ดีอีลุยไฟ‘TH-AI’ ยึดหลักใช้เท่าไรจ่ายเท่านั้น‘ไชยชนก’ปัดเอี่ยวบ.เอกชน

"ไชยชนก" ยอมรับกลางวงเปิดรับฟังความเห็นโครงการ “TH-AI Passport” รู้จักเอกชนผู้ชนะโครงการจริง แต่ไม่เกี่ยวกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง “ดีอี” ลดดรามา จ่อเพิ่มแนบท้ายสัญญาใช้เท่าไรจ่ายเท่านั้น "ไอซ์" โชว์ภาพ "ปธ.แพลนบี" ร่วมเฟรมตระกูลชิดชอบ บอกสนิทแค่ไหนให้รูปอธิบาย เจอสวนคืน "บิ๊กแพลนบี" ก็สนิท "ธนาธร-ปิยบุตร" เดือด! กมธ.พัฒนาการเมืองบี้รองอธิบดีปกครองปมแชตช่วยน้ำเงินด้วย  ระบุให้ข้อมูลมีพิรุธขัดแย้งกันเอง            

ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) วันที่ 11 มิ.ย.2569 เวลา 09.30 น. กระทรวงดิจิทัลฯ จัดเวทีไทย-เอไอ พาสปอร์ต ฟอรัม เพื่อระดมรับฟัง-แลกเปลี่ยนความคิดเห็น “โครงการ TH-AI Passport” มีนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ เป็นประธาน รวมทั้งนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลฯ, น.ส.แนน บุณย์ธิดา  สมชัย รมช.ดิจิทัลฯ ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด  นักวิชาการจากภาครัฐ ภาคเอกชน รวมทั้งตัวแทนพรรคการเมืองเข้าร่วมงานกว่า 400 คน 

นายพชรกล่าวเปิดงานว่า โครงการนี้ดำเนินการตามระเบียบราชการในการจัดซื้อจัดจ้าง โดยใช้งบกองทุนดีอี ซึ่งเป็นเงินนอกงบประมาณราว 1,800-1,900 ล้านบาท กลุ่มเป้าหมายประเมินจากประชากรที่ยังอยู่ในระบบเศรษฐกิจและสามารถเพิ่มทักษะได้ราว 50 ล้านคน จากนั้นกำหนดเป้าหมายขั้นต่ำ 10% หรือประมาณ 5 ล้านคน แม้ในเชิงเป้าหมายเดิมอยากขยายให้ถึง 10 ล้านคน แต่ต้องพิจารณาตามกรอบวงเงินที่มีอยู่

"โครงการนี้ไม่ใช่การแจกแล้วจบ แต่มีการฝึกอบรมเรื่องเอไอ สร้างความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วม กลุ่มเป้าหมายของโครงการกำหนดขั้นต่ำเป็นประชาชนทั่วไปอายุเกิน 15 ปี และแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มนักเรียนและนักศึกษา กลุ่มบุคลากรภาครัฐ และกลุ่มประชาชนทั่วไป รวมถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอี" นายพชรกล่าว

ช่วงหนึ่งของการถามตอบ นายธีระชาติ ก่อตระกูล อดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) และคณะทำงานผู้นำฝ่ายค้าน  ได้ตั้งคำถามถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับความโปร่งใสของโครงการ ทั้งเรื่องการที่ รมว.ดีอีรู้จักผู้ชนะการประมูลหรือไม่ การใช้งบประชาสัมพันธ์ และตั้งข้อสังเกตว่าหากโครงการมีข้อสงสัยและความเสี่ยงด้านความโปร่งใสมากขนาดนี้ เอกชนผู้รับสัญญาควรพิจารณายกเลิกสัญญาก่อนหรือไม่

จากนั้นนายพชรชี้แจงว่า การทำราคากลางและการเปิดโอกาสให้เอกชนที่ให้ข้อมูลราคากลางเข้าร่วมประมูลนั้น การสืบค้นราคากลางจำเป็นต้องอ้างอิงจากผู้ประกอบการในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับงานนั้นโดยตรง เพราะโครงการนี้เป็นงานด้านไอทีและดิจิทัล จึงไม่สามารถไปสืบราคาจากผู้ประกอบการก่อสร้างหรือธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องได้  ขณะเดียวกัน หากกำหนดว่าผู้ให้ข้อมูลราคากลางห้ามเข้าร่วมประมูล ก็อาจไม่มีเอกชนรายใดให้ข้อมูลราคาแก่ภาครัฐ และหากให้ราชการกำหนดราคาเองก็อาจไม่สะท้อนราคาตลาดที่แท้จริง

