ร้านค้า และร้านค้าใหม่ 71,437 ร้านค้า และมีร้านค้าที่อยู่ระหว่างรอการกดรับเงื่อนไข 199,990 ร้านค้า และร้านค้าใหม่ที่อยู่ระหว่างการรอตรวจสอบ 3,620 ร้านค้า โดยมีร้านค้าที่สามารถสร้างยอดขายสำเร็จในระบบไปแล้ว 418,844 ร้านค้า

ใช้กับขนส่งสาธารณะได้

ส่วน น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า โครงการไทยช่วยไทย พลัส สามารถใช้สิทธิในการเดินทางระบบขนส่งสาธารณะได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.-30 ก.ย. 2569 โดยครอบคลุมทั้งรถเมล์ รถโดยสารระหว่างจังหวัด รถไฟฟ้า และเรือโดยสาร ซึ่งรถเมล์ ขสมก.สามารถใช้สิทธิผ่านแอปเป๋าตังและชำระค่าโดยสารกับพนักงานเก็บค่าโดยสารได้ทันที รถโดยสาร บขส.ใช้สิทธิซื้อตั๋วโดยสารระหว่างจังหวัดที่สถานีเดินรถ บขส. 139 แห่งทั่วประเทศ รถไฟฟ้า MRT 4 สาย และ BTS ทุกสาย ใช้สิทธิซื้อตั๋วเที่ยวเดียวผ่านแอปเป๋าตัง ส่วนเรือด่วนเจ้าพระยาใช้สิทธิได้เฉพาะจุดรับชำระที่กำหนด เช่น สาทร, ไอคอนสยาม, สะพานตากสิน, ราชินี, พระนคร และปากเกร็ด เป็นต้น ส่วนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้นสามารถใช้เดินทางรถเมล์ไฟฟ้าไทย สมายล์ บัส (TSB) ได้แล้วตั้งแต่วันที่ 28 พ.ค. ซึ่งปัจจุบันเปิดให้บริการแล้ว 23 เส้นทาง และจะขยายครบทั้ง 124 เส้นทาง ภายในวันที่ 15 มิ.ย. 2569

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง  เปิดเผยถึงความคืบหน้าการใช้จ่ายโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส 60/40" ว่า  วันนี้เป็นวันแรกที่เปิดให้ประชาชนใช้จ่ายโดยบรรยากาศภาพรวมเป็นไปอย่างคึกคักและได้รับความสนใจจากประชาชน โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 1 มิ.ย. 69 เวลา 17.00 น. พบว่ามียอดการใช้จ่ายรวมสะพัดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแล้วทั้งสิ้น 1,084.43 ล้านบาท

 เมื่อสำรวจรายละเอียดของเม็ดเงินที่หมุนเวียนในวันแรก พบว่าเป็นการใช้จ่ายในส่วนที่ประชาชนจ่ายเองจำนวน 454.78 ล้านบาท และส่วนที่รัฐบาลร่วมจ่ายสนับสนุนอีก 629.65 ล้านบาท โดยมีจำนวนประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิจับจ่ายใช้สอยสูงถึง 5 ล้านคน ผ่านการทำธุรกรรมรวมทั้งสิ้น 6.93 ล้านครั้ง ในฝั่งของผู้ประกอบการที่ได้รับอานิสงส์จากมาตรการรอบนี้ พบว่ามีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายจริงแล้วจำนวน 5.66 แสนร้านค้า

ส่วน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงการเตรียมผลักดันญัตติด่วน ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญติดตามการใช้จ่ายงบประมาณตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่าเราได้ยื่นญัตติดังกล่าวไปเมื่อวันที่ 14 พ.ค.แล้ว ซึ่งล่าสุดจะพิจารณาญัตติในวันที่ 4 มิ.ย.นี้ แต่ยังไม่ได้ตกลงกับวิปรัฐบาลว่าจะได้เวลาเท่าไหร่กันแน่ เพราะเป็นวันปกติ ซึ่งต้องปรึกษาหารือ มีการถามกระทู้สด ฉะนั้นเวลาที่เหลือก็จะค่อนข้างน้อย

