
พรรคประชาชนเล่นใหญ่ จัดกิจกรรม ‘Hack งบ 70’ "ไอซ์" ชวนประชาชนจับตางบประมาณผูกพันและเงินนอกงบประมาณ 10 ล้านล้าน นายกฯ เข้าทำเนียบฯ วันหยุด เรียกประชุมติดตามความคืบหน้าการสอบสวนลงโทษทุจริตสอบท้องถิ่น ขณะที่ "ศุภจี" บินสหรัฐ 15-17 ก.ค.นี้คุยภาษีทรัมป์
เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ได้ใช้ช่วงวันหยุดเรียกประชุมติดตามความคืบหน้าการสอบสวนและลงโทษผู้กระทำความผิดจากกรณีการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ทั้งนี้ เพื่อดำเนินการล้างทุจริตสอบท้องถิ่น หาแนวทางดำเนินคดี ยกเลิกและเพิกถอนการบรรจุข้าราชการท้องถิ่น โดยมีนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย, นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงข้าราชการในสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จำนวน 5 ราย และตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 15-17 ก.ค.2569 นี้ จะนำคณะเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกา เพื่อเจรจาในกรณีที่ไทยถูกไต่สวนตามมาตรา 301 และมาตรา 122 ตามกฎหมายการค้าสหรัฐ (Trade Act of 1974) ซึ่งมาตรา 122 กำลังจะหมดอายุลงในวันที่ 24 ก.ค.2569 นี้ โดยการเจรจาในครั้งนี้มุ่งเน้นการรักษาผลประโยชน์สูงสุดของภาคการส่งออกไทย
โดยการเจรจากับสหรัฐอเมริกาถือเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนสูง เนื่องจากไทยได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐสูงเป็นอันดับที่ 7 หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 50,000 ล้านดอลลาร์ โดยภารกิจหลักของการเดินทางครั้งนี้ คือการเจรจาข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement of Reciprocal Trade) เพื่อปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไทยจาก 12.5% ให้กลับมาอยู่ที่ 10% เท่ากับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย
'เส้นแดง' ที่ไทยจะไม่ยอม
นางศุภจีกล่าวว่า ปัจจุบันไทยเสียเปรียบด้านภาษี เนื่องจากถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ยังขาดกฎหมายระหว่างประเทศรองรับเรื่องแรงงานบังคับ ซึ่งไทยกำลังเร่งออกกฎหมายและมีกระบวนการพิสูจน์ชัดเจนว่าไม่มีการใช้แรงงานบังคับในกระบวนการผลิต
สำหรับการไต่สวนตามมาตรา 301 สหรัฐแสดงความกังวลว่าไทยเป็นเพียงทางผ่านสินค้าจากจีน (Circumvention) แต่ประเทศไทยมีข้อมูลยืนยันว่าสินค้าใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ เครื่องจักร ยานยนต์ และผลิตภัณฑ์ยาง มีสัดส่วนการผลิตจริงในประเทศ (Local Content) สูงถึง 70-90% และไม่มีรายการใดต่ำกว่า 60%
พร้อมกันนี้ จะชี้ให้เห็นว่ามูลค่าการได้เปรียบดุลการค้าของไทยกว่า 30% แท้จริงแล้วเป็นผลผลิตจากบริษัทสหรัฐที่มาตั้งฐานการผลิตในไทยแล้วส่งกลับไป
นางศุภจีกล่าวว่า ในการเจรจาประเทศไทยมีประเด็นการเจรจาที่ประเทศไทยจะไม่ยอมอ่อนข้อในการเจรจา หรือ “เส้นแดง" ที่ไทยจะไม่ยอมอ่อนข้อให้เด็ดขาดในการเจรจาคือ ประเด็นมาตรฐานสารเร่งเนื้อแดง ซึ่งเราจะไม่ยอมลดมาตรฐานในเนื้อสัตว์ตามข้อเรียกร้องของสหรัฐ