 “ที่มีการกล่าวว่าทีโออาร์ไม่มีความโปร่งใสนั้น ยืนยันว่าทำตามระเบียบราชการทุกอย่าง การจะยกเลิกโครงการอาจไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะผ่านเรื่องทีโออาร์สู่การเซ็นสัญญาแล้ว แต่ยังสามารถเพิ่มหนังสือแนบท้ายสัญญาได้  โดยจะมีการเพิ่มเติมในส่วนการใช้เท่าไรจ่ายเท่านั้น” ปลัดดีอีระบุ

นกรับรู้จักเอกชนชนะประมูล

 ส่วนนายไชยชนกได้ลุกขึ้นชี้แจงเพิ่มเติมว่า  ในส่วนกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเป็นหน้าที่ของข้าราชการประจำ แต่ยอมรับว่ารู้จักผู้ชนะงานเป็นการส่วนตัว ในฐานะผู้ที่เคยทำงานภาคเอกชนและทำงานมาหลายด้าน ย่อมรู้จักบุคคลจำนวนมากในประเทศ และเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้จักผู้ที่เข้ามาชนะการประมูลงานของกระทรวงใดเลย

"ยืนยันไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และรายละเอียดทั้งหมดเป็นหน้าที่ของฝ่ายข้าราชการประจำที่ได้ชี้แจงไปแล้ว” นายไชยชนกกล่าว

ด้าน ดร.การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ  และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) สอบถามว่า หากรัฐจะเดินหน้าโครงการคงเหนื่อย มี 3 ทางเลือกคือ เดินหน้า แก้ไขสัญญา หรือเลิกโครงการ และขอให้เปิดสัญญาเพื่อให้ภาคประชาชนและคนแวดวงไอทีสามารถศึกษาและตรวจสอบ เพื่อให้โครงการเดินหน้าไปอย่างโปร่งใสได้

ต่อมานายไชยชนกให้สัมภาษณ์อีกครั้งหลังการรับฟังความเห็นเสร็จสิ้นว่า ต้องรอให้คณะทำงานและปลัดกระทรวงดีอีรวบรวมข้อเสนอทั้งหมดก่อนนำไปหารือกับคู่สัญญา โดยหากคู่สัญญาต้องการแสดงความบริสุทธิ์ใจ เชื่อว่ายังมีประเด็นที่สามารถเจรจากันได้ โดยเฉพาะจุดที่เป็นข้อกังวลสำคัญของโครงการ โดยยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะปรับรายละเอียดได้มากน้อยเพียงใด แต่การดำเนินการทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้กรอบทีโออาร์เดิม

 “ภาพรวมของเวทีรับฟังความคิดเห็นถือเป็นไปในทิศทางที่ดี เนื่องจากก่อนหน้านี้หลายฝ่ายประเมินโครงการจากข้อมูลในทีโออาร์เป็นหลัก  แต่เมื่อผู้รับสัญญาเริ่มเปิดรายละเอียดของระบบให้เห็นมากขึ้น ทั้งจำนวนโมเดลเอไอ ที่มี 31 โมเดล ขั้นตอนการใช้งานและฟังก์ชันต่างๆ ทำให้ผู้เข้าร่วมเวทีเริ่มเห็นภาพชัดขึ้นว่า ภายในแพลตฟอร์ม TH-AI Passport มีองค์ประกอบอะไรบ้าง” นายไชยชนกกล่าว

 นายไชยชนกกล่าวต่อว่า ได้เสนอให้ปลัดกระทรวงดีอีลองเจรจากับเอกชนว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเปิดระบบทดสอบแบบ (เบต้าเทสต์) ให้กลุ่มตัวอย่างบางส่วนได้ทดลองใช้งานจริง  เพื่อให้เห็นฟังก์ชัน รูปแบบการใช้งาน และกระบวนการภายในระบบก่อนเปิดให้บริการเต็มรูปแบบ ซึ่งจะช่วยให้สังคมประเมินได้ชัดเจนขึ้นว่าแพลตฟอร์มนี้ใช้งานได้ดีเพียงใด และตอบโจทย์ตามที่โครงการตั้งไว้หรือไม่ เพื่อเดินหน้าอย่างรอบคอบ โปร่งใส และตอบโจทย์การใช้งานจริงมากที่สุด

