
“ระหว่างฝ่ายหนึ่งที่เลือกใช้กระแสสังคมเป็นอาวุธ กับอีกฝ่ายที่เลือกใช้กฎหมายและกลไกอำนาจรัฐในการเข้าต่อสู้ ฝ่ายใดจะเป็นผู้ได้รับชัยชนะ”
สถานการณ์การเมืองไทยในห้วงเวลานี้กำลังดำเนินไปภายใต้ฉากทัศน์ของสงครามตัวแทนระหว่างสองขั้วอำนาจ ที่มีแนวทางการขับเคลื่อนและยุทธวิธีในการต่อสู้ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ระหว่างฝ่ายพรรคประชาชน นำโดย "ไอติม" พริษฐ์ วัชรสินธุ และเครือข่ายภาคประชาสังคมไอลอว์ นำโดย ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ พร้อมด้วยเครือข่ายสมาชิกวุฒิสภาสายประชาชนและผู้สมัคร สว.สำรอง ที่เลือกใช้ยุทธศาสตร์การรุกด้วยข้อมูลข่าวสาร การเปิดโปงความไม่โปร่งใสในคดีฮั้วเลือก สว.ปี 67 แบบรายวัน
โดยไม่หวั่นเกรงต่อการถูกดำเนินคดีกลับ แม้การกระทำดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อรูปคดีหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลอื่น พร้อมกับชูจุดยืนว่าการเปิดเผยความจริงต่อสาธารณชนคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด
ในการต่อสู้กับอำนาจรัฐ การเคลื่อนไหวในลักษณะนี้มุ่งเป้าไปที่การตีแผ่รายละเอียดของสำนวนคดีที่มีรายชื่อเกี่ยวข้องถึง 229 ราย เพื่อให้สังคมได้รับรู้และเห็นภาพความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างกลุ่มผู้สมัคร สว.กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย หรือเครือญาติ ตลอดจนเส้นทางการติดต่อสื่อสารต่างๆ ที่ถูกระบุว่าเป็นการทุจริตการเลือก สว. พร้อมทั้งกดดันให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เร่งสรุปสำนวนให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลฎีกาโดยเร็วที่สุด
ขณะที่ กกต.ได้ลดกระแสสังคมโดยสั่งให้ดำเนินคดีอาญากับผู้สมัคร สว. จำนวน 1,767 ราย ในข้อหารู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิสมัคร เพื่อให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งเป็นเวลา 20 ปี
ในขณะที่ทางฝั่งของ พริษฐ์ รีบออกมาดักคอให้เร่งพิจารณาคดีใหญ่และสั่งฟ้องรายชื่อทั้ง 229 รายโดยพลัน ล่าสุด กกต.ส่งเอกสารจะมีการพิจารณาคดี สว.ปี 67 ในวันที่ 14 ก.ย.
ท่ามกลางข้อสังเกตการเลื่อนเวลาจากกำหนดการเดิมในวันที่ 28 ส.ค. เพื่อไปตั้งหลักและมีเวลาอุดช่องโหว่สำนวนที่พยายามกดดันการทำหน้าที่ ขณะเดียวกันยังแจ้งความกองปราบฯ ต่อไอลอว์ ที่เปิดเผยเอกสารในสำนวนความเห็นของรองเลขาฯ กกต. เป็นการกระทำผิดกฎหมาย
ด้านจำเลยสังคมอย่าง พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึงแกนนำและรัฐมนตรีในรัฐบาล หลังจากที่ต้องตกเป็นฝ่ายตั้งรับและปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามครองพื้นที่ข่าวสารทางการเมืองมาอย่างยาวนาน
ล่าสุดได้ตัดสินใจเปิดฉากตอบโต้อย่างดุเดือดด้วยการงัดทั้งอำนาจรัฐและข้อกฎหมายเข้ามาสู้ยิบตา ทางพรรคภูมิใจไทยได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือก สว.อย่างสิ้นเชิง พร้อมทั้งมีการเปิดเผยหนังสือเวียน ลงวันที่ 30 เมษายน 2567 ซึ่งเป็นคำสั่งห้ามมิให้สมาชิกพรรคเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าวอย่างเด็ดขาด เพื่อเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจ
ส่วนบรรดารัฐมนตรีและแกนนำของพรรคยังได้ทยอยเดินทางเข้าแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทต่อ "ยิ่งชีพ และพริษฐ์" ที่สถานีตำรวจตามภูมิลำเนาของตนเอง หลังจากที่ถูกกล่าวหาว่ามีรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยถึง 9 คนเข้าไปพัวพันกับขบวนการฮั้ว สว. ซึ่งคาดว่าในไม่ช้า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจน่าจะออกหมายเรียกให้บุคคลทั้งสองมารับทราบข้อกล่าวหาและชี้แจงข้อเท็จจริงต่อไป
ความเข้มข้นของฝ่ายอำนาจรัฐยังสะท้อนผ่านท่าทีของ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่ได้ออกมาเปิดเผยว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนกองปราบปรามเพื่อเอาผิดทางอาญากับเจ้าหน้าที่รัฐที่ปล่อยให้สำนวนคดีหลุดรอดออกมา รวมถึงบุคคลภายนอกที่ทำการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว พร้อมทั้งส่งสัญญาณเป็นนัยว่าสำนวนคดีที่หลุดออกมานั้น อาจเป็นกระบวนการที่ถูกจัดทำขึ้นโดยรัฐมนตรีคนก่อนหน้าหรือไม่
สำหรับสาเหตุของการเข้าแจ้งความในครั้งนี้ เนื่องมาจากการที่มีการนำภาพเอกสารรายงานการสอบสวนคดีฮั้ว สว.ไปเผยแพร่ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์และสื่อสาธารณะต่างๆ ซึ่งทางดีเอสไอได้ออกมายืนยันว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่มีอยู่จริงในสำนวนคดี ในส่วนของผลกระทบทางกฎหมายนั้น การนำข้อมูลในชั้นก่อนฟ้องมาทำการเปิดเผยก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษา ถือเป็นการสร้างความเสียหายต่อรูปคดี กระบวนการยุติธรรม และอาจเข้าข่ายมีความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 164 มาตรา 322 และมาตรา 323
ในประเด็นของการเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐ ทางดีเอสไอระบุว่า จะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา และหากพบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐรายใดเข้าไปเกี่ยวข้องกับการปล่อยข้อมูลหรือเอกสารลับหลุดรอดออกไป ก็จะดำเนินการทางวินัยและทางคดีอาญาอย่างเด็ดขาดไม่มีข้อยกเว้น
พร้อมกันนี้ ทางดีเอสไอยังได้ยืนยันจุดยืนว่า การเข้าแจ้งความครั้งนี้ไม่ได้มีเจตนาเป็นการฟ้องปิดปากภาคประชาชนแต่อย่างใด หากแต่เป็นการปกป้องความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อขั้นตอนการปฏิบัติงานทางกฎหมายในชั้นสืบสวนสอบสวนเท่านั้น
เช่นเดียวกับ นภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาดีเบตผ่านรายการกับ “ไอติม” ตัวตึงพรรคส้ม พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาได้หมดสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการถูกพาดพิงเรื่องการฮั้วเลือก สว. ที่โรงแรมพูลแมนฯ นั้น ได้แสดงพาสปอร์ตเป็นหลักฐานยืนยันว่า ช่วงวันที่ 4-5 กรกฎาคม ปี 67 ตนเดินทางไปเยอรมนี พร้อมปฏิเสธไม่ได้ช่วย และไล่ออกจากห้องหลังผู้สมัคร สว.มาหาที่กระทรวงพาณิชย์ โดยมีข้าราชการระดับสูงหลายคนยืนยัน
“การทำแบบนี้เป็นการกดดันที่ไม่ชอบธรรม เพราะคุณเปิดหลักฐานเพียงฝั่งเดียว ส่วนคนถูกร้องคุณไม่เปิด คุณเปิดเฉพาะหลักฐานที่เป็นผลร้ายต่อผู้ถูกร้อง แต่หลักฐานที่เขาใช้ต่อสู้และเป็นคุณ คุณกลับไม่เปิดออกมาเลย และการกดดันให้ส่งฟ้องทั้ง 229 คน โดยเปิดหลักฐานเพียงข้างเดียวเพื่อกดดันการทำงานของ กกต. ถือว่าเป็นการทำงานทางการเมืองที่สกปรก" รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว
นอกจากนี้ ในส่วนของฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาธิปัตย์ สบช่องเรื่องฮั้ว สว.ก็ขอเอาด้วย โดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานเปิดโครงการสัมมนาเรื่อง “วิกฤตศรัทธา องค์กรอิสระ : ที่มาและทางออก” เมื่อวันที่ 28 ส.ค. โดยในช่วงหนึ่ง หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้กล่าวหาพรรคภูมิใจไทยส่งคนมายึดครองวุฒิสภา เข้ามาอยู่ในองค์กรอิสระ ถือเป็นการล้มล้างการปกครองหรือไม่
ขณะที่ ศุภชัย ใจสมุทร ประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ก็โต้กลับว่า ขอให้ใช้ข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และข้อกฎหมาย อย่าใช้เพียงข้อสันนิษฐาน พร้อมถามกลับ พรรคประชาธิปัตย์เคยบอยคอตการเลือกตั้งมา 2 ครั้ง ก่อนจบด้วยรัฐประหาร ถือเป็นการล้มล้างการปกครองหรือไม่
ด้านผู้สังเกตการณ์ภายนอกอย่าง นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคณะหลอมรวมประชาชน ประเมินทิศทางของคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภาว่า สิ่งที่พริษฐ์และเครือข่ายไอลอว์จะต้องเผชิญหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ การถูกแจ้งความดำเนินคดีในข้อหานำความลับของทางราชการมาเปิดเผย ซึ่งในทางกฎหมายแล้ว ต่อให้เอกสารที่นำมาแฉจะเป็นของจริง เป็นประโยชน์ที่ประชาชนพึงรับรู้ หรือสังคมจะยอมรับไปแล้วว่าเป็นข้อมูลจริงในสำนวน แต่ความผิดฐานเปิดเผยความลับราชการนั้นได้เกิดขึ้นแล้วอย่างสมบูรณ์ และผู้กระทำความผิดไม่สามารถหยิบยกข้ออ้างเรื่องการเปิดเผยความจริงมาใช้เป็นเหตุผลเพื่อให้ตนเองพ้นผิดทางกฎหมายไปได้
วันวิชิต บุญโปร่ง นักรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิเคราะห์ว่า โอกาสที่กระบวนการทางกฎหมายจะสาวไปถึงระดับแกนนำพรรคการเมืองนั้นเป็นไปได้หรือไม่ แม้ในมุมมองของสังคมทั่วไปจะมองเห็นความสัมพันธ์หรือเครือข่ายของบุคคลต่างๆ ที่เชื่อมโยงกันอย่างเด่นชัดเจนก็ตาม แต่สำหรับการพิจารณาคดีในชั้นศาลนั้น จำเป็นต้องอาศัยเอกสารหลักฐานและประจักษ์พยานที่มีความหนาแน่นและรัดกุมเป็นอย่างมาก จึงจะสามารถพิสูจน์ความผิดได้
ท้ายสุด ปลายทางของมหากาพย์คดีฮั้ว สว.ปี 67 นี้ จึงต้องรอดูกันต่อไปว่าระหว่างฝ่ายหนึ่งที่เลือกใช้กระแสสังคมเป็นอาวุธ กับอีกฝ่ายที่เลือกใช้กฎหมายและกลไกอำนาจรัฐในการเข้าต่อสู้ ฝ่ายใดจะเป็นผู้ได้รับชัยชนะและสามารถยุติเรื่องราวทั้งหมดลงได้
หรือแท้จริงแล้ว นี่อาจไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นเพียงกระบวนการหนึ่งที่ถูกนำมาใช้เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายของการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่กว่า ตามอุดมการณ์ทางการเมืองที่ซ่อนเอาไว้เบื้องหลัง.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ยิ่งชีพ-ชยพล' ปูดเพิ่มขบวนการฮั้ว สว. พยานระดับเทียร์ 1 ไม่เปิดหน้าแต่พร้อมให้การในศาล
นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชน (iLaw) กล่าวว่า วันนี้ไม่ได้จะเปิดข้อมูลอะไรใหญ่ๆ เพราะใหญ่สุดเปิดไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ขอชี้แจงให้ตรงใจกันว่าข้อมูลที่เรามี ไม่ได้มี 9 หมื่นหน้า ซึ่งตนมีแค่ราวๆ 5,000-6,000 หน้า จริงๆ แล้วการโกงเรื่องสว.ใหญ่มากจริง
ปั่นเก่ง! นายกฯอนุทิน แชร์ 2 โพสต์ติด เพจฝ่ายหนุนรัฐบาล เย้ย 'ไอติม' แพ้น็อก 'นภินทร'
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย โพสต์ข้อความเป็นภาษาอังกฤษระบุว่า “Iron doesn’t melt. Ice cream does” (ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่าเหล็กไม่ละลาย แต่ไอศกรีมละลาย)
นายกฯ แชร์สนั่น! ชำแหละเหตุ 'ไอติม' แพ้น็อก 'นภินทร' กลางกรรมกรข่าว
โซเชียลฮือฮา “อนุทิน” แชร์โพสต์นักวิชาการอิสระ สรุปเหตุ “ไอติม พริษฐ์” แพ้น็อก “นภินทร” กลางรายการกรรมกรข่าว คุยนอกจอ ชี้ตั้งข้อกล่า
ไร้พลิก!เสธ.ปูด้วงคุมสมช.
“อนุทิน” เผย “เสธ.ปูด้วง” นั่งเลขาธิการ สมช.คนใหม่ เชื่อปรับยุทธศาสตร์ใต้ทุกอย่างน่าจะดีขึ้น
'ศุภชัย' ย้อนศร 'อภิสิทธิ์' เคยบอยคอตเลือกตั้ง 2 ครั้ง ก่อนวิกฤตจบด้วยรัฐประหาร 'ล้มล้างการปกครองหรือไม่'
นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ตอบโต้ น
'อนุทิน' เคาะโผนายพลสีกากี 163 ตำแหน่ง ตั้ง 'รอง ผบ.ตร.-ผู้ช่วย' เรียงลำดับอาวุโส
"อนุทิน" เป็นประธาน ก.ตร. ถกโผนายพล 163 ตำแหน่ง เกือบ 4 ชม. ก่อนออกจากห้องประชุม เผยการแต่งตั้งเรียบร้อยดี เป็นไปตามหลักเกณฑ์ มอบ ผบ.ตร.เป็นประธานแต่งตั้งระดับ รอง ผบช.-ผบก.ต่อที่บางตำแหน่งยังไม่ลงตัว