 “ปัญหาเร่งด่วนคือ รัฐบาลอนุมัติโครงการต่อเนื่องมาเรื่อยๆ จากคณะกรรมการกลั่นกรอง โดยยังอยู่ในรูปแบบที่กระทรวงการคลังเป็นคนชงเรื่อง และคนอนุมัติโครงการหรือเป็นเจ้าของโครงการเอง ทำให้ต้องตั้ง กมธ.วิสามัญชุดนี้ให้ได้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อที่จะได้เป็นอีกหูตาหนึ่งที่จะคัดกรอง แต่รอบนี้ไม่ทันแล้ว เพราะเงินกู้ได้ถึงมือประชาชนผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส รวมถึงได้มีการเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเรียบร้อยแล้ว เราไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

เมื่อถามว่า มองว่าจะได้รับความร่วมมือจากฝ่ายรัฐบาลหรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมาที่ฝ่ายค้านยื่นญัตติขอให้สภาตั้ง กมธ.วิสามัญติดตามโครงการแลนด์บริดจ์ก็ไม่ได้รับความร่วมมือ น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า ยังหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความร่วมมือ เพราะหากมองย้อนกลับไปตอนสมัยเงินกู้ 1 ล้านล้านบาทของโควิด หรือเงินกู้ 5 แสนล้านบาทของโควิด สส.พรรคภูมิใจไทยในขณะนั้นที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ก็เสนอญัตติด่วนประเภทเดียวกันและเข้าไปนั่งเป็น กมธ.วิสามัญกัน

 “ไม่ว่าจะเป็นนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หรือนายสิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ฉะนั้นจึงไม่มีเหตุผลอะไรว่าเมื่อถึงเวลาที่พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำรัฐบาลแล้ว จะไม่มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้”น.ส.ศิริกัญญากล่าว

หวั่นร้านใหญ่กินรวบ

ด้าน ผศ. ดร.จักรกฤช เจียวิริยบุญญา อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) วิเคราะห์โครงการไทยช่วยไทย พลัส ว่ามีส่วนเพิ่มยอดขายให้ร้านค้า ทำให้บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยในประเทศคึกคักในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นการประคองเศรษฐกิจมากกว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือการใช้จ่ายของประชาชนจะกระจุกตัวเฉพาะร้านใหญ่ หรือร้านที่มีโปรโมชันหรือไม่ ทำให้รายได้ไม่กระจายตัวเท่าที่ควร ถ้าจะให้ดีที่สุดต้องทำให้รายได้กระจายตัวไปถึงคนเล็กคนน้อย

สำหรับบรรยากาศในภูมิภาคนั้น ภายในตลาดสดมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร พบว่าหลายร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการต่างติดป้ายแสดงเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 อย่างชัดเจน ส่งผลให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก ผู้บริโภคเดินเลือกซื้อสินค้ากันอย่างหนาแน่น หลายร้านมียอดขายเพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้า

ที่ตลาดร่วมใจเทศบาลนครพิษณุโลก จ.พิษณุโลก ประชาชนชาวพิษณุโลกออกมาใช้สิทธิ์กันอย่างคึกคัก พ่อค้าแม่ค้าพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าวันนี้ขายของดีตั้งแต่เช้า  โดย น.ส.ทัศนีย์ กําโชค อายุ 65 ปี เจ้าของร้านบ้านขนมไทย กล่าวว่า วันนี้ขายของดีมาก ลูกค้าใช้สิทธิ์โครงการไทยช่วยไทย พลัสแทบทุกคนที่มาซื้อ ต้องขอบคุณรัฐบาลที่นำโครงการดีๆ มาให้ประชาชนได้มาจับจ่าย และกระตุ้นเศรษฐกิจ