นอกจากนั้นยังยืนว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับเสรีภาพในการเจรจาการค้า และจะไม่ยอมรับเงื่อนไขที่สหรัฐอาจห้ามไม่ให้ไทยค้าขายกับประเทศกลุ่มที่เป็นข้อกังวล เช่น จีน เพื่อรักษาอธิปไตยและสิทธิประโยชน์ของประเทศไทยเอาไว้
ทั้งนี้ ในการเจรจากับสหรัฐในครั้งนี้ เตรียมจะเสนอรายการสินค้า 6 กลุ่ม (Exempt List) เพื่อขอยกเว้นภาษีในการนำเข้าสินค้าเข้าสหรัฐ เช่น ข้าวหอมมะลิ โดยจะสื่อสารกับฝ่ายสหรัฐว่าการเพิ่มภาษีจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาอาหารและค่าครองชีพของประชาชนอเมริกันเอง เนื่องจากเป็นสินค้าที่สหรัฐผลิตเองไม่ได้ และหาแหล่งทดแทนได้ยาก
ปั่นงบฯ 10 ล้านล้านบาท
ที่รัฐสภา วันเดียวกันนี้ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน จัดกิจกรรม “Hack งบ 70”
น.ส.รักชนกกล่าวว่า เราได้มีการจัดกิจกรรม Hack งบประมาณมาหลายครั้งแล้ว ทั้งงบประมาณแผ่นดิน งบประมาณกรุงเทพฯ รวมถึงงบประมาณในจังหวัดอื่นๆ เพราะเราต้องการให้เกิดความต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนสามารถดูได้ว่างบประมาณต่างๆ เอาไปทำอะไรได้บ้าง ตลอดจนสามารถดูงบประมาณเบื้องต้นด้วยตัวเองเป็น และตระหนักได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับงบประมาณ รวมถึงช่วยกันออกมาวิพากษ์วิจารณ์ให้งบประมาณดีขึ้นในปีต่อๆ ไป ซึ่งไม่ได้คาดหวังให้ประชาชนสามารถดูงบเป็นได้ภายในวันเดียว
"อยากให้ประชาชนเข้ามาช่วยดู โดยเฉพาะงบประมาณผูกพันและเงินนอกงบประมาณ เพื่อให้ประชาชนเห็นภาพรวมว่างบประมาณไม่ได้มีแค่ 4 ล้านล้านบาท แต่มีรวมกันเกือบ 10 ล้านล้านบาท"
ขณะเดียวกัน จะมีการจับตาดูงบประมาณ 7 แสนล้านบาท ด้วยว่าจะมีโครงการแปลกๆ หรือมีข้อสังเกตว่าอะไรควรนำไปตัดบ้าง โดยเฉพาะเงินนอกงบประมาณจากกองทุนต่างๆ เช่น โครงการ TH-AI Passport ที่ใช้จากกองทุนของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งในอนาคตจะมีเงินจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานที่รัฐบาลอ้างการเปลี่ยนผ่านพลังงานต่างๆ เพื่อนำงบประมาณส่วนนี้มาใช้ในรูปแบบเดิมๆ ส่วนที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือเงินกู้ 2 แสนล้านบาท ในส่วนของการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ตั้งข้อสังเกต
ด้าน น.ส.ศิริกัญญากล่าวเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้มีกระแสของรายจ่ายประจำในงบประมาณปี 70 ที่พุ่งสูง ซึ่งวันนี้มีประชาชนส่วนมากให้ความสนใจว่าจะทำอย่างไรให้งบประมาณส่วนนี้ลดลง ทั้งเงินเดือนบุคลากรและสวัสดิการต่างๆ จึงคาดหวังว่า วันนี้จะได้รับความเห็นดีๆ เพื่อนำไปเสนอรัฐบาล เพราะมีอดีตข้าราชการและรัฐวิสาหกิจเข้าร่วมด้วยเป็นจำนวนมาก
จับตาทุจริตงบประมาณ
พร้อมย้ำว่า ถ้าไม่ได้ออกมาพูดหรือออกมาตั้งข้อสังเกตการใช้งบประมาณดังกล่าว ก็จะผ่านและเข้าสู่กระบวนการกลั่นกรอง และกู้มาใช้ในส่วนนี้ การชิงด่วนยกเลิกโดยที่ไม่มีคำอธิบายใดๆ ทำให้ข้อสันนิษฐานส่วนตัวที่ว่ามีการยัดไส้ล็อกสเปกก็น่าจะมีความเป็นจริง นอกจากนี้ยังมีความกังวลว่า อาจมีเอกชนที่แต่งตัวมาเพื่อรับงานเหล่านี้หวังในส่วนแบ่งเงินกู้ 2 แสนล้านบาท ซึ่งไม่มีการการันตีว่าภายใน 1 ปีเราจะเปลี่ยนผ่านไปเป็นประเทศที่ใช้พลังงานสะอาดในสัดส่วนที่สูงขึ้น เพราะไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้วตั้งแต่ต้น และตอนนี้กลายเป็นโครงการเบี้ยหัวแตกที่ขึ้นชื่อว่าประหยัดพลังงานไฟฟ้าตามปกติ ก็ถือว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
