รับสภาพศาลชี้พ.ร.ก. สว.ผ่านพ.ร.บ.โอนงบฯ

“อนุทิน-เอกนิติ” ประสานเสียงรับสภาพ ศาลรัฐธรรมนูญชี้ชะตาพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ขุนคลังบอกหากผลเป็นลบต้องจับมือเอกชนแก้ปัญหา ได้ฤกษ์เปิดเพจเฟซบุ๊กเป็นทางการ หวังสื่อสารแนวคิด-นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ประเดิมร่ายยาวนโยบาย 5T สภาสูง 146 เสียงผ่านฉลุย พ.ร.บ.โอนงบฯ

เมื่อวันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดลงมติวินิจฉัยคำร้องที่ สส.พรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นคำร้อง กรณีที่รัฐบาลมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่ในวันที่ 9 ก.ค.ว่า เราได้ชี้แจงทั้งเอกสารหลักฐานประกอบไปแล้ว ซึ่งเป็นการให้คําชี้แจงในฐานะรัฐบาล ก็ต้องสุดแล้วแต่การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าผลออกมาอย่างไรเราก็ต้องยอมรับ  มันเป็นสิ่งที่เราต้องปฏิบัติตาม

เมื่อถามว่า ได้เตรียมแผนสำรองไว้หรือไม่หากผลออกมาเป็นลบ นายกฯ กล่าวว่า เราคาดหวังว่าคำอธิบายและคำชี้แจงของเราน่าจะทําให้ศาลวินิจฉัยได้ในสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งเมื่อวินิจฉัยออกมาอย่างไร เราก็ต้องดูว่ามีข้อชี้แนะหรือคำสั่งใดๆ เราก็ต้องทำตามหมดไม่ว่าออกมาในรูปแบบไหน เพราะเราต้องเคารพคำสั่งของศาลไม่ว่าศาลใดก็ตาม

เมื่อถามต่อว่า จากข้อมูลที่ชี้แจงไปมั่นใจหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เราปฏิบัติตามนโยบายตามหน้าที่ และชี้แจงข้อมูลข้อเท็จจริงประกอบ เรื่องมั่นใจมันไม่มีใครมั่นใจหรอก เพราะเราไม่ใช่เป็นคนตัดสิน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การคลัง กล่าวเรื่องนี้ว่า ต้องแล้วแต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ สิ่งที่รัฐบาลทำได้ดีที่สุดคือ พยายามชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนว่ารัฐบาลมีความจำเป็น เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาพลังงานมาก และเรื่องนี้ถือเป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

ผู้สื่อข่าวถามว่า เตรียมแผนสำรองในกรณีที่คำพิพากษาของศาลอาจไม่เป็นคุณต่อรัฐบาลไว้หรือไม่ นายเอกนิติกล่าวว่า วันนี้ต้องใช้ทุกภาคส่วน และแผนสำคัญที่เราดำเนินการอยู่ในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน คือ พยายามจับมือนำภาคเอกชนมาร่วมลงทุนผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาและเศรษฐกิจ (กรอ.)

เมื่อถามย้ำว่า ได้เตรียมแผนสำรองไว้หรือยังหากผลออกมาเป็นลบ นายเอกนิติกล่าวว่า จะใช้ความร่วมมือกับภาคเอกชนในการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งงบประมาณที่จะนำมาช่วยตรงนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านได้เร็วขึ้น วันนี้ประเทศไทยจะรอการเปลี่ยนผ่านก็ได้ แต่ถ้ารอจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจไทยอ่อนแอ ในขณะที่ราคาน้ำมันตลาดโลกยังสูง และไทยยังต้องนำเข้าในภาวะที่โครงสร้างทางเศรษฐกิจไทยเปราะบางมาก

เมื่อถามว่า มีโครงการที่จะเสนอขอการสนับสนุนจาก พ.ร.ก.กู้เงินมาบ้างหรือยัง นายเอกนิติกล่าวว่า ได้พูดคุยบ้างในเรื่องการเปลี่ยนผ่านใช้พลังงานสะอาด รวมทั้งเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานของรถยนต์จากการพึ่งพาน้ำมันดีเซล โดยเฉพาะภาคขนส่ง ต้องเร่งเปลี่ยนผ่านมาใช้ไบโอดีเซล เป็นพลังงานชีวมวลที่มาจากปาล์ม อ้อย และน้ำตาล  ตรงนี้จะมีผลพลอยได้ทำให้เกษตรกรมีรายได้ดีขึ้น

