คลังแจงได้งบบัตรคนจน กษ.ชงเพิ่มแจกไร่ละพัน

"ปลัดคลัง" คอนเฟิร์ม 11 มิ.ย.นี้ "บอร์ดบัตรคนจน" นัดถก รื้อเกณฑ์ลูกใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูพ่อแม่ ยันไม่กระทบกระบวนการคัดกรอง ปลอบ 13.18 ล้านคนไม่ต้องกังวล ลั่นพร้อมแจง กมธ.ตรวจสอบเงินกู้ 4 แสนล้าน ปมใช้งบ 1.88 หมื่นล้านบาท เผยเตรียมนัดประชุม กก.กลั่นกรองเข็นโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน "สุริยะ" เตรียมชง นบข.ขยายกรอบวงเงินช่วยชาวนาไร่ละพัน เพิ่มเติม 2.3 แสนครัวเรือน

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า ในวันที่ 11 มิ.ย.นี้ คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลังเป็นประธาน จะมีการนัดประชุมเพื่อพิจารณาทบทวนเกณฑ์ใหม่ของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเฉพาะกรณีที่มีการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีโดยไม่ได้อุปการะเลี้ยงดูบุพการี ซึ่งเป็นไปตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย

ทั้งนี้ วาระสำคัญในการประชุมจะเป็นการพิจารณาตามข้อสั่งการของนายอนุทิน จากความกังวลของสังคมที่เกิดขึ้นในขณะนี้ และหากที่ประชุมมีมติอย่างใดอย่างหนึ่งจะต้องเร่งสรุปเพื่อเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบต่อไป เนื่องจากเรื่องนี้เป็นอำนาจการตัดสินใจของ ครม.

นายลวรณกล่าวว่า การประชุมของคณะกรรมการฯ เพื่อทบทวนเกณฑ์การคัดกรองผู้ได้รับสิทธิในโครงการบัตรสวัสดิการครั้งนี้ จะไม่กระทบกับกระบวนการคัดกรอง เนื่องจากยังไม่เริ่มต้นกระบวนการคัดกรอง โดยขณะนี้เป็นเพียงขั้นตอนให้ผู้ที่ได้รับสิทธิเดิมจำนวน 13.18 ล้านคน เข้ามากดยืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการ ระหว่างวันที่ 4-21 มิ.ย. 2569 ดังนั้นจึงขอให้ผู้ที่ได้รับสิทธิเดิมทั้งหมดเข้ามากดยืนยันสิทธิให้ครบ และไม่ต้องกังวลแต่อย่างใด

อย่างไรก็ดี กระทรวงการคลังจะประกาศผลผู้ลงทะเบียนภายในวันที่ 17 ก.ค. 2569 ผ่านช่องทางแอปพลิเคชันเป๋าตัง และแอปพลิเคชันทางรัฐ เว็บไซต์ https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง พร้อมทั้งเปิดให้ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ แต่ยังไม่เคยมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาก่อน เข้าไปยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่วันที่ประกาศผล ผ่านช่องทางแอปพลิเคชันเป๋าตัง และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง และสามารถใช้สิทธิสวัสดิการตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2569 เป็นต้นไป

ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ สามารถอุทธรณ์ผลการตรวจสอบผ่านช่องทางแอปพลิเคชันเป๋าตัง และแอปพลิเคชันทางรัฐ ที่เว็บไซต์ https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง ได้ตั้งแต่วันที่ 17-31 ก.ค. 2569 โดยจะต้องไปแก้ไขข้อมูลที่ไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติที่หน่วยตรวจสอบคุณสมบัติตามที่ได้รับแจ้งให้ครบทุกเกณฑ์ ภายในวันที่ 16 ส.ค. 2569 และกระทรวงการคลังจะประกาศผลการอุทธรณ์ดังกล่าวในวันที่ 14 ก.ย. 2569 ซึ่งผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติในรอบอุทธรณ์สามารถยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่วันที่มีการประกาศผล และใช้สิทธิสวัสดิการได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 เป็นต้นไป

ปลัดกระทรวงการคลังเปิดเผยด้วยว่า ขณะนี้หน่วยงานต่างๆ อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมเพื่อส่งคำขอใช้เงินในเงินกู้จากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงาน วงเงิน 400,000 ล้านบาท ในส่วนที่ 2 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงาน วงเงิน 200,000 ล้านบาท ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีกระทรวงคมนาคมแสดงความประสงค์มาแล้ว ว่าจะมีโครงการเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านรถขนส่งสาธารณะเป็นแบบไฟฟ้า และยังมีโครงการจากกระทรวงมหาดไทย ซึ่งจะทำโครงการเกี่ยวกับการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ โดยโครงการที่จะขอใช้เงินกู้แต่ละส่วนมีรายละเอียดเยอะ จึงต้องมีการจัดทำรายละเอียดอย่างสมบูรณ์ที่สุด

ทั้งนี้ ยืนยันว่าโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานนี้เป็นมาตรการที่มีประโยชน์ ไม่เช่นนั้นประเทศไทยก็จะต้องพึ่งพาการใช้พลังงานจากการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศอยู่ตลอดเวลา ถ้าไฟฟ้าไม่พอใช้จากกรณีที่สงครามมีความยืดเยื้อ น้ำมันและก๊าซขาดแคลนจากการขนส่งที่ไม่สามารถดำเนินการได้ ประเทศไทยก็อาจจะมีน้ำมันสำรองใช้เพียง 90 วัน แต่หากประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนมาตรการที่สามารถลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซได้ แม้ว่าจะมีปัญหาสงครามแต่ก็ยังมีแสงแดด ประเทศไทยก็ยังสามารถผลิตไฟฟ้าใช้ได้เอง ตรงนี้เป็นคำถามว่าการใช้เงินในลักษณะนี้จะดีกว่าหรือไม่

ด้านนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในวันที่ 10 มิ.ย.จะมีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงาน วงเงิน 400,000 ล้านบาท นัดแรก ซึ่งผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนกระทรวงการคลังอยู่ในคณะกรรมาธิการชุดดังกล่าวด้วย

สำหรับประเด็นที่ฝ่ายค้านยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้ตรวจสอบรัฐบาลในการใช้เงินกู้กรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในส่วนที่อนุมัติเงิน 18,800 ล้านบาท เพื่อใช้ในสวัสดิการตามปีงบประมาณ 2569 นั้น โฆษกกระทรวงการคลังระบุว่า กระทรวงการคลังได้รับทราบเรื่องแล้ว และยืนยันว่าได้เคยชี้แจงในประเด็นดังกล่าวไปแล้วเช่นกัน แต่เมื่อมีกระบวนการนี้เกิดขึ้น ขณะนี้ทางฝ่ายกฎหมายของกระทรวงการคลังได้เร่งพิจารณาข้อมูลอยู่ และยืนยันว่าเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทนั้นได้ถูกใช้ไปตามวัตถุประสงค์ที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ได้เตรียมข้อมูลเพื่อจะชี้แจงเรื่องนี้อย่างละเอียด

 “กระทรวงการคลังได้เคยชี้แจงเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการใช้เงินและกู้เงินตาม พ.ร.ก.ดังกล่าวไปแล้ว แต่เมื่อมีกระบวนการนี้เกิดขึ้น เราก็พร้อมจะชี้แจงอีก ซึ่งฝ่ายกฎหมายของกระทรวงการคลังกำลังเร่งเตรียมข้อมูลเพื่อชี้แจงเรื่องนี้อย่างละเอียด” นายวินิจระบุ

อย่างไรก็ดี ในส่วนของความคืบหน้าเกี่ยวกับโครงการที่จะขอใช้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทนั้น คาดว่าคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้อยู่ระหว่างนัดหมายเพื่อกำหนดวันประชุมอีกครั้ง โดยเบื้องต้นทราบว่าขณะนี้มีหน่วยงานที่เตรียมเสนอโครงการเพื่อขอใช้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงินเข้ามา ซึ่งรายละเอียดต่างๆ อยู่ระหว่างให้ สบน. พิจารณา ก่อนจะส่งเรื่องให้คณะกรรมการกลั่นกรองพิจารณาอีกครั้ง

วันเดียวกัน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) วันที่ 11 มิ.ย.นี้ จะเสนอขอขยายกรอบวงเงินโครงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2568/69 เพิ่มเติม สำหรับเกษตรกร 233,729 ครัวเรือน ที่ยังไม่ได้รับสิทธิ ภายใต้มาตรการช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 10,000 บาท วงเงินรวม 1,846.96 ล้านบาท พร้อมกันนี้จะเสนอชุดมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/70 เพื่อดูแลรายได้เกษตรกรและรักษาเสถียรภาพตลาดข้าว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศิลปินขึ้น"ฮาล์ฟไทม์โชว์"นัดชิงฯ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์"เวิลด์คัพ"

สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า ประกาศข่าวใหญ่ที่ถือว่าเรียกเสียงฮือฮาเป็นอย่างมากผ่านทางอินสตาแกรมอย่างเป็นทางการ ยืนยันว่า "เวิลด์คัพ 2026" จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของนัดชิงชนะเลิศ ที่จะมีการแสดงโชว์ในช่วงพักครึ่งจากเหล่าศิลปินระดับโลก