‘ฝรั่งเศส’เจอด่านสุดหิน วัดคม‘สเปน’รอบตัดเชือก

ศึกฟุตบอลโลก 2026 เดินทางมาถึงรอบตัดเชือกเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งหากมองตามหน้าเสื่อ 4 ทีมที่ผ่านเข้ารอบมานั้นอยู่ในแรงกิง 1-4 ของโลกทั้งหมด ทั้งฝรั่งเศส (อันดับ 1), อาร์เจนตินา (อันดับ 2), สเปน (อันดับ 3) และอังกฤษ (อันดับ 4) ทำให้เวิลด์ คัพ หนนี้ ไม่มีทีมม้ามืดหลุดรอดมาถึงรอบนี้ ซึ่งถือว่าแตกต่างจากหลายครั้งที่ผ่านมา โดยค่ำคืนวันที่ 14 กรกฎาคม หรือเช้าตรู่วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 รอบรองชนะเลิศ คู่แรก “ตราไก่” ทีมชาติฝรั่งเศส อดีตแชมป์โลก 2 สมัย พบกับ “กระทิงดุ” ทีมชาติสเปน อดีตแชมป์โลก 1 สมัย ฟาดแข้งกันที่ เอทีแอนด์ที สเตเดียม เมืองอาร์ลิงตัน สหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นการดวลกันระหว่าง 2 ทีมที่ยังไม่แพ้ใครในทัวร์นาเมนต์

ฝรั่งเศส ภายใต้การคุมทีมของดิดิเยร์ เดส์ช็องส์ เต็งหนึ่งประจำทัวร์นาเมนต์ มีฟอร์มการเล่นที่ดุดันสุดๆ โดยเฉพาะเกมรุก พวกเขาเก็บชัย 6 นัดรวด ตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม จนมาถึงรอบตัดเชือก ยิงคู่แข่งไปทั้งหมด 16 ประตู เสียเพียง 3 ประตู นอกจาก คีเลียน เอ็มบัปเป ซูเปอร์สตาร์ประจำทีมจะซัดไป 8 ประตู ลุ้นดาวซัลโวของรายการแล้ว ยังมี อุสมาน เด็มเบเล เจ้าของรางวัลบัลลงดอร์หนล่าสุด ก็ช่วยทีมทำไปแล้ว 5 ประตู รวมถึง ไมเคิล โอลิเซ ที่ถึงแม้จะเบิกสกอร์ไม่ได้แต่มีส่วนร่วมกับการได้ประตูของทีมในหลายจังหวะ แถมทำไปแล้ว 5 แอสซิสต์

สภาพความพร้อมของทีมในเกมนี้ไม่มีปัญหานักเตะได้รับบาดเจ็บหรือติดโทษแบน ทุกคนพร้อมเป็นตัวเลือกลงสนาม ซึ่งคาดว่าเดส์ช็องส์ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงทีม เพราะทุกคนกำลังอยู่ในฟอร์มการเล่นที่เข้าฝักแบบสุดๆ นำทัพโดย 4 แนวรุกตัวหลัก ทั้ง คีเลียน เอ็มบัปเป, อุสมาน เด็มเบเล, ไมเคิล โอลิเซ และเดซิเร ดูเอ

ส่วนแผงมิดฟิลด์ มานู โกเน ยึด 11 คนแรกแทนที่ ออเรเลียง ชูอาเมนี เพราะในทัวร์นาเมนต์นี้ดูจะเล่นได้ดุดัน และมีสภาพความฟิตที่ดีกว่า จับคู่แดนกลางกับ อาเดรียง ราบิโอต์ คือแทบจะเป็นส่วนผสมที่กลมกล่อมสุดๆ ขณะที่แนวรับยังยึดผู้เล่น 4 คนชุดเดิม ประกอบไปด้วย ดาโยต์ อูปาเมกาโน, วิลเลียม ซาลิบา, ฌูลส์ คุนเด และลูกา ดีญ ด้าน ผู้รักษาประตู ไมค์ เมยอง ยึดมือหนึ่ง