ส่วนบรรยากาศที่ร้านผัดกะเพราสามพี่น้อง ตั้งอยู่บริเวณหน้าปั๊มน้ำมันคาลเท็กซ์ ใกล้กับสี่แยกยืนยง ถนนอนุวรรตน์ ในเขตเทศบาลนครบุรีรัมย์ อ.เมืองบุรีรัมย์ ซึ่งถือเป็นร้านผัดกะเพราขวัญใจชาวบุรีรัมย์ เพราะขายในราคาห่อละ 25 บาท ก็มีประชาชนจากหลายสาขาอาชีพมาเข้าคิวรอใช้สิทธิ์อย่างคึกคัก และส่วนใหญ่ก็จะซื้อเพิ่มขึ้น จากเดิม 2 ห่อก็เพิ่มเป็น 4 ห่อ

ที่ห้างแม็กกี้ สาขา อ.สังขะ จ.สุรินทร์ บรรยากาศก็คึกคักเช่นกัน มีประชาชนเดินทางเข้ามาอย่างเนืองแน่นตั้งแต่ช่วงเช้า โดยส่วนใหญ่เลือกสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพและใช้ภายในครัวเรือนเป็นหลัก ทางห้างยังได้เหมาธนบูรณ์ไอศกรีมกะทิสดมาเลี้ยงลูกค้า เพื่อดับกระหายและคลายร้อนให้ผู้ที่มาใช้สิทธิ์

ส่วนที่ตลาดจอมพล ถ.กสิกรทุ่งสร้าง เขตเทศบาลนครขอนแก่น พบว่าประชาชนยังไม่ออกมาใช้จ่ายกันมากนักเพราะเป็นวันหยุด แต่โดยรวมแล้วการซื้อขายถือว่าดีขึ้นกว่าตอนที่ยังไม่มีโครงการ ขณะที่พ่อค้าแม่ค้าอ้อนรัฐบาลขอให้มีโครงการแบบนี้อีก หากเป็นไปได้ปีละครั้งเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ส่วนบรรยากาศการใช้สิทธิ์ของชาวจังหวัดอำนาจเจริญ ตามโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 วันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก ร้านค้าที่ร่วมโครงการมีประชาชนมายืนรอต่อแถวยาวตั้งแต่เช้าร้านยังไม่เปิดบริการ และเมื่อได้เวลาร้านค้าเปิดบริการ ทุกร้านค้าก็เนืองแน่นไปด้วยประชาชนที่มาใช้บริการ ทำเอาเจ้าของร้านค้ายิ้มระรื่นชอบใจไปตามๆ กัน และผู้ใช้บริการต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าควรให้มีขยายออกไปเรื่อยๆ

ที่ตลาดสดเทศบาลเมืองเบตง อ.เบตง หลายร้านค้าติดตั้งป้ายโครงการไทยช่วยไทย พลัส ให้ลูกค้าเห็นชัดเจนพร้อมสำหรับให้บริการ โดยพ่อค้าแม่ค้าต่างบอกว่า บรรยากาศตั้งแต่ช่วงเช้าคึกคักมาก ลูกค้ามาซื้อของกินของใช้กันเยอะ ทำให้ยอดขายดีตั้งแต่เช้า.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

มาตามนัด! 'เสรีพิศุทธ์' บุกบ้านเนวิน ก่อนแจ้งความดำเนินคดีที่ดินเขากระโดง

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย พร้อม ทีมงาน และนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนาย อั๋น บุรีรัมย์ ได้เดินทางไปที่บริเวณด้านหน้า ปากทางเข้าบ้าน หลังหนึ่ง ริมถนนสายบุรีรัมย์ - ประโคนชัย ในหมู่ 4 ตำบลอิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ สอบถาม รปภ.เจ้าของบ้านอยู่หรือไม่ ซึ่งบอกว่าเจ้าของบ้านไม่อยู่ จากนั้น ได้เดินดูบริเวณปากทางเข้าบ้าน ที่มี รปภ.จำนวนหนึ่ง