ขณะที่นายพชรให้สัมภาษณ์ว่า ผลการเปิดเวทีครั้งนี้กระทรวงได้รับข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์อย่างมาก โดยเฉพาะการลดความเสี่ยงและข้อครหาเรื่องงบประมาณ รัฐมนตรีจึงได้รับโจทย์มาปรับแนวทางไปสู่การเจรจากับคู่สัญญาในหลักการ “ใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น” เพื่อไม่ให้รัฐเสียเปรียบ หากมีประชาชนเข้ามาใช้งานไม่ถึงเป้าหมาย 5 ล้านคน

 "ไทม์ไลน์หลังจากนี้กระทรวงตั้งเป้าเจรจาแก้ไขสัญญาให้ได้ข้อยุติภายในเดือน มิ.ย.นี้ เพื่อเปิดให้ประชาชนเริ่มลงทะเบียนใช้งานได้ในวันที่ 1 ก.ค.2569" ปลัดดีอีระบุ

วันเดียวกัน น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. โพสต์ข้อความว่า “สนิทแค่ไหน ให้รูปอธิบาย” พร้อมเผยแพร่ภาพนายปรินทร์ โลจนะโกสินทร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ PLAN B ร่วมเฟรมกับบุคคลในตระกูลชิดชอบ รวมถึงนายไชยชนก พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงโครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1.6 พันล้านบาท

กระทั่งนายไชยชนกให้สัมภาษณ์หลังร่วมเวทีเปิดรับฟังความเห็นโครงการ TH-AI Passport  ยอมรับว่ารู้จักและคุ้นเคยกับบริษัทชนะประมูล ซึ่งคือ บ.แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) จริง แต่ยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเอื้อประโยชน์ในการประมูลโครงการ TH-AI Passport แต่อย่างใด

ล่าสุดมีการตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า นายปรินทร์ ในฐานะนักธุรกิจ ไม่ได้มีเพียงภาพร่วมกับบุคคลในตระกูลชิดชอบเท่านั้น แต่ยังมีภาพร่วมกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และนายปิยบุตร แสงกนกกุล ซึ่งมีบทบาทสำคัญทางความคิดของพรรค ปชน.ด้วย

"ทั้งนายธนาธรและนายปิยบุตรเคยเดินทางเข้าพบที่สำนักงานบริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) ย่านถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เพื่อขอคำปรึกษาและหารือเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์และการสื่อสารของพรรค ปชน." แหล่งข่าวระบุ

เดือดกมธ.บี้แชตช่วยน้ำเงิน

ที่รัฐสภา เวลา 09.30 น. ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน  สภาผู้แทนราษฎร วาระเรื่องร้องเรียนขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติการณ์การใช้อำนาจหน้าที่และการวางตัวเป็นกลางทางการเมืองของอธิบดีกรมการปกครองเรื่องช่วยน้ำเงินด้วย มี น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. เป็นประธาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง มอบหมายนายวินัย โตเจริญ รองอธิบดี ปค.เข้าชี้แจงแทน รวมทั้งมีผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ผู้แทนจาก ป.ป.ช. ผู้แทนจากเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่วน กกต.ทำหนังสือแจ้งว่าจะเข้าชี้แจงในวันที่ 18 มิ.ย.69 เนื่องจากติดภารกิจที่สำคัญและด่วน

หลังประชุมนานกว่า 3 ชม. น.ส.ชลณัฏฐ์ โกยกุล สส.กทม. พรรค ปชน. ในฐานะโฆษก กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ แถลงว่า เบื้องต้นได้มีการชี้แจงจากนายรุ่งเรือง ธิมาบุตร อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต กรณีถูกสั่งย้ายด่วนแบบฟ้าผ่าอ้างเรื่องร้องเรียนรับผลประโยชน์การบุกรุกพื้นที่สาธารณะในจังหวัด เป็นการจัดฉากเพื่อที่จะเอาตนออกจากพื้นที่ และนายรุ่งเรืองได้เปิดเผยหลักฐานสำคัญซึ่งเป็นบทสนทนาทางไลน์ว่าให้ช่วยน้ำเงินด้วย นายรุ่งเรืองได้ยืนยันต่อ กมธ.ว่าการที่บอกว่า "100% ครับนาย" เป็นไปด้วยความตกใจในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งไม่สามารถที่จะปฏิเสธคำขอของผู้บังคับบัญชาได้ 