นายเอกนิติเผยด้วยว่า ตนได้ตัดสินใจเปิดเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว "ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส" เพื่อจะได้อธิบายให้เห็นภาพรวมเศรษฐกิจ หวังว่าทุกฝ่ายจะได้ช่วยกัน และพร้อมรับฟังความเห็นทั้งบวกและลบอยู่แล้ว ขอให้ทุกคนเข้าไปติดตามความเคลื่อนไหวในเพจดังกล่าวได้ ทั้งนี้เมื่อวันที่ 5 ก.ค. นายเอกนิติได้เปิดเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการในชื่อ “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” และได้โพสต์เนื้อหาแรกภาพรวมเศรษฐกิจระบุว่า "เริ่มรับตำแหน่งในรัฐบาลอนุทิน 2 ช่วงต้นเดือน เม.ย. 2569 พร้อมกับวิกฤติราคา แต่ด้วยงบประมาณประเทศที่มีอย่างจำกัด ในฐานะดูแลภาพรวมทั้งรายรับและรายจ่ายของประเทศและเห็นตัวเลขทั้งหมด ต้องคิดรอบด้านและระมัดระวังที่สุดเพื่อประคองสถานการณ์ในระยะสั้น ในขณะเดียวกันก็ต้องใช้โอกาสนี้เปลี่ยนผ่าน และสร้างรากฐานให้ประเทศไทยมีเศรษฐกิจที่เติบโตแข็งแกร่งให้ได้ในอนาคต โดยใช้หลักการที่เรียกว่า 5T ประกอบด้วย Target, Transition, Transform, Transparency, Together เพื่อประคองเศรษฐกิจระยะสั้นและสร้างการเปลี่ยนผ่านเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส รวมทั้งลงทุนสร้างอนาคตให้ประเทศไทยกลับมาเข้มแข็งในระยะยาวบนฐานวินัยการเงินการคลัง"

นายเอกนิติยังได้โพสต์รายละเอียดในหัวข้อต่างๆ ทั้งเรื่อง Stabilizing Today: ประคับประคองเศรษฐกิจฝ่ามรสุมโลก โดยระบุว่า "จากที่ตั้งธงจะเข้ามาสานต่อนโยบาย Quick Big Win ที่ได้ทำไว้ก่อนหน้า จนเศรษฐกิจไทยเมื่อปลายปีก่อนฟื้นตัวขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อมีวิกฤตการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น จึงต้องประคองเศรษฐกิจฝ่ามรสุมวิกฤติพลังงานโลกที่กระทบไทยอย่างแรงก่อน เพราะประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นอันดับ  1 ในอาเซียน และอันดับต้นๆ ในเอเชีย รัฐบาลจึงพยายามประคับประคองให้ราคาน้ำมันไม่ผันผวนสุดโต่งและขาดแคลนเหมือนหลายประเทศ และมีมาตรการไทยช่วยไทยพลัสและเติมเงินสวัสดิการเพื่อช่วยคนมีรายได้น้อยลดค่าครองชีพ ป้องกันวิกฤติปากท้อง และต่อลมหายใจร้านค้ารายย่อยในช่วงที่ผ่านมา"

นายเอกนิติโพสต์ถึงหัวข้อ Transition Now: เปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดวันนี้เพื่อลดจุดเปราะบางและสร้างความมั่นคงในระยะยาว โดยระบุว่า "หากเราไม่เร่งเปลี่ยนผ่านโดยเริ่มลงมือทำเลย เราอาจจะเจอวิกฤติซ้อนวิกฤติหนักขึ้น ดังข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว คือหลังจากไทยเจอวิกฤติราคาน้ำมันแพงในเดือน เม.ย.-พ.ค. ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่เคยเกินดุลมาตลอดก็กลับมาขาดดุลถึงเกือบ 5 แสนล้านบาทในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา การเร่งเปลี่ยนผ่านวันนี้ โดยการส่งเสริมการใช้รถที่ใช้พลังงานสะอาดหรือไบโอดีเซล โดยเฉพาะในระบบขนส่งสาธารณะ และการส่งเสริมการติดตั้ง Solar ภาคประชาชนพร้อมรับขายคืนครบวงจร รวมทั้งการลงทุนพัฒนา upgrade สายส่ง จะช่วยแก้ปัญหาระยะยาวของประเทศได้ แม้เงินกู้ 2 แสนล้านอาจเป็นงบประมาณที่ไม่เพียงพอต้องการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดทั้งประเทศ แต่ตั้งใจให้โครงการภายใต้เงินกู้นี้ ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งและร่นระยะให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่จำเป็นเร่งด่วนอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับ Transform for tomorrow: พลิกโครงสร้างเศรษฐกิจด้วยการลงทุน เป็นหนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญของไทย คือเราลงทุนน้อยเกินไปมานาน ทั้งการลงทุนภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน ปีนี้รัฐบาลประกาศให้เป็นปีแห่งการลงทุน ซึ่งเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนในเทคโนโลยี และการลงทุนในทุนมนุษย์เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว รวมทั้งการปลดล็อกกฎหมายทำให้การลงทุนง่ายขึ้น"

ลั่นบริสุทธิ์ใจ

 “ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานที่ทำแล้ว ทำอยู่ และกำลังจะทำต่อไป ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องขับเคลื่อนร่วมกับภาคเอกชนผ่าน กรอ. และมีหลายสิ่งที่รัฐบาลต้องปฏิรูปอีกมาก โดยเฉพาะด้านการจัดทำงบประมาณและด้านการคลัง เราไม่ได้นิ่งนอนใจ รัฐบาลตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ดีและอยู่ในระหว่างการวางแผนปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังทั้งหมด โดยก้าวแรกของเราคือ สร้างความโปร่งใส เปิดข้อมูล เปิดแผล และเปิด Live ในระหว่างการประชุมกรรมาธิการงบประมาณ และเชื่อว่าจะมีก้าวต่อไปตาม เพราะหากเราไม่ทำวันนี้ เราจะอาจไม่มีโอกาสอีกแล้ว การตัดสินใจเชิงนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในฐานะรองนายกฯ และ รมว.คลังไม่เคยง่าย และไม่สามารถถูกใจทุกคนได้ แต่ผมเชื่อว่าหากเรายึดหลักการและลงมือทำด้วยความบริสุทธิ์ใจและตั้งใจจริงเพื่อประเทศ ก็จะทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในระยะยาวได้อย่างแน่นอน” นายเอกนิติระบุ

วันเดียวกัน ในการประชุมวุฒิสภามีการพิจารณาร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. … วงเงิน 1.03 หมื่นล้านบาท ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบแล้ว โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว. มหาดไทยแถลงหลักการและเหตุผลของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวก่อนที่นายเอกนิติจะชี้แจงเพิ่มเติม

จากนั้นนายศุภโชค ศาลากิจ สว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ติดตามการบริหารรงบประมาณ วุฒิสภา นำเสนอรายงานศึกษาล่วงหน้าต่อที่ประชุมว่า การอนุมัติใช้งบกลางอยู่ที่การตัดสินใจของฝ่ายบริหารโดยตรง  แม้ทำให้การแก้วิกฤตรวดเร็ว แต่มีความเสี่ยงของการใช้เงินที่ถูกต้องและตรวจสอบได้ยาก กมธ.ขอเน้นว่าทุกโครงการที่จะขอรับเงินก้อนดังกล่าว ต้องระบุตัวเลข ผลชี้วัด ผลลัพธ์ที่ชัดเจน เพื่อให้รัฐสภาและประชาชนติดตามตรวจสอบ และควรยกระดับการจัดทำงบประมาณของประเทศอย่างเป็นระบบ ให้สอดคล้องกับฐานะการเงินของประเทศ รวมถึงแก้ปัญหาประชาชนได้จริง ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย โดยไม่อยากได้ยินว่ารัฐเสียค่าโง่ซ้ำอีก

ในการอภิปรายของ สว.นั้น ส่วนใหญ่ตั้งข้อสังเกตต่อการโอนงบประมาณที่นำมาจากงบลงทุน ที่กังวลจะกระทบการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการใช้จ่ายเงินที่มีข้อกังวลความไม่โปร่งใสและก่อให้เกิดงบบานปลาย โดยเฉพาะการใช้งบเพื่อแก้ปัญหาภัยพิบัติที่มีแนวโน้มเพิ่มความรุนแรงในหลายพื้นที่

ภราดรแจงเหตุผล

ต่อมาเวลา 11.30 น. นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ชี้แจงว่า รัฐบาลคาดไว้ตอนต้นว่าจะได้เงินสัก 8 หมื่นล้านบาทถึง 1 แสนล้านบาท หากได้ตอนนั้นก็เพียงพอที่จะเยียวยาประชาชน ควบรวมกับงบกลางที่เหลืออยู่ในกระเป๋า ซึ่งมีอยู่ประมาณกว่า 2 หมื่นล้านบาท รวมแล้วน่าจะมีเงินไปเยียวยาประชาชนเกือบ 1.5 แสนล้านบาท น่าจะเพียงพอ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเราไม่สามารถเอา พ.ร.บ.โอนงบประมาณได้ทันทีในเดือน เม.ย. ติดเรื่องข้อกฎหมายที่ไม่สามารถโอนได้ทันที จึงจำเป็นต้องขยับเวลาออกมา

นายภราดรกล่าวด้วยว่า ตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย.ถึงวันที่ 2 มิ.ย. หน่วยงานราชการที่รู้ว่ารัฐบาลนี้กำลังโอนงบประมาณกลับเข้ามาเพื่อเยียวยาประชาชน สิ่งที่หน่วยงานราชการทำก็เข้าใจ ไม่มีใครอยากถูกตัดลดหรือโอนงบประมาณกลับมา จึงเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ ตัวเลขการเบิกจ่ายไตรมาส 2 ไตรมาส 3 ตัวเลขการเบิกจ่ายสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 6-7% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 และ 3 เมื่อปีที่แล้ว จึงเป็นสัญญาณที่บอกว่าไม่มีหน่วยงานราชการไหนที่อยากโอนเงินคืนให้รัฐบาล จึงพยายามเร่งรัดใช้ และเป็นเหตุผลว่าจากการคาดการณ์เดิม ทำให้ลดลงเหลือเพียง 1.03 หมื่นล้านบาท

 “ในฐานะตัวแทนรัฐบาล ขอบคุณสำหรับทุกข้อสังเกต ทุกข้อห่วงใยที่ฝากถึงรัฐบาล และหากลงมติเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณฉบับนี้ ตามที่สภาผู้แทนราษฎรเสนอมา เราจะพยายามใช้เงินงบประมาณของประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด และที่สำคัญจะทำให้ถึงมือพี่น้องประชาชนมากที่สุด ด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และที่สำคัญเราจะไม่ใช้เงินงบประมาณไปเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของรัฐบาล ของพรรคการเมืองหรือของพวกตัวเอง” นายภราดรกล่าว

จากนั้นที่ประชุมได้ลงมติ โดยเห็นชอบ 146 เสียง ไม่เห็นชอบ 4 เสียง และงดออกเสียง 20 เสียง ถือว่าร่างพ.ร.บ.โอนงบฯ ผ่านการพิจารณาและเข้าสู่กระบวนการประกาศใช้ต่อไป

ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ หรือไคซ์ ขอนแก่น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัสว่า พรรคสนับสนุนการเยียวยาช่วยเหลือประชาชนในสภาวะที่ยากลำบาก ถ้ารัฐบาลทำเหมือนกับพรรค ปชป.เสนอ ราคาน้ำมันน่าจะอยู่พอๆ กับเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ถ้าทำตามป่านนี้คงไม่ต้องมาเยียวยาและใช้งบประมาณน้อยกว่านี้หลายเท่า

 “พอมาเลือกใช้วิธีนี้ต้องยอมรับว่า คนจำนวนมากไม่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือ ในที่สุดต้องมาเก็บจากประชาชน จากที่เห็นนายกฯ และรัฐมนตรีบางท่านก็มาใช้สิทธิ์ตรงนี้เหมือนกัน ทำไมคนที่เสียภาษีอากรต้องมาช่วยนายกฯ รัฐมนตรีคลังซื้ออาหารในขณะที่ไปสร้างหนี้ให้กับประชาชน แต่ประชาชนก็ยังต้องการความช่วยเหลืออยู่”นายอภิสิทธิ์กล่าวและว่า อย่าลืมว่าเงินประมาณแสนเจ็ดหมื่นล้านบาทจะหมดภายใน 4 เดือน เดือนนี้ก็เข้าสู่เดือนที่ 2 และเดือนที่ 3 อีกทั้งของก็แพงขึ้น ซึ่งเมื่อโครงการผ่านไปแล้วสิ่งของจะกลับมาลดลงอีกหรือไม่ และรัฐบาลจะทำอย่างไรเมื่อถึงตอนนั้น

จี้อนุทินทำเป็นต้นแบบ

รศ. ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า  "ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วาระแรก ยังไม่พบว่ามีพรรคใดเสนอให้ยกเลิกรายจ่ายประจำในเรื่องสิทธิประโยชน์ที่เกินความจำเป็นของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งไม่มีความสมดุลกับฐานะของประเทศ  เพราะสมาชิกรัฐสภาแต่ละคนได้รับค่าตอบแทนรวมทุกอย่างแล้วอยู่ระหว่าง 300,000-400,000 บาทต่อเดือน ซึ่งยังไม่นับรวมเงินทุนเลี้ยงชีพ (บำนาญ สส.) รายเดือน ที่อดีตสมาชิกรัฐสภาได้รับนับแต่วันพ้นจากตำแหน่งจนกระทั่งตาย และนับแต่ พ.ร.บ.กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2556 มีผลบังคับใช้ ได้ผลาญงบประมาณแผ่นดินไปทั้งสิ้นเกือบ 4,000 ล้านบาท"

“ปัจจุบันยังไม่มีสมาชิกสภาจากพรรคการเมืองขนาดใหญ่หรือขนาดกลาง เสนอให้มีการปฏิรูปรายจ่ายประจำในส่วนที่เป็นสิทธิประโยชน์ฟุ่มเฟือยของตนเอง โอกาสนี้ นายอนุทินควรสร้างตำนานด้วยการเสนอลดจำนวนผู้ช่วยงานส่วนตัวของสมาชิกรัฐสภาให้เหลือไม่เกิน 3 คนต่อสมาชิกรัฐสภา 1 คน ยกเลิกค่าอาหารกลางวัน ค่าอาหารว่าง และค่าเบี้ยประชุมของสมาชิกรัฐสภา ในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกรรมาธิการสามัญแต่ละชุด เนื่องจากเป็นงานโดยตำแหน่งอยู่แล้ว ซึ่งผู้ปฏิรูปโครงสร้างประเทศได้เป็นผลสำเร็จ ต้องเป็นคนที่รู้จักการเสียสละปฏิรูปตัวเอง  เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้สังคม มิฉะนั้นประเทศก็จะประสบความวิบัติ จากการมีสมาชิกรัฐสภาที่ดีแต่พูด การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปเพียงเพื่อสนองต่อความต้องการส่วนตน ครอบครัว และพวกพ้อง โดยมิได้คำนึงถึงความเสียหายใดๆ ที่จะเกิดขึ้นกับชาติบ้านเมือง”.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตั้งกก.สอบวินัย5บิ๊กสถ.

นายกฯ​ ยันปลัดลงนามตั้งสอบวินัยร้ายแรง​ ขรก.สถ.แล้ว​ ชี้เป็นชั้นความลับเปิดเผยไม่ได้ ลั่นไม่มีซูเอี๋ย​ ​ วิ่งเต้น

บิ๊กแมตช์‘โปรตุเกส’ชน‘สเปน’ อาจต้องดวลกันถึงฎีกา

เข้าสู่วันที่สามของการแข่งขันรอบ 16 ทีมสุดท้าย เวิลด์ คัพ 2026 ที่สหรัฐอเมริกา, เม็กซิโกและแคนาดาร่วมกันเป็นเจ้าภาพ ค่ำคืนวันที่ 6 กรกฎาคม หรือตรงกับเช้าตรู่วันที่ 7 กรกฎาคม ตามเวลาประเทศไทย เกมบิ๊กแมตช์ “กระทิงดุ” ทีมชาติสเปน พบกับ “ฝอยทอง” ทีมชาติโปรตุเกส ฟาดแข้งกันที่ เอทีแอนด์ที สเตเดียม เวลา 02.00 น.