ศาล รธน.ไฟเขียว พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านเยียวยาช่วยเหลือประชาชน มติ 7 ต่อ 2 กู้เงินวิกฤตพลังงานไม่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 172 เสียงข้างน้อยมองว่ายังไม่จำเป็นเร่งด่วน "อนุทิน" ขอบคุณ ยันจะใช้ให้คุ้มทุกบาท หวังนำมากระตุ้น ศก.-ลดภาระพลังงาน "เท้ง" บอกผิดหวังแต่ไม่ผิดคาด ชี้ไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วน "ไหม" กังขา "รถขยะ EV-ลานกีฬาโซลาร์" ซ้ำซ้อนงบปี 70 จ่อหาทางตัดใน กมธ.งบฯ "มาร์ค" กังวลคำวินิจฉัยสร้างบรรทัดฐานใหม่กู้เงินในภาวะปกติ รับเรื่องยากจะตีความเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ติดใจใช้เงินส่วนพลังงานยังไม่เคลียร์
เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาในคดีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 133 คน ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร (ผู้ร้อง) ว่าพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ผู้ร้องจึงส่งความเห็นดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคหนึ่ง
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า “เงินกู้ตามพระราชกำหนดนี้นำไปใช้ ... (1) เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน” เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก (7 ต่อ 2) วินิจฉัยว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง เฉพาะส่วนที่บัญญัติว่า “(2) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว” เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรคหนึ่ง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก จำนวน 7 คน คือ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์, นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม, นายวิรุฬห์ แสงเทียน, นายนภดล เทพพิทักษ์, นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์, นายสุเมธ รอยกุลเจริญ และนายสราวุธ ทรงศิวิไล
สำหรับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย จำนวน 2 คน คือ นายจิรนิติ หะวานนท์ และนายอุดม รัฐอมฤต เห็นว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง เฉพาะส่วนที่บัญญัติว่า “(2) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงาน ทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว”
และบัญชีท้ายพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 เฉพาะส่วนแผนงานหรือโครงการ “2. แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว วงเงิน 200,000 ล้านบาท” ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง
หนูยันจะใช้เงินกู้คุ้มทุกบาท
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ซึ่งอยู่ระหว่างเยือนประเทศมาเลเซีย กล่าวว่า ขอบพระคุณตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกคนที่ให้ความกรุณาเร่งคำวินิจฉัยของ พ.ร.ก.ดังกล่าวด้วยความรวดเร็ว รัฐบาลจะได้มีความมั่นใจว่าจะใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดให้กับประชาชน