ทางฝั่ง สเปน ของกุนซือหลุยส์ เด ลา ฟอนเต แม้ทัวร์นาเมนต์นี้ฟอร์มจะไม่ได้หวือหวาเท่าไหร่หากเทียบกับฝรั่งเศส แต่ทุกๆ แมตช์พวกเขาเล่นออกมาแบบมีคุณภาพ โดย “กระทิงดุ” มีสะดุดแค่นัดแรก รอบแบ่งกลุ่ม ที่เสมอเคปเวิร์ดแบบสุดช็อก 1-1 แต่หลังจากนั้นก็เดินหน้าเก็บชัย 5 นัดรวดโดยไม่ต้องไปลุ้นถึงช่วงต่อเวลาพิเศษ ซึ่งในรอบ 16 ทีมสุดท้าย และ 8 ทีมสุดท้าย ที่ทีมเอาชนะโปรตุเกส กับเบลเยียม ตามลำดับ ก็ได้ มิเกล เมริโน สวมบทซูเปอร์ซับทำประตูชัยช่วงท้ายเกมได้ทั้ง 2 นัด

สภาพความพร้อมของทีมในเกมนี้ ไม่มีปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บหรือติดโทษแบนเช่นกัน คาดว่า 4 แนวรุกจะยังใช้ชุดเดิม ทั้ง ลามีน ยามาล, ดานี ออลโม, อเล็กซ์ บาเอนา และมิเกล โอยาร์ซาบาล ส่วนมิเกล โมริโน รอเป็นตัวโจ๊กเกอร์ครึ่งหลังในช่วงที่ทีมต้องการประตู

ขณะที่แดนกลาง เปดรีจะกลับมายึด 11 คนแรก แทนที่ของ ฟาเบียน รุยซ์ โดยจะจับคู่กับโรดรี ส่วนแนวรับจะใช้ เปโดร ปอร์โร เป็นแบ็กขวา มาร์ก คูคูเรญา ยิงแบ็กซ้าย และคู่เซ็นเตอร์จะเป็น อายเมริก ลาปอร์ต กับเปา คูบาร์ซี และนายทวารยังคงเป็นหน้าที่ของ อูไน ซิมอน เช่นเคย

แม้ฝรั่งเศสจะฟอร์มการเล่นร้อนแรงสุดๆ แต่การเจอกับสเปนถือเป็นคู่แข่งสุดหิน แถม “ตราไก่” ยังมีสถิติที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่เมื่อต้องเจอกับ “กระทิงดุ” โดยทั้งสองทีมเคยดวลแข้งกันมา 38 นัด สเปนชนะ 18 นัด ฝรั่งเศสชนะ 13 นัด เสมอ 7 นัด ส่วนการเจอกัน 5 นัดหลังสุด นับเฉพาะรายการอย่างเป็นทางการ ไม่รวมเกมอุ่นเครื่อง สเปนชนะได้ถึง 3 นัด ฝรั่งเศสชนะ 1 นัด เสมอ 1 นัด ล่าสุดเป็นการดวลกันในรายการยูฟ่า เนชันส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ เมื่อปี 2025 แข่งขันที่สนามกลาง ณ ประเทศเยอรมนี เป็นสเปนที่เฉือนชนะไปแบบสุดมัน 5-4

เกมนี้น่าจะเป็นการเจอกับคู่ต่อกรที่หินที่สุดของฝรั่งเศส ตั้งแต่ลงเล่นในฟุตบอลโลก 2026 เพราะการเจอกับสเปนมักจะสร้างปัญหาให้แก่พวกเขาอยู่เสมอ ดูแล้วคู่นี้อาจไม่จบใน 90 นาที และต้องลุ้นกันไปยาวๆ จนถึงช่วงต่อเวลาพิเศษ หรืออาจต้องหาผู้ชนะด้วยการดวลจุดโทษเลยทีเดียว.  

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง