ลุ้นศาลชี้ชะตาพรก.กู้เงิน

"ครม.อนุทิน" ลุ้น! ศาล รธน.ลงมติชี้ขาด "พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน" ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ "ปชน." วาง 2 ฉากทัศน์ ชี้รุนแรงสุด กม.ไม่ผ่าน นายกฯ ควรลาออก รัฐเคาะรื้อสัญญาซื้อไฟเอกชนโซลาร์-ลม สั่งเลิก "สัญญาชั่วนิรันดร์" หั่นราคารับซื้อเหลือ 2.16 บาท เท่าโครงการโซลาร์ชุมชน จ่อชง กพช.แก้มติเดิม ก่อนให้ 3 การไฟฟ้าทำสัญญาใหม่ หวังดึงค่า FT ค่าไฟลดลง

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 9 ก.ค.นี้ เวลา 09.00 น. ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ ในคดีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 133 คน ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน และนายกรณ์ จาติกวณิช สส.แบบบัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร (ผู้ร้อง) ว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 (พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน) ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ผู้ร้องจึงส่งความเห็นดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคหนึ่ง

โดยก่อนหน้านี้ ศาลเห็นว่าคดีเป็นปัญหาข้อกฎหมาย และมีพยานหลักฐานเพียงพอสำหรับการวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 9 ก.ค. ศาลจะไม่ได้ออกนั่งบัลลังก์ เนื่องจากเป็นคดีที่เป็นปัญหาทางข้อกฎหมาย คาดว่าผลการวินิจฉัยจะออกมาประมาณช่วงเที่ยงในรูปแบบเอกสารข่าว

ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) ครั้งที่ 8 พรรคประชาชน ถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดลงมติวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ในวันที่ 9 ก.ค.ว่า พวกเราได้วางฉากทัศน์ที่จะเกิดขึ้น 2 ฉากทัศน์ใหญ่ และ 2 ฉากทัศน์ย่อย คือ พ.ร.ก.ผ่านทั้งฉบับ และ พ.ร.ก.ไม่ผ่าน ซึ่งในกรณีที่ไม่ผ่าน จะมี 2 กรณีย่อย คือไม่ผ่านทั้งฉบับ เพราะประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ออกโดยชอบหรือไม่ชอบตามกฎหมาย ดังนั้นมีโอกาสที่ พ.ร.ก.ฉบับนี้จะตกทั้งฉบับ

ทั้งนี้ จะนำไปสู่ความยุ่งยาก เพราะ 2 แสนล้านส่วนแรกได้เริ่มกู้และเบิกจ่ายไปแล้วในการใช้โครงการไทยช่วยไทยพลัส และเติมเงินเข้ากองทุนประชารัฐที่ยังขาดอยู่ ซึ่งจะสร้างความยุ่งยากให้กับรัฐบาลในการหาแหล่งเงินใหม่มาทดแทน อีกส่วนหนึ่งกรณีไม่ผ่านเฉพาะ 2 แสนล้านบาทหลังเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งเคยมีกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญคุ้มครองเงินในส่วนแรกที่ใช้ไปแล้วให้ใช้ต่อไปได้ ซึ่งอาจจะมีความยุ่งยากน้อยกว่า เพราะรัฐบาลสามารถออก พ.ร.ก.ฉบับใหม่ขึ้นมาทดแทนและยังสามารถใช้เงินต่อได้

บี้นายกฯ รับผิดชอบ

"ในกรณีที่ไม่ผ่าน อยากให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบตามสัดส่วนที่เกิดขึ้น เพราะเราทราบดีว่าในส่วน 2 แสนล้านหลังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ไม่กระทบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ยังส่อที่จะปั้นโครงการต่างๆ ยัดไส้และใช้วิกฤตของประชาชนบังหน้าพ่วงไปกับการช่วยเหลือเยียวยาที่ประชาชนจะได้รับใน 2 แสนล้านแรก" น.ส.ศิริกัญญาระบุ

เมื่อถามว่า หากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาในทางลบ การเรียกร้องตามสัดส่วนที่เหมาะสมให้รัฐบาลรับผิดชอบคืออะไร นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านฯ ในฐานะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า ในช่วงรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาจะเห็นนายกรัฐมนตรีออกมาพูดชัดว่าจะต้องมีการประเมินผลการทำงานของรัฐมนตรีใน ครม. ถ้าใครผลงานไม่เข้าเป้าปรับเปลี่ยนตำแหน่งแน่นอน ตนขอถามว่าการทำผลงานที่ผิดพลาด หากเกิดกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าการออก พ.ร.ก.ของรัฐบาลไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ต้องเป็นโทษที่ร้ายแรงมากกว่าผลงานไม่เข้าเป้าหรือไม่