ถามว่า รัฐบาลจะทำงานสบายใจมากยิ่งขึ้นหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า รัฐบาลทำงานด้วยความสบายใจในกรณีที่ว่าทำงานด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทำงานทุกอย่างเพื่อประชาชน เรานั่งเฝ้าเงินทุกบาททุกสตางค์ เพราะชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเงินกู้ ไม่ใช่เงินงบประมาณ ดังนั้นต้องใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ให้คุ้มค่า ดอกเบี้ยที่ได้มาก็เป็นดอกเบี้ยที่ค่อนข้างต่ำมาก ซึ่งทางกระทรวงการคลังสามารถเจรจาเรื่องดอกเบี้ยให้เหลือ 1.2% ดังนั้นเมื่อมีต้นทุนที่ถูกขนาดนี้ เงินทุกบาทที่จะนำเงินเหล่านี้ไปสร้างมูลค่าเพิ่ม ไปสร้างประโยชน์ให้เกิดการหมุนเวียนเป็นรอบ ๆ (Multiply Effect) ให้มันเกิดขึ้นได้หลายๆ รอบ และทุกรอบที่เกิดขึ้นเราสามารถจัดเก็บภาษีเงินได้ในรูปแบบต่างๆ เข้ามา ซึ่งเมื่อดอกเบี้ยต่ำแล้วก็ไม่ต้องกังวลว่าเรามีงบประมาณเพียงพอไปจ่ายดอกเบี้ยหรือไม่
"ในแผนการใช้จ่าย พ.ร.ก.กู้เงินจะมีการนำไปใช้ในการปรับโครงสร้างพลังงานด้วย ทำให้ค่าใช้จ่าย ค่าไฟฟ้าของประชาชนลดลง ซึ่งต้องใช้โอกาสนี้ในการผลักดันให้เกิดประโยชน์ยกแผง ทั้งรัฐบาล ประชาชน ประเทศชาติ ต่างได้ประโยชน์และมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น" นายอนุทินกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเช้าก่อนที่นายอนุทินจะขึ้นเครื่องเดินทางมาที่ประเทศมาเลเซีย ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงเรื่องที่ฝ่ายค้านจี้ถามหาความรับผิดชอบหากคำวินิจฉัยของศาลออกมาเป็นลบ ซึ่งนายกฯ ย้อนถามว่าใคร ผู้สื่อข่าวจึงตอบว่า ฝ่ายค้าน นายกฯ ถามต่อว่าฝ่ายค้านคนไหนบอกด้วย จะได้รู้ที่มาที่ไปว่าทำไมเขาถึงถามแบบนั้น ฝ่ายค้านมีตั้ง 100 กว่าคน ผู้สื่อข่าวจึงบอกว่านายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน นายอนุทินหัวเราะก่อนถามว่า “ใครนะ ใครคือณัฐพงษ์” ก่อนผู้สื่อข่าวจะตอบว่า “คุณเท้ง” นายอนุทินจึงตอบกลับ “อ๋อ หัวหน้าเท้ง”
ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวว่า สภายังไม่ได้รับเรื่องอย่างเป็นทางการจากศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเชื่อว่าทางศาลคงจะส่งคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการมาที่สภาในเร็ววันนี้ ซึ่งการเปิดสมัยประชุมวิสามัญหรือไม่นั้น คงต้องเป็นเรื่องที่ทางสภาต้องหารือกับ ครม. เพราะกฎหมายฉบับนี้ทาง ครม.ได้เสนอเข้ามา คงต้องรอดูว่าจะมีแนวทางในการขอให้เปิดวิสามัญหรือไม่ ต้องพิจารณากันต่อไป
ถามว่า มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องพิจารณาก่อนจะกลับมาเปิดสมัยประชุมสภาฯ ในเดือน ส.ค.หรือไม่ นายกรวีร์กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญระบุเอาไว้ว่า เป็นเรื่องของ ครม. ถ้า ครม.เห็นว่าช้าเกินไปกว่าจะรอให้เปิดสมัยประชุมหน้า ก็อาจจะมีการพิจารณาขอให้เปิดวิสามัญในระหว่างที่ปิดสมัยประชุมสภาฯ
นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ออกมาเรียกร้องความรับผิดชอบทางการเมืองจากกลุ่มบุคคลที่เคยออกมากดดันรัฐบาลล่วงหน้าภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 7 ต่อ 2 ซึ่งก่อนหน้านี้มีนักการเมืองฝ่ายค้านหลายรายออกมาชี้นำสังคมและสร้างกระแสกดดันอย่างหนัก ที่จี้ให้นายกฯ และรัฐบาลลาออกหากผลวินิจฉัยออกมาเป็นลบ
ปชน.-ปชป.ยังติดใจใช้เงิน
ขณะที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) และผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ พร้อมด้วย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค ปชน. แถลงว่า ผลคำวินิจฉัยไม่ได้ผิดไปจากที่พรรคคาดการณ์ไว้ แต่ยังคงเห็นตรงกันว่ารัฐบาลไม่มีความจำเป็นต้องใช้อำนาจพิเศษออก พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้ เพราะไม่ได้มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน หากแต่เป็นการพยายามสอดไส้โครงการต่างๆ ที่สามารถบรรจุไว้ในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีได้อยู่แล้ว
ถามว่า ได้หารือกับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) หรือไม่ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการของรัฐธรรมนูญ การจะเปิดประชุมสมัยวิสามัญหรือไม่ เป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรี ส่วนพรรค ปชน.ได้ยืนยันจุดยืนมาโดยตลอดว่าไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แม้ผลที่ออกมาจะไม่ได้ผิดจากที่พรรคคาดการณ์ไว้ก็ตาม
ส่วน น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า พรรคได้รับเอกสารที่มีการส่งเวียนไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งไม่ใช่รายการโครงการที่ท้องถิ่นเสนอขึ้นเอง แต่มีลักษณะเป็นแค็ตตาล็อกหรือเมนูรายการสินค้าและโครงการที่สามารถขอใช้เงินกู้ 400,000 ล้านบาทได้ โดยหลายโครงการ เช่น รถขยะ EV ลานกีฬาโซลาร์ เครื่องผลิตออกซิเจนพลังงานแสงอาทิตย์ และโครงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ไม่ได้สะท้อนว่าจะช่วยให้ประเทศเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดได้อย่างแท้จริง หรือส่งผลต่อการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างมีนัยสำคัญ
"พรรคมีข้อสงสัยว่ารายการโครงการดังกล่าวอาจเป็นโครงการที่มีการเตรียมผู้รับจ้างหรือผู้จำหน่ายสินค้าไว้ล่วงหน้าแล้วหรือไม่ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปตามข้อสันนิษฐานที่พรรคตั้งไว้ตั้งแต่ต้นว่า วงเงิน 200,000 ล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน แท้จริงแล้วเป็นเพียงการสอดไส้โครงการโดยอาศัยความเดือดร้อนของประชาชนเป็นข้ออ้าง ซึ่งในกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณปี 70 สามารถใช้ช่องทางนี้ได้ เพราะหลายโครงการขอมาซ้ำซ้อน โครงการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานในงบปี 70 มีกว่า 7,000 ล้านบาท ถ้า 200,000 ล้านบาทนี้ยืนยันว่าใช้ได้แล้ว ก็ต้องพิจารณาเรื่องความซ้ำซ้อนของโครงการ ซึ่งใน พ.ร.ก.เราไม่มีอำนาจไปยุ่งในวงเงิน นอกจากว่าจะหมดคว่ำ พ.ร.ก.ได้ทั้งฉบับ แต่ในงบประมาณปี 70 ถ้า 12,000 ล้านบาทนี้ ซ้ำซ้อนกับ 200,000 ล้านบาทที่ออกโดย พ.ร.ก. ก็อาจจะตัดได้ทั้งโครงการเช่นเดียวกัน" น.ส.ศิริกัญญากล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีนายอนุทินบอกไม่รู้จักนายณัฐพงษ์ หลังค้านเรียกร้องให้แสดงความรับผิดชอบหาก พ.ร.ก.กู้เงินขัดรัฐธรรมนูญ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า นายกฯ อาจจะไม่ค่อยได้เข้าสภาเลยจำหน้า สส.ไม่ค่อยได้ ตนก็เข้าใจ ถ้าอยากจำ สส.ได้ จำเพื่อนๆ สมาชิกได้ ก็มาตอบกระทู้ในสภาบ่อยๆ ก็จะได้ทบทวนความจำให้ดียิ่งขึ้น