“เราผิดพลาดไปแล้ว ในการที่กู้ 2 แสนล้านบาทนี้มาโดยที่ไม่มีเป้าหมายว่าจะเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างไร อย่าให้มันต้องหมดเปลืองไปกับการทุจริตคอร์รัปชันอีกเลย ยังมีโครงการโซลาร์รูฟท็อปกับหน่วยราชการทั่วประเทศ ถ้ามีบริษัทใดบริษัทหนึ่งแต่งตัวมารับงานนี้โดยเฉพาะ ก็น่าจะได้รับประโยชน์จากโครงการนี้เต็มๆ หลายหมื่นล้าน ยังไม่ต้องพูดถึงโครงการอื่นๆ อีกที่มีช่องทางทำกิน เพราะโครงการส่วนใหญ่เป็นโครงการซื้อของ ไม่ได้เป็นการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่" น.ส.ศิริกัญญากล่าว
ขณะที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ส่วนราชการและเอกชนเห็นตรงกันว่าในวันนี้เราต้องมีการปฏิรูประบบงบประมาณและระบบราชการ ซึ่งนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาบอกว่าปีนี้รัฐบาลมีความตั้งใจในการลงมือผ่าตัดงบประมาณในปีนี้เป็นปีแรก
งบลงทุนคืออะไร
ฉะนั้นเราจะต้องทำหน้าที่ตรวจสอบว่าเขามีความตั้งใจจริงให้เป็นผลสำเร็จ ไม่ใช่แค่การพูด เช่นกรณีที่ น.ส.ศิริกัญญา โพสต์ไปเมื่อวานนี้เกี่ยวกับแผนงานการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ใช้งบประมาณจากการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท และในวันต่อมามีการประกาศยกเลิก ซึ่งในเนื้อหาเป็นการของบเพื่อใช้ในการทำสนามกีฬาโซลาร์เซลล์ รถเก็บขยะอีวี ว่าหาก น.ส.ศิริกัญญาไม่ได้โพสต์ออกมาจะมีการทำหนังสือเวียนให้ยกเลิกหรือไม่
วันนี้จึงอยากให้ทุกคนช่วยกันจับตาดูข้อพิรุธเหตุผิดปกติในงบรายจ่ายประจำปี แล้วส่งเสียงสะท้อนออกไป เพื่อเป็นหนึ่งในกระบวนการให้รัฐบาลแสดงความจริงใจ ผ่านร่าง พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ ที่พรรคประชาชนเป็นผู้เสนอ ซึ่งจะเข้าที่ประชุมสภาในสมัยหน้า ส่วนรายละเอียดค่อยไปว่ากันในชั้นกรรมาธิการก็ได้ ขณะเดียวกันเราก็พยายามร่าง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างออกมาใหม่ด้วย เพื่อให้ครอบคลุมรายจ่ายของหน่วยงานรัฐทั้งหมด ตลอดจนการจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปอย่างมียุทธศาสตร์ และสามารถป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันได้
“เราเรียกร้องเรื่องนี้มาโดยตลอดว่า ควรจะมีนิยามที่ชัดเจนว่า รายจ่ายลงทุนที่แท้จริงคืออะไร ไม่งั้นจะเปิดช่องให้รัฐบาลแต่ละยุคแต่ละสมัยพลิกไปพลิกมา จริงๆ เราไม่ได้เอางบประมาณภาษีของทุกคนไปลงทุนกับงบประเทศ แต่เอาไปแจก แล้วพยายามที่จะตีความบิดเบือนให้เข้ากรอบรายจ่ายลงทุน” นายณัฐพงษ์กล่าว
นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ตอนยุบพรรคอนาคตใหม่ เราถูกยุบพรรคเพราะเงินกู้เท่ากับรายได้ แต่ในทางบัญชีถ้าเป็นแบบนั้นถือว่าฉิบหาย เป็นความบิดเบือนของระบบ
หนี้เยอะแต่รายได้น้อย
เขากล่าวว่า ที่ผ่านมาตั้งแต่งบประมาณปี 2559-2570 อยู่ที่ 20% มาโดยตลอด เพราะเราหมดงบประมาณไปกับการใช้หนี้ งบบุคลากร ทำให้เหลือพื้นที่เงินเพื่อใช้กับอนาคตของประเทศน้อยมาก ซึ่งบนเวทีเสวนาวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2555 บอกในเวทีนี้ว่ามองย้อนหลังไป 15 ปี 3 ปัญหาสำคัญของประเทศ คือ 1.ส่วนใหญ่ใช้กับรายจ่ายประจำ ไม่มีการลงทุนเพื่ออนาคต 2.ทุจริตคอร์รัปชัน และ 3.รัฐบาลทำโครงการประชานิยม แม้วันนี้คำว่าประชานิยมจะไม่ได้อยู่ในกระแสสังคม แต่เรายังเห็นโครงการงบประมาณบางอย่างที่กู้มาแจก เช่น ดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งรัฐบาลไม่ได้ออกแบบนโยบายแบบระยะยาว แต่มองถึงคะแนนนิยมเฉพาะหน้า
หัวหน้าพรรคประชาชนกล่าวอีกว่า สัดส่วนเงินลงทุนคิดเป็น 1 ใน 5 ของจีดีพี ซึ่งในปี 2570 จีดีพีโต 18.5% แต่งบลงทุนมีแค่ 4% ของจีดีพี ซึ่งเป็นงบส่วนกลางของประเทศ แต่หากรวมงบประมาณของแต่ละหน่วยงานที่สามารถหารายได้ได้เอง จะมีงบประมาณต่อจีดีพี 26% ซึ่งเป็นนิยามของ IMF ที่ศึกษารายจ่ายภาครัฐ ซึ่งในประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่งบประมาณถูกใช้ไปกับท้องถิ่น และสูงเกือบ 40% หากนำงบส่วนนี้มาหารเป็นรายหัวของไทย จะพบว่างบประมาณกระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีงบต่อหัว 22,493 บาทต่อคน ขณะที่ภาคอีสานได้งบเฉลี่ยต่อตัว 5,517 บาทต่อคน โดยประเทศที่พัฒนาแล้วแม้เขาจะมีรายจ่ายที่มาก แต่สามารถจัดเก็บรายได้โดยเฉพาะภาษีได้มากเช่นกัน ซึ่งพบว่ามีรายได้รัฐต่อจีดีพีสูงกว่าประเทศไทยอย่างมาก
นายณัฐพงษ์กล่าวด้วยว่า สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการบอกปัญหาเชิงโครงสร้างในอดีตของไทยว่าประเทศไทยมีหนี้เยอะ แต่รายได้น้อย หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป อย่างไรประเทศก็เจ๊ง ซึ่งเมื่อมองกลับมาประเทศไทย รายได้กับการจัดเก็บภาษีควรจะโตเท่ากัน แต่ในความเป็นจริงกับฉีกออกจากกัน แสดงว่ามีรูรั่วในการจัดเก็บรายได้ เศรษฐกิจที่โตขึ้นแต่กลับไม่มีการจัดเก็บภาษีเข้ามา
งบประมาณแบบฐานศูนย์
หัวหน้าพรรคประชาชนยังกล่าวถึงงบผูกพัน ซึ่งในช่วงที่ตนเข้ามาเป็น สส.ครั้งแรก พบว่างบผูกพันแบบระยะยาวที่ลากไปจนถึง พ.ศ.2609 และผูกพันระยะใกล้ ส่วนงบประมาณปี 2570 จุกอยู่ที่ใครบ้างนั้น เราจะต้องดูรูปแบบการใช้เงิน ซึ่งแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.จ่ายเงินเดือน บุคลากรภาครัฐ เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงกลาโหม ซึ่งในประเทศที่พัฒนาแล้วงบส่วนใหญ่เหล่านี้อยู่กับงบท้องถิ่น หากเปิดงบประมาณดูโครงสร้างงบประมาณจะถูกเทไปที่งบบุคลากรเยอะ หากศึกษาประเทศที่พัฒนาแล้ว จะพบว่ารายจ่ายบุคลากรภาครัฐอย่างกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข จะถูกจัดสรรโดยท้องถิ่น ไม่ได้อยู่กับงบประมาณส่วนกลาง
กลุ่มที่ 2 ลงทุนก่อสร้าง เช่น กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงมหาดไทย ขณะที่กลุ่มที่ 3 ส่งต่อและเงินอุดหนุน เช่น กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงมหาดไทย
นายณัฐพงษ์กล่าวต่อถึงกรณีที่การจัดสรรงบประมาณมักจะใช้งบประมาณเดิมมาเป็นฐานและเพิ่มเติมเข้าไป เราจึงเสนอแนวคิดการจัดทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ (Zero-Based Budgeting) แม้รัฐบาลบอกว่าจะพยายามจัดสรรงบประมาณตามแนวคิดนี้แล้ว แต่พบ 95% ยังเป็นโครงการเดิม สำหรับทางแก้ พรรคประชาชนเตรียมเสนอกฎหมายหลายฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.วิธีการงบงบประมาณหรือชื่อเล่นกฎหมายปฏิรูปงบประมาณ (Budget Reform), พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง และ พ.ร.บ.ยกระดับการทำงานของสำนักงบประมาณรัฐสภาเพื่อให้ได้งบประมาณที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และยึดโยงกับประชาชน พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการเปิดเผยคำของบประมาณ เพราะสาธารณชนมองไม่เห็นว่างบประมาณที่มีการขอเกินไปนั้น สำนักงบประมาณเลือกที่จะยกงบตัวไหนเข้างบตัวไหนออก ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้ เพราะที่ผ่านมางบกระจกตัวอยู่ในบางจังหวัด เช่น บุรีรัมย์ เพื่อให้เราสามารถตรวจสอบได้ว่าการจัดสรรงบประมาณมีเหตุมีผลหรือไม่
เขาบอกว่า จะแก้การจัดสรรงบประมาณ ให้การจัดสรรงบประมาณแผ่นดินไม่ได้พูดแค่เรื่องรายจ่าย แต่ต้องมองถึงฝั่งรายได้ด้วย ถ้าจัดเก็บรายได้น้อยกว่าที่ประมาณการ หรือออกโครงการอะไรที่ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ ควรจะต้องกลับมารายงานต่อสภาด้วย ซึ่งจะทำให้ประชาชนและสาธารณะร่วมกันตรวจสอบงบประมาณได้.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
คุก27‘พ่อ-แม่ทิพย์’
ศาลไม่ให้ประกันพ่อทิพย์-แม่ทิพย์ 27 คนนอนคุกจริงไม่ใช่คุกทิพย์ ชี้พฤติการณ์เป็นภัยต่อความมั่นคง ส่วนมหาดไทยสั่งล้อมคอก ให้สำนักทะเบียนทั่วประเทศปรับปรุงมาตรการรับรองบุตร กรณีที่บิดาหรือมารดาเป็นชาวต่างชาติต้องมาแสดงตนต่อเจ้าพนักงานทะเบียน
ไหนบอกว่าพร้อม ‘ภาวุธ’แจงไม่ครบ
“ดีเอสไอ" เร่งสอบปากคำขยายผลคดีเทรด Forex จ่อออกหมายเรียกผู้ต้องหากลุ่มแรกเร็วๆ นี้ ความผิด พ.ร.บ.คอมพ์ พบเป็นบุคคลที่อยู่ในแผนผังสืบสวนของดีเอสไอ
‘ฟีฟ่า’เพิ่มทีมบอลโลก2026 เปิดโอกาส‘นอร์เวย์’ได้โลดแล่น
การเพิ่มทีมที่ลงสนามฟาดแข้งในฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ไม่ใช่การให้โอกาสทีมที่ศักยภาพยังไม่ถึง ทว่าคือการเพิ่มพื้นที่ให้ทีมคุณภาพสูงที่ถูกตัดออกตั้งแต่รอบคัดเลือก
ระเบิดในเขมร ‘ทัพภาค2’เผย ห่างไทย15กม.
ทภ.2 แจงเสียงคล้ายระเบิดดังจากฝั่งกัมพูชา ห่างชายแดน 10-15 กม. ยืนยันไทยไร้ความเสียหาย ขณะที่ กมธ.ความมั่นคงฯ ยกชุดลุยชายแดนช่องสายตะกู "มณเฑียร-รังษี" สั่งเช็กความพร้อมรบ สแตนด์บายโรงพยาบาลรับคนเจ็บ ย้ำแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง เซฟชีวิตชาวบ้าน-หนุนกำลังส่วนหน้าเต็มพิกัด
ปชน. จับตารุมทึ้งงบ 'เงินกู้' อีก 2 แสนล้าน ชี้เปลี่ยนผ่านพลังงานใน 1 ปีทำไม่ได้จริง มีแต่โครงการเบี้ยหัวแตกใช้ชื่อประหยัดไฟ
ปชน. จับตาเงินนอกงบประมาณกว่า 10 ล้านล้านบาท ตั้งข้อสังเกตเงินกู้ 2 แสนล้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน ส่อแววยัดไส้ล็อกสเปก-เอื้อประโยชน์เอกชนแต่งตัวมารับงานใหญ่
'อนุทิน' เรียกปลัด มท.-อธิบดี ปภ. ถกปมทุจริตสอบท้องถิ่น ฟันวินัย 5 ข้าราชการ สถ.
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้ใช้ช่วงวันหยุดเรียกประชุมติดตามความคืบหน้าการสอบสวนและลงโทษผู้กระทำความผิดจากกรณีการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น