"พรรคพร้อมจะแสดงท่าทีมากยิ่งขึ้นหลังจากมีคำวินิจฉัย ถ้าจะถามว่าข้อเรียกร้องว่ารัฐบาลต้องรับผิดชอบอย่างไร คนที่ควรจะต้องตอบก็คือตัวนายกฯ เพราะเป็นคนพูดออกจากปากเองว่าพร้อมที่จะประเมินผลงาน ครม. และพร้อมที่จะปรับ ครม. ในเมื่อประชาชนประเมินท่านแล้วสะท้อนผลโพลว่าการทำงานไม่ผ่าน ต้องถามว่านายกฯ จะทบทวนและปรับปรุงตัวเองอย่างไร" นายณัฐพงษ์ระบุ

เมื่อถามย้ำว่า หาก พ.ร.ก.ไม่ผ่านความรับผิดชอบสูงสุดนายกฯ ถึงขั้นต้องยุบสภาหรือลาออกหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ถ้าเป็นฉากทัศน์ที่ร้ายแรงที่สุดและเกิดความเสียหายกับการใช้จ่ายเงินของรัฐที่บางส่วนใช้จ่ายไปแล้ว เอากลับคืนมาไม่ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย รัฐบาลเองต้องรับผิดชอบตามที่ได้สัดส่วนถึงขั้นลาออก อาจจะเป็นสิ่งที่ควรต้องทำที่ความเสียหายเกิดขึ้นถึงขั้นนั้น แต่ต้องรอดูคำวินิจฉัย

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันท์   เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน เปิดเผยภายหลังการประชุมที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานว่า ที่ประชุมมีมติสำคัญในการปรับปรุงแนวทางการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนจากภาคเอกชน เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภคและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงตามนโยบายของรัฐบาล

ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ พบว่าปัญหาหลักที่พบคือ สัญญาการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนขนาดเล็ก และขนาดเล็กมาก ที่มีการทำสัญญาระหว่างภาครัฐกับเอกชนในอดีต ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์) และพลังงานลม มีลักษณะเป็นสัญญาชั่วนิรันดร์ที่มีการต่ออายุโดยอัตโนมัติให้กับภาคเอกชนเมื่อหมดสัญญา นอกจากนี้ ราคารับซื้อเดิมยังอ้างอิงจากราคาขายส่งบวกด้วยค่าไฟฟ้าผันแปร (เอฟที) ซึ่งสูงถึงกว่า 3 บาทต่อหน่วย ทั้งที่โรงไฟฟ้าประเภทนี้ไม่มีต้นทุนด้านเชื้อเพลิงที่แท้จริง เพราะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนคือลมและไฟฟ้า คณะกรรมการฯ จึงพิจารณาปรับราคารับซื้อใหม่ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีปัจจุบันที่ถูกลง โดยอ้างอิงราคาจากโครงการโซลาร์ชุมชนที่ 2.16 บาทต่อหน่วย โดยจะใช้กับโรงไฟฟ้าประเภทโซลาร์เซลล์ก่อน เพราะมีราคาอ้างอิงที่ชัดเจน ส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานลมจะมีการกำหนดราคารับซื้อใหม่อีกครั้ง 

เลิกสัญญาชั่วนิรันดร์

นายดนุชากล่าวว่า ในการดำเนินการกับสัญญาในลักษณะนี้ คณะกรรมการฯ ได้ข้อสรุปที่จะดำเนินการโดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มโรงไฟฟ้าที่ครบอายุสัญญา 25 ปีแล้ว โดยปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 515 สัญญา รวมกำลังการผลิตราว 2,400 เมกะวัตต์ ซึ่งกลุ่มนี้เดิมมีการต่อสัญญาอัตโนมัติครั้งละ 3-5 ปี มติใหม่คือจะไม่มีการต่อสัญญาอัตโนมัติอีกต่อไป โดยจะให้ต่อได้อีกเพียง 1 รอบตามระยะเวลาในสัญญาเดิม เช่น 3 หรือ 5 ปี และต้องใช้ราคารับซื้อที่ 2.16 บาทต่อหน่วยเท่านั้น หากครบกำหนดนี้แล้วจะถือว่าสิ้นสุดสัญญาทันที

2.กลุ่มที่ได้รับเงินอุดหนุน (Adder) มาครบ 10 ปี แต่ยังไม่ครบอายุสัญญา 25 ปี ตามสัญญาที่ได้ทำไว้ ซึ่งในส่วนนี้มีประมาณ 46 สัญญา มีกำลังการผลิตที่ขายไฟเชิงพาณิชย์ (COD) แล้วประมาณ 1,478 เมกะวัตต์ โดยกลุ่มนี้ถือว่าคุ้มทุนค่าก่อสร้างแล้วในช่วงที่ได้รับค่า Adder ดังนั้นในช่วงเวลาที่เหลือของสัญญาจะถูกปรับลดราคารับซื้อลงมาอยู่ที่ 2.16 บาทต่อหน่วยเช่นกัน

ส่วนกลุ่มที่ยังไม่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ (Non-COD) ที่มีอยู่ประมาณ 4 สัญญา มีกำลังการผลิตรวม 67 เมกะวัตต์ โดยกลุ่มนี้หากล่วงเลยกำหนด COD มาแล้ว 2 ปีโดยไม่มีความคืบหน้า จะมีการพิจารณายกเลิกสัญญาเป็นรายกรณี

เมื่อถามว่า ค่าไฟจะลดลงได้เท่าไหร่ นายดนุชากล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีตัวเลขที่ปรับปรุงชัดเจน แต่การปรับค่าเอฟทีในส่วนนี้ให้ลดลงสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง จะมีประโยชน์ต่อค่าไฟโดยรวมของประชาชน เพราะการปรับโครงสร้างราคาใหม่นี้จะทำการปลดส่วนที่เป็นเอฟทีออกไปเพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำลังอยู่ระหว่างการคำนวณตัวเลขว่าผลจากการปรับปรุงสัญญาจะลดค่าไฟลงได้เท่าใด โดยการลดลงของค่าไฟฐานอาจจะยังไม่เกิดขึ้นในงวดนี้ทันที เนื่องจากต้องรอให้มีการทยอยแก้ไขสัญญาระหว่างการไฟฟ้าและเอกชนให้ครบถ้วนก่อน

สำหรับขั้นตอนการดำเนินการต่อไป คณะกรรมการฯ จะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อกำหนดเป็นนโยบายอย่างเป็นทางการ ก่อนจะมีการดำเนินการแก้ไขและยกเลิกมติ กพช. ที่เคยมีการอนุมัติมีสัญญาแบบต่ออายุอัตโนมัติ จากนั้นจะให้ 3 การไฟฟ้าดำเนินการแก้ไขสัญญากับเอกชนต่อไป

"รองนายกฯ ปกรณ์ในฐานะประธานที่ประชุมบอกว่าเรามีหน้าที่ในการแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมที่มันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นก็ต้องทำให้มันเป็นธรรมก่อน ให้ประชาชนได้ประโยชน์มากที่สุด เพราะงั้นก็ไม่ต้องไปกังวลเรื่องการถูกฟ้องร้องจากเอกชน เพราะเราทำเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนโดยรวม” นายดนุชาระบุ

สำหรับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) เนื่องจากสัญญามีความซับซ้อนและทำขึ้นคนละช่วงเวลา คณะกรรมการฯ จึงมีมติให้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 1 ชุด เพื่อพิจารณาปรับปรุงค่า AP และค่าพลังงานไฟฟ้า (EP) โดยเฉพาะเพื่อลดผลกระทบที่มีต่อค่าไฟฟ้าฐานของประชาชน อย่างไรก็ตามเรื่องที่รัฐบาลทำจะไม่กระทบเชื่อมั่นนักลงทุน เนื่องจากรัฐบาลมีแนวทางรองรับชัดเจน ทั้งการปรับปรุงสถานีไฟฟ้า และการส่งเสริม Direct PPA เพื่อให้ผู้ประกอบการซื้อไฟฟ้าโดยตรงจากผู้ผลิตได้.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สภา306เสียงไฟเขียวนิรโทษ

มติสภาฉลุย 306 เสียงไฟเขียวร่าง  กม.นิรโทษกรรม ตาม สว.แก้ไข ปิดช่องเยาวชนถูกฟ้องคดี ม.112 ยื่นยุติคดี