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า พรรคในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของผู้ร้อง ก็รับทราบและเคารพและน้อมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่เรายังไม่ทราบเหตุผลรายละเอียด เนื่องจากมติที่แถลงออกมาในวันนี้เป็นเพียงแค่การสรุปมติเท่านั้น ดังนั้นต้องไปศึกษาว่าเหตุผลและประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้วินิจฉัยเป็นอย่างไร เนื่องจากเรามีความกังวลเป็นห่วงว่าการวินิจฉัยครั้งนี้จะนำไปสู่การสร้างบรรทัดฐานเกี่ยวกับการกู้เงินของรัฐบาลในกรณีที่รัฐบาลมีงบประมาณไม่เพียงพอ แต่เป็นภาวะเศรษฐกิจปกติก็จะเป็นบรรทัดฐานใหม่และส่งผลกระทบจากอดีตที่ผ่านมา จากกรอบวินัยการเงินการคลัง ที่ถูกกำหนดไว้ในกฎหมายตั้งแต่รัฐธรรมนูญลงมา ซึ่งประเทศไทยมีปัญหานี้ค่อนข้างน้อยในรอบหลาย 10 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นคงต้องรอดูคำวินิจฉัยอย่างละเอียดอีกครั้ง แต่ความกังวลเรายังมีแน่นอน
"เงินก้อนที่ 2 ที่จะนำมาใช้ในโครงการเกี่ยวกับพลังงาน ซึ่งตรงนี้แม้แต่ในคำวินิจฉัยก็มีตุลาการเสียงข้างน้อยที่เห็นว่าไม่เป็นไปตามเงื่อนไข เราก็อยากจะเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งทำความชัดเจน และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการกลั่นกรองโครงการต่างๆ ให้เกิดประสิทธิภาพและความโปร่งใสให้มากที่สุด" นายอภิสิทธิ์กล่าว
ถามว่า คำวินิจฉัยที่ออกมาเกินความคาดหมายหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เราเชื่อเหตุผลของเรา แต่เราทราบดีว่ามี 2 ประเด็นคือ จากคำวินิจฉัยในอดีตศาลรัฐธรรมนูญก็จะระมัดระวังไม่พยายามใช้อำนาจที่อาจทำให้ฝ่ายบริหารทำงานได้ยาก และ 2.ด้วยศาลรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ไม่ให้ศาลพิจารณาในเรื่องความจำเป็นเร่งด่วน แต่ให้ตีความในส่วนของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เราจึงทราบดีว่าเป็นเรื่องยากเหมือนกันที่จะทำให้เห็นได้ชัดว่าจริงๆ แล้วขัดกับรัฐธรรมนูญ
ซักว่าพรรคหวังจะเห็นโครงการในส่วนที่ 2 200,000 ล้านบาทอย่างไร หัวหน้าพรรค ปชป.กล่าวว่า ขณะนี้จากการติดตามของกลไกต่างๆ รวมทั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณปี 2570 ไม่มีรายละเอียดในเรื่องนี้ เราก็มีความเป็นห่วงว่าสรุปแล้วความพร้อมในการกลั่นกรองโครงการดังกล่าวเป็นอย่างไร
วันเดียวกัน นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรค ภท. ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 แถลงความคืบหน้าการพิจารณางบประมาณว่า ปัจจุบัน กมธ. ได้ใช้เวลาในการพิจารณางบประมาณมาแล้วทั้งสิ้น 5 วัน รวม 39 ชั่วโมง หน่วยงานที่ผ่านการพิจารณางบกลาง 12 รายการ หน่วยรับงบประมาณ 37 หน่วย 5 กองทุน คิดเป็นร้อยละ 1.62 ของหน่วยงานที่ต้องพิจารณาทั้งหมด.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘สเปน’เปิดเกมรุกเต็มที่ หวังปิดบัญชี‘เบลเยียม’
เข้าสู่วันที่ 2 ของการแข่งขันในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2026 ค่ำคืนวันที่ 10 กรกฎาคม หรือตรงกับเช้าตรู่วันที่ 11 กรกฎาคม
คลังชงยกเครื่อง เกณฑ์บัตรคนจน ส่งเสียพ่อ-แม่ได้
"คลัง" ปักธง 14 ก.ค.นี้ ชง ครม.ยกเครื่องเกณฑ์โครงการบัตรคนจน
ไทยผนึกมาเลย์ ลุยการค้าลงทุน ดับไฟชายแดน
ไทย-มาเลเซียชื่นมื่น “อนุทิน” โชว์เป่าแซ็กโซโฟน เพลง My way ด้าน “อันวาร์”
ยังไม่สันติปม112-ฮั้วสว. ภท.ด่ายับปชน.บิดเบือน
เปิดมติที่ประชุม 307 เสียง สส.เห็นชอบร่างนิรโทษกรรม ส่วนใหญ่เป็นรัฐบาล
‘มศว’ปูดสถ.จุ้นผลสอบ
"อนุทิน" ลั่นคดีทุจริตสอบท้องถิ่นไม่มีประนีประนอม ทุกหน่วยแข่งกันทำงาน
หนูจ่อคุยวันนอร์ ไม่ยุบ‘กอ.รมน.’ ทบ.โต้ไร้ฐานIO
นายกฯ ย้ำไม่ยุบ กอ.รมน.แน่นอน เพราะเป็นกลไกของรัฐบาล ประสานกองทัพดูแลความมั่นคง-ทุกข์สุขประชาชน

