ตำรวจ บช.ปส.ฝากขัง 2 ผู้ต้องหาคดีค้าเฮโรอีน มือส่งของให้แอร์สาว “มีนา” ค้านประกันเกรงหลบหนี ก่อนศาลไม่ให้ประกันต้องนอนคุก ขณะที่ศุลกากรตื่นแล้ว ยกระดับตรวจสอบสินค้า-ผู้โดยสารขาออกเพิ่มมากขึ้น ผ่านเครื่องเอกซเรย์-K9 โอดหนักขาดงบประมาณใช้ที่สนามบิน “สส.พรรคส้ม” ขย่มหนัก กัญชาเถื่อนเกลื่อนโดนสอย ฟาดหน้ารัฐบาลหละหลวมกระเหี้ยนกระหือรือปลดล็อกแต่คุมไม่ได้
เมื่อวันจันทร์ พนักงานสอบสวน กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 1 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ควบคุมตัวนายอุทัย คณาภิวัฒน์ อายุ 47 ปี หรือผู้ต้องหาที่สื่อเรียกว่า "ชายฮู้ดน้ำเงิน" และนายนันทวัฒน์ ยิ่งพัฒนาวงศ์ อายุ 47 ปี หรือ "หนุ่มพะเยา" ผู้ต้องหาในคดีลักลอบขนและซุกซ่อน ฮโรอีน ภายในกล่องพัสดุส่งต่อให้แอร์สาวนำไปยังประเทศออสเตรเลีย มาฝากขังครั้งแรก เพื่อนำตัวไปฝากขังต่อศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก
โดยการกระทำของผู้ต้องหาทั้งสองเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 129 (1), 90, 134, 145 วรรคแรก, 145 วรรคสอง (1), 152 ประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องระบุชื่อยาเสพติดให้โทษประเภท 1 พ.ศ. 2565
ในชั้นสอบสวนผู้ต้องหาทั้งสองให้การรับสารภาพ ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนระบุว่า เนื่องจากเป็นคดีที่สืบสวนสอบสวนขยายผลเครือข่ายข้ามชาติจากคดีแอร์โฮสเตสสายการบินไทย ซึ่งพนักงานสอบสวนยังต้องสอบสวนพยานอีก 10 ปาก รอผลการตรวจพิสูจน์ของกลาง รอผลการตรวจลายนิ้วมือและประวัติการต้องโทษของผู้ต้องหาทั้งสอง จึงขอหมายขังผู้ต้องหาทั้งสองไว้ระหว่างสอบสวนมีกำหนด 12 วันตั้งแต่วันที่ 6-17 ก.ค.69
หากผู้ต้องหาขอปล่อยชั่วคราว พนักงานสอบสวนขอคัดค้าน เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง หากผู้ต้องหาทั้งสองได้รับการปล่อยชั่วคราวเกรงว่าจะหลบหนีและยากแก่การติดตามตัวมาดำเนินคดีภายหลัง
อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวนได้ทำคำร้องฝากขังที่ ยฝ 1584/2569 ของนายอุทัย ในความผิดฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ อีกสำนวนด้วย ศาลอาญาพิเคราะห์คำร้องแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังได้
ต่อมาผู้ต้องหาทั้งสองยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างฝากขัง ศาลพิเคราะห์ความหนักเบาของข้อหาและ พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่าร่วมกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในลักษณะขบวนการข้ามชาติ นับว่าร้ายแรง มีเหตุอันควรเชื่อว่าหากปล่อยตัวไปผู้ต้องหาจะหลบหนี ประกอบกับพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ยกคำร้อง
ด้าน น.ส.อารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และโฆษกสำนักงาน ป.ป.ส. เปิดเผยว่า สำนักงาน ป.ป.ส.กระทรวงยุติธรรม เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล “พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด” โดยบูรณาการความร่วมมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อร่วมกันดำเนินการคดียาเสพติดรายสำคัญเป็นคดีพิเศษ อันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสืบสวน สอบสวน ขยายผล และติดตามผู้ร่วมขบวนการเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติได้อย่างครอบคลุม ในรูปแบบองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จึงได้มีการหารือร่วมกับ DSI ยกระดับประสิทธิภาพในการสืบสวนสอบสวน และขยายผลไปถึงผู้บงการและผู้ร่วมขบวนการทุกระดับ รวมทั้งสามารถแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส.และผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมปฏิบัติงาน เพื่อเสริมศักยภาพในการรวบรวมพยานหลักฐาน วิเคราะห์เส้นทางการเงิน และขยายผลไปยังผู้บงการหรือผู้เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า กรมฯ ได้เตรียมยกระดับความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าและผู้โดยสารขาออกนอกประเทศเพิ่มมากขึ้น แนวทางเบื้องต้นได้มีการพิจารณาใช้เครื่องเอกซเรย์สินค้าหรือกระเป๋าเดินทางก่อนโหลดที่ต้องสงสัย รวมถึงจะมีการใช้สุนัขที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นพิเศษเพื่อปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร หรือหน่วยกู้ภัย (K9) เข้ามาร่วมตรวจสอบด้วย จากที่ก่อนหน้านี้อาจจะมองว่าการตรวจสอบในลักษณะนี้จะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดี แต่จากสถานการณ์ในขณะนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพิจารณาแนวทางดังกล่าว เพื่อยกระดับความเข้มงวดในการตรวจสอบมากยิ่งขึ้น
“แม้กรมฯ จะมีนโยบายในการใช้เครื่องเอกซเรย์เข้ามาช่วยตรวจสอบสินค้า และกระเป๋าเดินทางขาออกมากขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่ายังมีข้อจำกัดในด้านงบประมาณ โดยปัจจุบันได้มีการของบประมาณในการบำรุงรักษาเครื่องเอกซเรย์ 2 เครื่องที่ท่าเรือแหลมฉบัง เนื่องจากใช้มาเกือบ 20 ปี และไม่มีอะไหล่สำรองแล้ว ส่วนเครื่องเอกซเรย์ที่จะใช้ในอาคารผู้โดยสารในสนามบินนั้น นายอนุทินได้มอบหมายให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ไปดูว่าจะมีเครื่องเอกซเรย์ตรงไหนที่สามารถสนับสนุนการดำเนินงานของกรมศุลกากร ในการตรวจสอบสินค้าและผู้โดยสารขาออกได้บ้าง” นายพันธ์ทองระบุ
นายพันธ์ทองกล่าวอีกว่า ปกติทั่วโลกจะให้ความสำคัญกับการเข้ามาในประเทศเป็นหลัก แต่บังเอิญว่าไทยโชคร้าย เราไม่ใช่แหล่งผลิตยาเสพติด แต่เราอยู่ใกล้แหล่งผลิตยาเสพติดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ขณะที่ไทยมีอินฟราสตรักเจอร์ที่เจริญและดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นถนน สนามบิน ท่าเรือ ตรงนี้ทำให้เราถูกใช้เป็นสะพานในการขนส่งยาเสพติด ดังนั้นเราจึงต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบให้มากขึ้น แม้จะต้องพูดตามตรงว่า ปัจจุบันมีตู้คอนเทนเนอร์ที่ผ่านเข้าออกกว่า 13 ล้านตู้ ผู้เดินทางกว่า 85 ล้านคน กรมศุลกากรคงตรวจ 100% เช็ก 100% ไม่ได้ แต่เราจะใช้ตาข่ายกรอง คือการวิเคราะห์ข้อมูลที่เข้มข้นขึ้น ว่าผู้โดยสารหรือคอนเทนเนอร์ไหน พาร์เซลไหนมีความเสี่ยงต่อการกระทำความผิด ก็จะเข้าไปตรวจสอบอย่างเข้มข้นทันที
อธิบดีกรมศุลกากรระบุด้วยว่า โดยปัจจุบันกรมศุลกากรทั่วโลกได้มีการใช้ระบบบริหารความเสี่ยงเช่นเดียวกับกรมศุลกากรไทย ที่พยายามเอาข้อมูลทั้งหมดเข้ามาวิเคราะห์ผ่านระบบเอไอ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนเบื้องต้นที่ได้มีการเริ่มดำเนินการแล้วที่ท่าเรือแหลมฉบัง ทำให้สามารถจับกุมสินค้าผิดกฎหมายได้จำนวนมาก โดยข้อมูลในช่วง 9 เดือนของปีงบประมาณ 2569 (ต.ค. 68-มิ.ย. 69) พบว่ากรมฯ สามารถจับกุมยาเสพติดแล้วกว่า 1 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 700-800 ล้านบาท จำนวนกว่า 100 คดี
ด้าน พล.ต.ต.จตุรภัทร์ ภิรมย์แก้ว ผู้บังคับการกองการต่างประเทศ ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กล่าวถึง 3 คดีเกี่ยวกับการลักลอบส่งออกกัญชาจากไทยไปต่างประเทศว่า ตร.ขอแจ้งเตือนและประชาสัมพันธ์ถึงพี่น้องประชาชน ตลอดจนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ กรณีการพกพา ลักลอบ หรือรับจ้างนำกัญชา ช่อดอกกัญชา หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกัญชาออกนอกราชอาณาจักรไทย ขอเน้นย้ำว่าการกระทำดังกล่าวถือเป็นความผิดตามกฎหมาย แม้กัญชาจะมีการปลดล็อกในบางส่วนสำหรับการใช้ทางการแพทย์ภายในประเทศไทย แต่การนำออกนอกประเทศยังคงถูกควบคุมอย่างเข้มงวด และเป็นสิ่งผิดกฎหมายร้ายแรงในหลายประเทศปลายทาง กัญชายังคงถูกจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 ในหลายประเทศทั่วโลกและประเทศเพื่อนบ้าน การลักลอบนำเข้ามีโทษตามกฎหมายของประเทศนั้นๆ ซึ่งมีตั้งแต่การจำคุกตลอดชีวิต ไปจนถึงโทษประหารชีวิต
ที่รัฐสภา นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน กล่าวว่า จากกรณีมีการลักลอบส่งออกกัญชาจากประเทศไทยไปยังต่างประเทศและถูกจับกุมจำนวนมาก สะท้อนช่องว่างของระบบกำกับดูแล ซึ่งแม้นายกรัฐมนตรีจะชี้แจงว่า กัญชาที่ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ไม่สามารถส่งออกนอกประเทศได้ แต่คำถามคือ เหตุใดจึงยังสามารถลักลอบส่งออกกัญชาไปยังต่างประเทศในปริมาณมากได้ นี่สะท้อนว่าระบบควบคุมยังมีช่องโหว่ ทั้งนี้หลายประเทศถือว่ากัญชาเป็นยาเสพติดผิดกฎหมาย ดังนั้นเมื่อมีการตรวจยึดกัญชาที่มีต้นทางจากประเทศไทย ย่อมตั้งข้อสงสัยต่อมาตรการกำกับดูแลของไทย และอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น รวมถึงมาตรการตรวจสอบสินค้าหรือผู้โดยสารที่เดินทางมาจากประเทศไทยในอนาคต
"แล้วรัฐบาลได้พิจารณาผลกระทบของนโยบายดังกล่าวอย่างรอบด้านหรือไม่ ทั้งด้านการควบคุมการผลิต การจำหน่าย การตรวจสอบย้อนกลับ การป้องกันการลักลอบส่งออก และการคุ้มครองเด็กและเยาวชน เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า การปลดล็อกกัญชาเกิดขึ้นก่อนที่ระบบกำกับดูแลจะมีความพร้อม" นายภัณฑิลกล่าว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘เมสซี’นำทัพ‘อาร์เจนตินา’ รอเชือด‘อียิปต์’รอบ16ทีม
ฟุตบอลโลก 2026 ค่ำคืนวันที่ 7 กรกฎาคม หรือต่อช่วงเช้าวันที่ 8 กรกฎาคม
รับสภาพศาลชี้พ.ร.ก. สว.ผ่านพ.ร.บ.โอนงบฯ
“อนุทิน-เอกนิติ” ประสานเสียงรับสภาพ ศาลรัฐธรรมนูญชี้ชะตาพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้าน
กห.ไม่ให้ราคา ปัดเจรจาBRN ยํ้าคุยสันติสุข
"บิ๊กดุลย์" ปัดเจรจากับกลุ่ม BRN ยันไม่ยกระดับกลุ่มก่อเหตุเกินความจำเป็น
ตั้งกก.สอบวินัย5บิ๊กสถ.
นายกฯ ยันปลัดลงนามตั้งสอบวินัยร้ายแรง ขรก.สถ.แล้ว ชี้เป็นชั้นความลับเปิดเผยไม่ได้ ลั่นไม่มีซูเอี๋ย วิ่งเต้น
ขันนอตรมต.โลกลืม นายกฯขู่ปรับครม.คะแนนนิยมวูบต้องเร่งแก้/วิปไฟเขียวนิรโทษ
"อนุทิน" รับโพลเหมือนกระจกส่องตัวเอง คะแนนนิยมหายต้องเร่งแก้
บิ๊กแมตช์‘โปรตุเกส’ชน‘สเปน’ อาจต้องดวลกันถึงฎีกา
เข้าสู่วันที่สามของการแข่งขันรอบ 16 ทีมสุดท้าย เวิลด์ คัพ 2026 ที่สหรัฐอเมริกา, เม็กซิโกและแคนาดาร่วมกันเป็นเจ้าภาพ ค่ำคืนวันที่ 6 กรกฎาคม หรือตรงกับเช้าตรู่วันที่ 7 กรกฎาคม ตามเวลาประเทศไทย เกมบิ๊กแมตช์ “กระทิงดุ” ทีมชาติสเปน พบกับ “ฝอยทอง” ทีมชาติโปรตุเกส ฟาดแข้งกันที่ เอทีแอนด์ที สเตเดียม เวลา 02.00 น.