"รองอธิบดี ปค.ที่มาชี้แจงแทนอธิบดี ได้บอกโดยปกติการสั่งย้ายของกรมจะทำตามระบบราชการที่มีหนังสือชัดเจน ส่วนไลน์มีการใช้เพียงเพื่อประชาสัมพันธ์ ส่วนข้อความช่วยน้ำเงินด้วยนั้น นายวินัยระบุว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคล ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบรวมทั้งชี้แจงต่อกระทรวงมหาดไทย ทำให้ใน กมธ.เกิดการถกเถียงอย่างหนักเมื่อรองอธิบดี ปค.ให้ข้อมูลขัดแย้งกันเองถึง 3 ครั้ง ว่าการตั้งคณะกรรมการสอบสวนที่ตอนแรกรองอธิบดีบอกว่าได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนไปแล้ว แต่สุดท้ายสรุปว่าไม่ทราบ และยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน" น.ส.ชลณัฏฐ์กล่าว

โฆษก กมธ.กล่าวว่า นายอนุสรณ์ แก้ววิเชียร สส.นนทบุรี พรรค ปชน. ในฐานะรองประธาน กมธ. ได้ตั้งข้อสังเกตถึงข้อพิรุธในการตอบคำถามของรองอธิบดีกรมการปกครองที่ไม่ตรงกัน  และได้ย้ำว่าในชั้นศาลพยานหลักฐาน ทางนิติวิทยาศาสตร์จะพิสูจน์ความจริงเรื่องแชตไลน์ได้อย่างแน่นอน ดังนั้นเพื่อให้เกิดความโปร่งใส ทาง กมธ.จึงมีมติให้ดำเนินการดังนี้ 1.ทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงมหาดไทยเพื่อสอบถามความคืบหน้า และให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีแชตไลน์ช่วยน้ำเงินด้วย 2.ทำหนังสือถึง รมว.มหาดไทยเพื่อรายงานพฤติการณ์และการใช้อำนาจรัฐ ที่ส่อไปในทางไม่เป็นกลางทางการเมือง เพราะมีการโพสต์ในไลน์กลุ่ม อส.ให้ช่วยน้ำเงินอย่างชัดเจน จึงต้องการให้มีการดำเนินการสอบสวนเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด และ 3.เลือกเอกสารเพิ่มเติมจากกรมการปกครอง ถึงข้อมูลสถิติการโยกย้ายย้อนหลังตั้งแต่ปี 2562 เพื่อนำมาเปรียบเทียบความผิดปกติของการโยกย้ายครั้งนี้

ถามว่า ทางรองอธิบดีได้ชี้แจงเกี่ยวกับการใช้งานของไลน์ว่าเป็นสาธารณะหรือไม่อย่างไร น.ส.ชลณัฏฐ์กล่าวว่า รองอธิบดีชี้แจงว่าเรื่องทางเทคนิคจะไม่สามารถลงรายละเอียดได้ แต่ยืนยันว่าการติดต่อกันทางไลน์ไม่ได้ทำแบบเป็นทางการ เป็นการติดต่อกันส่วนบุคคล

"ในที่ประชุมมีการทดสอบโดยนำหมายเลขโทรศัพท์ไปแอดไลน์ ปรากฏว่าปัจจุบันไลน์ดังกล่าวไม่สามารถเพิ่มเพื่อนได้แล้ว ทั้งที่ก่อนหน้านี้สามารถเพิ่มได้ จึงไม่มั่นใจว่าไลน์ของนายนฤชาหายไปไหน และการที่อธิบดีกรมการปกครองมอบหมายให้รองอธิบดีมาชี้แจงแทน  สรุปว่าไม่สามารถที่จะตอบคำถามในบางอย่างได้ให้ความชัดเจนถึงข้อสงสัยและข้อเท็จจริงที่ กมธ.ถามได้" โฆษก กมธ.กล่าว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘จังโก้’เจ้าภาพต้อง3แต้ม เปิดหัว‘ฟุตบอลโลก2026’

ทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกอย่าง "เวิลด์คัพ 2026" ที่สหรัฐอเมริกา, เม็กซิโกและแคนาดาร่วมกันเป็นเจ้าภาพ จะรูดม่านเปิดฉากอย่างเป็นทางการในคืนวันที่ 11 มิถุนายนนี้ ตามเวลาท้องถิ่นของทวีปอเมริกาเหนือ

‘ศุภชัย’คุมกมธ.สอบใช้เงินกู้

"เอกนิติ" นั่งหัวโต๊ะ ไฟเขียวยกเลิกเกณฑ์ภาษีลูกกตัญญู ทำพ่อแม่อดได้บัตรคนจน 11 มิ.ย.นี้ “กมธ.ตรวจสอบเงินกู้ 4 แสนล้านบาท"