อนุทินฮึ่ม!ฮุนเซนคิดให้ดีใช้กำลัง

นายกฯ โชว์วิสัยทัศน์เวที ASEAN Future Forum ผนึกกำลังสมาชิกวางรากฐานสันติภาพ-ความมั่นคงที่จับต้องได้จริง เผย "ปธน.โต เลิม" กราบบังคมทูลเชิญ "ในหลวง-พระราชินี" เสด็จฯ เยือนเวียดนาม ชี้สัมพันธ์ไทย-กัมพูชาต้องใช้ความไว้วางใจ-เจรจาด้วยสุจริตใจ "รมว.กห.ไทย-เวียดนาม" กระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงในทุกมิติ “อนุทิน” แจงภาพเช็กแฮนด์ “ฮุน มาเนต” ต้องให้เกียรติผู้นำ ยันไม่มีคุยทวิภาคี เตือนคิดให้ดีหากจะใช้กำลังกับไทย “ฮุน เซน” ลงพื้นที่เยี่ยมผู้หนีภัยสงคราม ลั่นมี 2 ทางต้องทวงดินแดนคืนจากไทย “เจรจา-ทำสงคราม”

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน เวลา 08.30 น. ที่โรงแรม Melia Hanoi กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว. มหาดไทย เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม ASEAN Future Forum ครั้งที่ 3 ภายใต้หัวข้อ “Shaping our Future Together: Peace, Prosperity, People-Centered” ซึ่งมีเวียดนามเป็นเจ้าภาพ ร่วมกับผู้นำประเทศอาเซียนจาก สปป.ลาว, กัมพูชา และติมอร์-เลสเต

โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลงในที่ประชุมตอนหนึ่งว่า ในสถานการณ์ที่หลายภูมิภาคของโลกเผชิญความผันผวน อาเซียนมีศักยภาพที่จะเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีเสถียรภาพมากที่สุดของโลก และเป็นจุดหมายสำคัญของการลงทุน การเติบโต และนวัตกรรมในอนาคต โดยสิ่งที่จะกำหนดอนาคตดังกล่าวคือการตัดสินใจร่วมกันของประเทศสมาชิกในวันนี้ อาเซียนต้องใช้ประโยชน์จากจุดแข็งเชิงยุทธศาสตร์ที่มีมาอย่างยาวนาน โดยยึดมั่นหลักการผสานผลประโยชน์ของชาติและผลประโยชน์ของภูมิภาค เพื่อรักษาความเป็นแกนกลางของอาเซียน (ASEAN Centrality) ในการส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง การสร้างความไว้วางใจ

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า ความยืดหยุ่นหรือ Resilience จะเป็นรากฐานสำคัญของความมั่งคั่งในอนาคตของอาเซียน โดยต้องเร่งส่งเสริมการบูรณาการทางเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงในทุกมิติ ทั้งด้านกายภาพและดิจิทัล พร้อมแสดงความยินดีที่อาเซียนมีเป้าหมายลงนามความตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนภายในปีนี้ นอกจากนี้ไทยยังผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ภาคใต้ของไทย ในฐานะเส้นทางทางเลือกเพื่อเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานโลก ลดความเปราะบางจากจุดคอขวดด้านการคมนาคมทางทะเล

นายกฯ กล่าวด้วยว่า อาเซียนต้องให้ความสำคัญกับการสร้างผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชน เพราะความสำเร็จของอาเซียนไม่ได้วัดจากจำนวนการประชุมหรือเอกสารที่รับรองร่วมกัน แต่ต้องวัดจากคุณภาพชีวิต ความปลอดภัย และความเชื่อมั่นในอนาคตของประชาชน อาเซียนมีศักยภาพเพียงพอที่จะรับมือกับความท้าทาย และคว้าโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของโลก ยืนยันว่าไทยพร้อมทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนและหุ้นส่วนทุกฝ่าย เพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ดังกล่าวให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

นายอนุทินกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาว่า ทั้งสองประเทศกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญ ที่การตัดสินใจในวันนี้จะส่งผลต่อทิศทางความสัมพันธ์ในอนาคต  จึงจำเป็นต้องร่วมกันเผชิญความท้าทายและเปิดหน้าประวัติศาสตร์บทใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยการบรรลุแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างสันติและยั่งยืนนั้น ต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมือง ความมุ่งมั่น ความไว้วางใจ และการเจรจาด้วยความสุจริตใจ แม้จะไม่มีหนทางที่ง่าย แต่เชื่อมั่นว่าทั้งสองฝ่ายสามารถก้าวไปข้างหน้าร่วมกันได้ ผ่านการสร้างความเชื่อมั่นและการพูดคุยอย่างสร้างสรรค์

เวลา 11.00 น. ที่ห้อง Stateroom ทำเนียบประธานาธิบดีเวียดนาม (Tonkin Palace) นายอนุทิน ชาญวีรกูล เข้าเยี่ยมคารวะนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีเวียดนาม เพื่อสานต่อความร่วมมือและติดตามผลการหารือระหว่างกัน ภายหลังการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีเวียดนามเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญว่า  ไทยเน้นย้ำความสำเร็จของการเยือนและความสัมพันธ์อันใกล้ชิดของผู้นำทั้งสองประเทศ เร่งขับเคลื่อนความร่วมมือทวิภาคีและเป้าหมายการค้าร่วมกัน ทั้งสองฝ่ายยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันในการขับเคลื่อนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านไทย-เวียดนาม เสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงและการบังคับใช้กฎหมาย ดูแลและส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนไทยในเวียดนาม สานต่อสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพไทย-เวียดนาม

ไทย-เวียดนามผนึกมั่นคง

เวลา 13.30 น. ณ ห้อง Junior Ballroom โรงแรม Fairmont Hanoi กรุงฮานอย นายอนุทิน ชาญวีรกูล เข้าร่วมงาน Thailand-Viet Nam Investment and Business Networking 2026 ซึ่งจัดโดย BOI โดยมีผู้แทนภาครัฐและเอกชนของทั้งสองประเทศเข้าร่วมอย่างคับคั่ง โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทั้งสองรัฐบาลผลักดันความร่วมมือใน 5 สาขาสำคัญ ได้แก่ ดิจิทัลและ AI เซมิคอนดักเตอร์ อุตสาหกรรมยานยนต์และการผลิตสมัยใหม่ พลังงานสะอาดและเศรษฐกิจสีเขียว นิคมอุตสาหกรรม ตลอดจนอาหารและเกษตรมูลค่าสูง ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่สร้างรายได้และการจ้างงานคุณภาพ

ในโอกาสนี้ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม  ได้นำคณะผู้บริหารระดับสูงด้านความมั่นคงของไทย ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงกลาโหม, ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, ผู้บัญชาการทหารบก, ผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้บัญชาการทหารอากาศ เข้าร่วมการหารือทวิภาคีกับ พล.อ.ฟาน วัน ซาง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหมแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ณ ห้องรับรองกระทรวงกลาโหมเวียดนาม กรุงฮานอย

การหารือครั้งนี้นับเป็นการพบปะระดับสูงด้านความมั่นคงที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการกระชับความร่วมมือทางทหารและความมั่นคงในทุกมิติ ตลอดจนสนับสนุนการยกระดับความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม สู่ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งสองฝ่ายแสดงความยินดีต่อพัฒนาการความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม ที่มีความใกล้ชิดและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการยกระดับสู่ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน ซึ่งผู้นำของทั้งสองประเทศได้เห็นพ้องร่วมกัน และพร้อมสนับสนุนให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในทุกมิติ  ทั้งด้านความมั่นคง, อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ, ความมั่นคงทางทะเล และความมั่นคงทางไซเบอร์

รมว.กลาโหมไทยย้ำว่า กระทรวงกลาโหมพร้อมสนับสนุนการจัดการประชุมในรูปแบบ 2+2 ระหว่าง รมว.การต่างประเทศและ รมว.กลาโหมของทั้งสองประเทศ เพื่อสะท้อนความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน และเสริมสร้างกลไกความร่วมมือด้านความมั่นคงให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเสร็จสิ้นการเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการว่า การเยือนครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง ทั้งในมิติการเมือง เศรษฐกิจ ความมั่นคง และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ โดยเป็นการต่อยอดจากการยกระดับความสัมพันธ์ไทย-เวียดนามสู่ “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน” และสะท้อนเจตนารมณ์ร่วมกันในการขับเคลื่อนการเติบโต และความมั่นคงของทั้งสองประเทศในอนาคต นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำว่า ทุกความร่วมมือที่เกิดขึ้นจากการเยือนครั้งนี้ จะต้องนำไปสู่ผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมต่อประชาชนไทย ทั้งการสร้างงาน การเพิ่มรายได้ การขยายตลาดให้ผู้ประกอบการไทย การดึงดูดการลงทุน การพัฒนาทักษะแรงงาน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

นายกฯ เปิดเผยว่า การมาเยือนเวียดนามทำให้มีความต่อเนื่องของสิ่งที่เป็นความร่วมมือของทั้งสองประเทศได้อย่างชัดเจน ได้มาพัฒนายกระดับความสัมพันธ์ในทุกมิติ ทั้งมิติเศรษฐกิจ การลงทุน ความร่วมมือทางด้านเทคโนโลยีและเรื่องความมั่นคง ซึ่งทางรัฐบาลเวียดนามให้เกียรติกับประเทศไทยมาก โดยประธานาธิบดีเวียดนามได้กราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินมาเยือนประเทศเวียดนาม

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีสื่อกัมพูชาเผยแพร่ข่าว นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา หารืออย่างไม่เป็นทางการกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย  พร้อมภาพจับมือกันก่อนเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม ASEAN Future Forum ครั้งที่ 3 นายอนุทินตอบว่า ไม่ให้เช็กแฮนด์แล้วจะให้เช็กอะไร ก่อนกล่าวชี้แจงว่า ก่อนการประชุมระดับผู้นำจะมีห้องรับรอง ก่อนจะเดินขึ้นเวที ไม่ว่าใครจะเดินเข้ามาเราก็ต้องจับมือทักทาย ไม่ว่าจะมีกรณีใดๆ อยู่กับเขา เราก็ต้องให้เกียรติในฐานะความเป็นผู้นำของแต่ละประเทศ เราไม่ได้มีปัญหาอะไร สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้เราไม่ได้มีการพูดคุยกันในระดับทวิภาคี และไม่ได้มีการพูดคุยกันในประเด็นการเมืองใดๆ ส่วนตัวเชื่อว่าทั้งสองประเทศสามารถรู้สึกได้ว่า เวลานี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะต้องพูดคุยกัน  เพราะยังมีประเด็นต่างๆ ที่แต่ละประเทศจะต้องไปเคลียร์กันให้เรียบร้อยก่อน ก่อนจะนำเรื่องมาสู่โต๊ะประชุมเพื่อเจรจา

ขู่คิดให้ดีทวงคืนแผ่นดินไทย

เมื่อถามถึงกรณีสื่อกัมพูชารายงานว่า สมเด็จฮุน เซน ออกมาทวงคืนแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาหรือด้วยการใช้กำลัง นายอนุทินกล่าวว่า ตนขอยืนยันว่าประเทศไทยไม่เคยไปรุกราน และไม่เคยไปรุกล้ำอธิปไตยของประเทศอื่นๆ ประเทศไทยยืนอยู่บนจุดยืนที่ว่าอธิปไตยของเรา เราไม่ยอมให้ใครเข้ามาก้าวล่วงรุกล้ำ และสิ่งที่ประเทศไทยดำเนินการเพื่อปกป้อง ป้องกัน เป็นสิ่งที่ชัดเจนมาก เพื่อปกป้องอธิปไตยของเรา

"เชื่อว่าต้องคิดดีๆ ถ้าจะมารุกล้ำหรือใช้กำลังกับประเทศไทย ต้องคิดดีๆ"

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่พูดไม่ใช่ขู่ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวติดตลก “ไม่กล้าหรอกครับ”

ทั้งนี้ เว็บไซต์ขแมร์ไทม์รายงานว่า ช่วงเช้าวันอังคารที่ 9 มิ.ย. 2569 ฮุน เซน รักษาการประมุขแห่งรัฐ และประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนและพบปะประชาชนผู้อพยพจากสงคราม ที่บริเวณหมู่บ้านซึ่งรัฐบาลกัมพูชาสร้างเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว ในตำบลสลักกราม  อำเภอสวายจิก จังหวัดบันเตียเมียนเจย ซึ่งศูนย์พักพิงชั่วคราวสลักกรามแห่งนี้ถูกตั้งชื่อว่า “หมู่บ้านแห่งการรอคอย” (Village of Waiting) พร้อมยืนยันอย่างชัดเจนว่า  แม้จะมีการสร้างหมู่บ้านแห่งนี้ขึ้น แต่กัมพูชาจะไม่ละทิ้งการเรียกร้องดินแดนกลับคืนมา และจะต้องดำเนินการทวงคืนต่อไป

โดย ฮุน เซน ปราศรัยกับประชาชนที่ศูนย์พักพิงแห่งนี้ตอนหนึ่งว่า ในอดีตตนเองในฐานะนายกรัฐมนตรี เชื่อมั่นในอีกฝ่ายมากเกินไป จึงไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับสงคราม และไม่ได้ใช้งบประมาณจำนวนมากในการจัดซื้ออาวุธ โดยต้องการนำเงินไปพัฒนาด้านสังคม สาธารณสุข และการศึกษา  แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้น กลับพบว่ายุทโธปกรณ์ของกัมพูชามีไม่เพียงพอ เพราะไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดสงครามรุกรานที่ขยายตัวตลอดแนวชายแดน

ฮุน เซน กล่าวว่า ดินแดนที่ทหารไทยกำลังยึดครองอย่างผิดกฎหมายจะต้องถูกทวงคืน แต่การทวงคืนนั้นมีเพียงสองแนวทาง คือการใช้กำลังทางทหาร หรือการเจรจาโดยสันติวิธี

พร้อมย้ำว่า สิ่งที่ตนบอกไปว่าเจรจานั้น ไม่ได้หมายความว่าไม่มีศักยภาพในการยึดดินแดนกลับคืนมา แต่หากเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อน ก็จะถูกกล่าวหาว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ดังนั้นกัมพูชาจำเป็นต้องอดทนและเลือกแนวทางการเจรจาอย่างสันติ ที่สำคัญคือ หากเลือกใช้กำลังทหารเพื่อยึดคืนดินแดนที่ไทยเข้ายึดครอง จะยิ่งทำให้การสู้รบขยายวงกว้างขึ้น แม้จะยึดคืนมาได้ก็อาจไม่สามารถรักษาพื้นที่ไว้ได้ เพราะจะเกิดการสู้รบตอบโต้กันไปมา คล้ายสถานการณ์ในฉนวนกาซา อิสราเอล และบางประเทศอื่นๆ  ซึ่งอาจกลายเป็นความขัดแย้งยืดเยื้อยาวนานจากรุ่นสู่รุ่น

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า โลกออนไลน์ได้เผยแพร่ภาพขบวนรถขนส่งกำลังขนยุทโธปกรณ์ที่คาดว่าจะเป็นรถถังออกจากท่าเรือสีหนุวิลล์ สอดคล้องกับรายงานข่าวที่ระบุว่า  กัมพูชาได้รับรถถัง T-59D จำนวน 40 คันจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีการส่งมายังท่าเรือสีหนุวิลล์ เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา และได้นำขึ้นรถขนไปเตรียมประจำการกับหน่วย BHQ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศิลปินขึ้น"ฮาล์ฟไทม์โชว์"นัดชิงฯ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์"เวิลด์คัพ"

สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า ประกาศข่าวใหญ่ที่ถือว่าเรียกเสียงฮือฮาเป็นอย่างมากผ่านทางอินสตาแกรมอย่างเป็นทางการ ยืนยันว่า "เวิลด์คัพ 2026" จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของนัดชิงชนะเลิศ ที่จะมีการแสดงโชว์ในช่วงพักครึ่งจากเหล่าศิลปินระดับโลก

ส.อ.ท. หนุนรัฐทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ส.อ.ท. หนุนรัฐทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เสนอใช้ข้อมูลเชิงลึกคัดกรองตรงจุด ช่วยคนเปราะบางจริง ชูเป้าระยะยาวควรเพิ่มจำนวนประชาชนที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ มีงาน มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

EEC เยือนเวียดนามรับฟังข้อเสนอหนุนความร่วมมือการลงทุน

EEC ร่วมคณะนายกรัฐมนตรี เยือนเวียดนาม รับฟังข้อเสนอภาคเอกชนไทย หนุนความร่วมมือการลงทุนไทย–เวียดนาม และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานภูมิภาค