30วันล้อมคอก/ดับพุ่ง31ศพ

“นายกฯ” นำ ครม.ยืนสงบนิ่งไว้อาลัยเหยื่อไฟไหม้โรงเบียร์ สั่งตรวจสอบสถานบริการทั่ว ปท. เล็งทบทวน กม.-โซนนิงสถานบันเทิงใหม่ให้สอดคล้องปัจจุบัน ลั่นเอาผิดเจ้าของโรงเบียร์ลาดพร้าว แบนห้ามเปิดร้านถาวร  สวนนักข่าวถามให้ลาออกไม่ใช่แค่ยั่วให้มีอารมณ์ “ผู้ว่าฯ กทม.” รับโซนนิงไม่ทันสมัยต้องเปลี่ยนรูปแบบ “ผบ.ตร.” กำชับสอบเหตุไฟไหม้ต้องครบถ้วน “โฆษก ตร.” เผยเหยื่อโรงเบียร์มรณะเสียชีวิตเพิ่มเป็น 31 คน ส่งมอบร่างให้ญาติแล้ว 23 ราย “ผบก.น.2” ฮึ่ม! ฟันข้อหาหนัก  หากพบปิดตายทางหนีไฟ-ดัดแปลงอาคาร “สธ.”  ยันดูแลผู้บาดเจ็บเต็มที่

ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 14 ก.ค.2569 ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำสัปดาห์  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธาน ได้นำ ครม.ยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที เพื่อแสดงความอาลัยต่อผู้เสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้ร้านอาหารโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุม ครม.ว่า นายกฯ   ได้เน้นย้ำว่าเรื่องนี้ไม่สามารถปล่อยผ่านได้  เพราะเป็นเรื่องที่นำไปสู่ความสูญเสียอย่างยิ่ง ทั้งครอบครัวผู้ที่ได้รับผลกระทบ และมีผลต่อเนื่องไปถึงความเชื่อมั่นของประชาชนและภาพลักษณ์ของประเทศด้านมาตรฐานความปลอดภัย แม้ว่าเรื่องนี้เคยเกิดขึ้นในอดีต และมีการเกิดขึ้นอีก ซึ่งเราต้องพยายามเพื่อไม่ให้เกิดขึ้นอีกครั้ง ฉะนั้นการแก้ไขปัญหาจึงไม่ใช่เพียงแค่การแก้ไขเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่จะต้องยกระดับให้เป็นวาระแห่งชาติ รวมถึงเรื่องการร่วมมือการบังคับใช้กฎหมายที่จะต้องทำให้เข้มข้นขึ้น

 “นายกฯ ในฐานะ รมว.มหาดไทย ได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการทำงานร่วมกับกรุงเทพมหานคร องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น กรมโยธาธิการและผังเมือง  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งตรวจสอบอาคารและสถานบริการทั่วประเทศให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน โดยให้ความสำคัญกับการตรวจสอบระบบป้องกันอัคคีภัย ทางหนีไฟ ความจุอาคาร และการปฏิบัติตามกฎหมาย และมาตรฐานด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด และจะต้องรายงานผลการดำเนินงานต่อ ครม.ด้วย” โฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุ

ต่อมานายอนุทินให้สัมภาษณ์กรณีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. เสนอให้ปรับโซนนิงสถานบันเทิงว่า เดี๋ยวหารือ ในส่วนของโซนนิงอยู่กับ กทม.และเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะพยายามให้เขาดูว่าปรับตรงไหนเหมาะสมอย่างไร พอบอกให้เขาปรับเขาก็บอกว่าหากยึดกฎหมายเดิมต้องอยู่ห่างจากโรงเรียน ห่างวัดไม่เกินกี่กิโลเมตร ปรับไปตรงไหนก็ปรับไม่ได้

“เราต้องมาดูว่าจะแก้ไขอย่างไร อาจต้องแก้ไขกฎหมายหรือไม่ แต่ตอนนี้โซนนิงที่ถูกต้องใน กทม.มี 2 ที่ คือบริเวณถนนข้าวสารและอาร์ซีเอ หากว่ากันไปแล้วที่อื่นๆ ต้องทำตามกฎหมาย หากไม่อยู่ในโซนนิงก็เปิดได้ถึง 24.00 น. มีมหรสพไม่ได้ แต่เรื่องมหรสพตนก็เห็นด้วย ยังงงอยู่ว่าใครทำกฎหมายนี้ขึ้นมา ดนตรีเล่นถึง 24.00 น.ต้องเลิก แต่คาราโอเกะเปิดได้ฟังได้ แต่ลุกขึ้นเต้นรำไม่ได้ ผมก็ไม่รู้ตอนที่ออกกฎหมายถึงมีเหตุผลเช่นนี้ อย่างตามร้านอาหารต่างๆ ถ้าแขกลุกขึ้นมาโยกไปโยกมาหากเดินเรื่องกฎหมายจริงจังก็ผิด อย่างนี้ไม่ไหว ยุคสมัยมันเปลี่ยนไป ผมให้คนไปศึกษาอยู่ว่าจะปรับอย่างไร” นายอนุทินกล่าว

ถามว่า แบบนี้ต้องปรับกฎหมายใหม่ทั้งหมดหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า หากมองว่านักดนตรีคืออาชีพอย่างหนึ่ง คนเราหากจะเมาสุรา ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เกี่ยวกับดนตรีหรือไม่ ทำไมต้องไปห้ามนักดนตรี ตนก็เป็นนักดนตรี ก็งงอยู่ว่าทำไมต้องห้ามให้เล่นได้แค่ 24.00 น. เล่นจนปิดร้านไม่ได้ ก็งงอยู่ ก็เถียงเขา เพราะนักดนตรีเล่นเป็นรอบๆ วันหนึ่งถ้าวิ่งได้ 3 รอบ รอบละชั่วโมงครึ่ง รายได้ก็จะได้เพิ่มขึ้น และเขาไม่ได้ขายสุรา ไม่ได้ทำให้คนอยากดื่มสุรา เพราะดนตรีเป็นส่วนประกอบ นี่คือความคิดตน เวลาตนไฟต์ให้ก็ไฟต์ในเรื่องนี้

หนูเล็งแก้ กม.สถานบันเทิง

ซักว่าการแก้กฎหมายต้องทำอย่างไรให้สอดคล้องกับปัจจุบัน นายกฯ กล่าวว่า ต้องดูทุกมิติ สภาพสังคม วัฒนธรรม ประเพณี ตอนนี้เป็นอย่างไร ความเป็นไทยต้องมีอยู่ แต่ทุกคนก็ทำมาหากิน คนที่เป็นศิลปินในปัจจุบันก็ใช้ความสามารถไปสร้างโอกาส เช่น น.ส.รัตติกานต์ อำลอย หรือน้องเนเน่ ที่ไปประกวดดนตรีในรายการ America's Got Talent ก็เป็นศิลปิน ยุคนี้เรารับได้แต่เมื่อก่อนเด็กหญิงอายุ 16 ปีต้องอยู่บ้านเป็นผ้าพับไว้ แต่ตอนนี้ไม่ใช่ต้องปรับ ความสามารถของคนมันมี เขาไม่ได้ไปปล้นใครหรือทำผิดศีลธรรม ไม่ได้ขายยาเสพติด แต่เล่นดนตรีจะไปห้ามได้อย่างไร เมื่อถามว่ารัฐบาลจะจัดระดมความเห็นเพื่อไปแก้ปัญหาตรงนี้หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า มีหน่วยงานที่เขาทำอยู่ก็ต้องทำเสนอตนขึ้นมา

เมื่อถามว่า สื่อต่างประเทศเล่นข่าวไทยไม่เข้มงวดจนมีเหตุซ้ำ นายกฯ กล่าวว่า เกิดเหตุซ้ำซากก็คือคนตั้งใจทำผิดกฎหมาย ใบอนุญาตต้องมีการต่อทุกปี ไม่ใช่ออกแล้วเปิดได้ตลอดชาติเสียเมื่อไหร่ ตนก็ถามตอนตรวจเป็นอย่างไร เขาบอกตอนตรวจครบหมดทุกอย่าง แต่พอเกิดเหตุก็ต้องไปดูว่าครบจริงหรือไม่

วันนี้หากใครยังทำเช่นนี้อยู่ก็เตรียมรอรับได้ ซึ่งนายชัชชาติได้สั่งตรวจสอบแล้ว ทั่วประเทศก็เหมือนกัน ผวจ.ก็ตรวจสอบ หากมีเหตุอย่างนี้ใครจะไปอยู่ได้ไม่มีอะไรมาแก้ตัวแล้ว ทุกคนไปดำเนินการเต็มที่ อย่างกรณีนี้ต้องดำเนินคดีเจ้าของถึงที่สุด ผมสั่งการไม่ได้ แต่มอบนโยบายได้  ถ้าผมสั่งได้ก็ต้องลงไปตรวจทุกที่ด้วยตัวเองทั้งหมด กรณีนี้ประตูหนีไฟทำไมมีกลอนล็อกสองชั้นก็ตอบว่ากลัวลูกค้ากินฟรีแล้วหนี แบบนี้ฟังได้ที่ไหน มันฟังไม่ได้ คนที่ทำอย่างนี้ก็ต้องดำเนินคดีคือเจ้าของ ผู้จัดการ ผู้ประกอบกิจการ ใบอนุญาตไม่ต้องพูด ร้านนี้เปิดไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ต้องทำอาชีพอื่นแล้ว เพราะใบอนุญาตถูกยึดไม่มีต่อแน่นอน สถานที่นี้จะไม่ให้ทำเป็นสถานบันเทิงอีกแล้ว” นายกฯ กล่าว

พอถามว่า ในฐานะ รมว.มหาดไทย มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากเช่นนี้ต้องลาออกหรือไม่ นายอนุทินหัวเราะพร้อมกล่าวว่า “คำถามต่อไป คำถามที่ไม่มีเหตุมีผล ตั้งขึ้นมาเพื่อทำให้เกิดอารมณ์เกิดอะไรไม่ควรถาม ต้องเป็นมืออาชีพเหมือนกันนะน้อง หลายครั้งแล้ว”

ทั้งนี้ ในช่วงเช้าหลังประชุมหัวหน้าหน่วยงานกรุงเทพมหานคร ที่ศาลาว่าการ กทม. นายชัชชาติให้สัมภาษณ์ถึงการปรับโซนนิงสถานบันเทิงในพื้นที่กรุงเทพฯ ว่า รูปแบบโซนนิงอาจจะไม่ทันสมัย เพราะปัจจุบันกำหนดไว้เพียง 3 โซน ได้แก่ RCA รัชดาภิเษก และสีลม คงต้องหารือกับกระทรวงมหาดไทยเรื่องการปรับโซนนิง หรือการเปลี่ยนรูปแบบ อาจจะไม่มีโซนนิงแล้วเปลี่ยนเป็นสถานบริการ เพื่อให้เกิดความเข้มข้นในการบังคับใช้กฎหมาย

ถามว่า อำนาจในมือของผู้ว่าฯ กทม.ไม่สามารถจัดการสถานประกอบการนอกพื้นที่โซนนิงได้ใช่หรือไม่ ผู้ว่าฯ กทม.กล่าวว่า เราต้องหาอำนาจอื่นที่เกี่ยวข้อง ได้สั่งการให้ รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. ไปควานหามาให้ได้ เชื่อว่าจะมีสิ่งที่เราบังคับใช้ได้ หากพบกระทำผิดกฎหมายหรือมีความเสี่ยงจะต้องสั่งปิด

“ตอนที่พบนายกฯ ไม่ได้หารือในรายละเอียด แต่ได้เรียนว่าเรื่องนี้มีมานานแล้ว ท่านก็หารือกับทีมงาน คงจะมีข้อศึกษาอยู่เหมือนกัน ต้องหารือร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง เพราะยังไม่ได้ข้อสรุป แต่มีการหารือเชิงวาจาแล้ว สามารถริเริ่มจากกระทรวงมหาดไทยได้เลย” ผู้ว่าฯ กทม.ระบุ

ขณะที่ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า จากการตรวจสอบโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว พบขอจดทะเบียนเป็นร้านอาหาร แต่จัดกิจกรรมคล้ายสถานบริการ มีดนตรี มีการจำหน่ายสุรา และมีการเต้นรำ ถือว่าเข้าข่ายมีความผิด

“ช่องโหว่เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการเลี่ยงกฎหมาย ฉะนั้นหน้าที่ของเรา ถ้าหากพบความผิดปกติ รวมถึงประชาชนก็มีส่วนสำคัญ หากพบคนกระทำผิดกฎหมาย สามารถแจ้งมาที่กระทรวงมหาดไทยได้ ภาครัฐจะได้เข้าไปดำเนินการผู้ที่ฝ่าฝืนและทำผิดกฎหมาย” ปลัด มท.ระบุ

ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 30 ศพ

ส่วน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. กล่าวถึงการสอบสวนคดีเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ว่าในเรื่องประตูทางออกถูกปิดล็อกยังไม่มีความชัดเจน อยู่ระหว่างการสอบสวน เบื้องต้นได้ให้มีการสอบสวนผู้ประกอบการและหุ้นส่วน ประกอบหากเจ้าของร้านเสียชีวิต กฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจนว่า หากมีการแจ้งข้อกล่าวหากระทำการโดยประมาท จะเป็นเรื่องของการสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง ตามที่บทบัญญัติกฎหมายระบุไว้ แต่ความรับผิดที่เกิดขึ้นทางแพ่ง  หุ้นส่วนหรือผู้จดทะเบียนร่วม พ่อครัวแม่ครัว ลูกจ้างพนักงาน ผู้จัดการร้าน รวมถึงพนักงานรักษาความปลอดภัย ทั้งหมดเป็นใครอย่างไร ได้มีแบ่งกลุ่มเพื่อสอบสวนแล้วว่าข้อเท็จจริงเกิดอะไรขึ้น และรอการรายงานพิสูจน์หลักฐานในอนาคต

 “ไม่ได้ตั้งกรอบระยะเวลาในการสืบสวนและแจ้งข้อกล่าวหา แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สร้างความเสียใจอย่างยิ่ง หากจำกันได้ เคยเกิดเหตุในลักษณะเดียวกันที่ซานติก้าผับและเมาน์เทนบี  ดังนั้นได้พูดไปแล้วว่าไม่ควรเป็นอุทาหรณ์แล้ว  แต่ต้องเข้มงวดกวดขันในการตรวจสอบ  หากไปกำหนดกรอบให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาก็จะเร่งรีบตามคำสั่ง อยากให้ทำงานรัดกุมและรอบคอบ” ผบ.ตร.กล่าว

ที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ  พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงความคืบหน้าการชันสูตรพลิกศพและการส่งมอบร่างผู้เสียชีวิตเหยื่อเพลิงไหม้ร้านโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ว่าขณะนี้สถาบันนิติเวชวิทยาได้รับร่างผู้เสียชีวิตมาตรวจพิสูจน์รวมทั้งสิ้น 30 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขยืนยันอย่างเป็นทางการในเวลานี้ เบื้องต้นสามารถยืนยันเอกลักษณ์บุคคลได้แล้วจำนวน 28 ราย และยังอยู่ระหว่างพิสูจน์อีก 2 ราย ที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการพิสูจน์และเร่งติดตามญาติมาดำเนินการ

“การส่งมอบร่างจากจำนวน 28 รายที่ยืนยันตัวตนได้ มีญาติเดินทางเข้ามาติดต่อและรับศพกลับไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาแล้วทั้งหมด 23 ราย ส่วนรายที่เหลือยังต้องตรวจสอบรายละเอียดข้อกฎหมายและขั้นตอนการส่งมอบอีกครั้ง” โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าว

ด้าน พล.ต.ต.เกียรติกุล สนธิเณร ผบก.น.2  ได้เรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวน เพื่อสรุปแนวทางคดีและการสอบปากคำพยานผู้เกี่ยวข้อง โดยแบ่งเป็น 6 กลุ่ม เพื่อสอบปากคำ ประกอบด้วย 1.กลุ่มเจ้าของผู้ประกอบการ เพื่อตรวจสอบสิทธิการครอบครอง สัญญาเช่า และการกระจายอำนาจการบริหารจัดการ, 2.กลุ่มพนักงานในร้าน ได้แก่ นักดนตรี พนักงานเสิร์ฟ แคชเชียร์ และทีมรักษาความปลอดภัย (การ์ด) ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ช่วงเริ่มต้น, 3.กลุ่มญาติผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ รวมถึงผู้ประสบภัยที่หนีรอดชีวิตออกมาได้ เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับบรรยากาศภายในขณะเกิดเหตุ, 4.กลุ่มหน่วยพิสูจน์หลักฐานและแพทย์นิติเวช  เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) และแพทย์ชันสูตร เพื่อระบุสาเหตุการตายเชิงวิทยาศาสตร์, 5.กลุ่มเจ้าหน้าที่กู้ภัยและระงับเหตุ อาสาสมัครกู้ภัยและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่บุกเข้าไปช่วยเหลือผู้ติดค้างด้านในเป็นกลุ่มแรก และ 6.กลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐและหน่วยงานส่วนท้องถิ่น เช่น สำนักงานเขตจตุจักร และสำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เพื่อตรวจสอบความถูกต้องด้านกฎหมายและระบบสาธารณูปโภค

 “เจ้าหน้าที่ได้สอบปากคำพยานไปแล้วจำนวน 34 ปาก ซึ่งคำให้การของกลุ่มพนักงานและลูกค้าที่รอดชีวิต พบข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างมากต่อการกำหนดทิศทางคดี” ผบก.น.2 กล่าว

มีรายงานว่า จากการตรวจสอบผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บล่าสุด มีผู้เสียชีวิตรวม 30 ราย ผู้บาดเจ็บ 76 ราย

สธ.ยันดูแลเหยื่อไฟไหม้เต็มที่

ที่ สน.พหลโยธิน นายนิธิรุจน์ เชติยาธีรนันท์ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากร้านอาหารโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เดินทางมาลงบันทึกประจำไว้เป็นหลักฐาน พร้อมระบุว่า ขณะนี้ทางร้านให้ความสำคัญกับการเยียวยาผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บเป็นอันดับแรก โดยเบื้องต้นได้มอบเงินช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตรายละ 10,000 บาท ซึ่งเป็นเพียงการช่วยเหลือเบื้องต้นเท่านั้น เพราะยังมีค่าใช้จ่ายและการเยียวยาในด้านอื่นที่จะต้องหารือกันต่อไป ส่วนผู้บาดเจ็บนั้น ทางร้านมีแผนจะให้การเยียวยาเช่นกัน แต่ยังอยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียด เนื่องจากต้องเร่งดำเนินการในส่วนของผู้เสียชีวิตก่อน

 “เงินช่วยเหลือทั้งหมดในขณะนี้เป็นเงินของทางร้าน ไม่ใช่เงินจากบริษัทประกันภัย เนื่องจากบริษัทประกันยังไม่ได้เข้าประเมินความเสียหายของทรัพย์สิน จึงยังไม่สามารถทราบวงเงินค่าสินไหมได้ ส่วนการเยียวยาผู้บาดเจ็บในระยะยาว รวมถึงผู้ที่อาจได้รับผลกระทบในอนาคต ยังต้องหารือร่วมกันอีกครั้ง ยืนยันทางร้านพร้อมทำสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่สามารถทำได้ และหากสามารถช่วยเหลือเพิ่มเติมก็ยินดีดำเนินการ” ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากร้านโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าวระบุ

มีรายงานว่า ชุดสืบสวน สน.พหลโยธินได้นำวัตถุพยานสำคัญ คือเซิร์ฟเวอร์ไฟล์กล้องวงจรปิดที่บรรจุอยู่ในถุงของกองพิสูจน์หลักฐานเป็นอย่างดีเข้ามามอบให้กับพนักงานสอบสวน หลังกองพิสูจน์หลักฐานสามารถกู้ไฟล์ภาพกล้องวงจรปิดภายในร้านวันเกิดเหตุได้แล้ว เพื่อนำมาประกอบสำนวนคดีด้วย

ขณะที่ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงการดูแลผู้ได้รับบาดเจ็บว่า ขณะนี้ทีมแพทย์ดูแลอย่างเต็มศักยภาพ และผู้บาดเจ็บคนอื่นก็กระจายอยู่ตามโรงพยาบาล ซึ่งภายใน 72 ชั่วโมงแรกยังมีสิทธิ์รักษาตามนโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิ์ทุกที่ หรือ UCEP ส่วนหลังจาก 72 ชั่วโมงแล้ว สธ.ได้ร่วมกับกรมการแพทย์และกรุงเทพมหานคร เพื่อประเมินร่วมกับโรงพยาบาลเอกชนที่คนไข้อยู่  กระทรวง เพื่อประเมินว่าเตียงของกระทรวงสาธารณสุขมีเพียงพอหรือไม่ ซึ่งตอนนี้ได้รับการยืนยันว่า หากมีการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากอีกโรงพยาบาลหนึ่งไปยังโรงพยาบาลหนึ่ง เตียงและผู้เชี่ยวชาญนั้นก็มีเพียงพอ

“ญาติจะสบายใจได้ถ้าครบ 72 ชั่วโมงแล้ว แพทย์เจ้าของไข้จะดูแลอย่างใกล้ชิด และยังไม่ต้องย้ายโรงพยาบาล ต้องเอาความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นหลัก นอกจากนี้มีทีมของกรมสุขภาพจิตที่จะเข้าไปดูแลผู้ป่วย และผู้ประสบเหตุที่อยู่ในเคสสีเหลืองและสีเขียว มีทีมบริการของกรมอนามัยเข้าไปดูแลในพื้นที่ว่ามีบุคคลที่ได้รับสูดดมควันไฟ ยังมีอาการในช่องอกหรือทางเดินหายใจอย่างไรหรือไม่ และยังย้ำว่ามีการจัดทีมดูแลผู้ป่วยทุกส่วน” รมว.สธ.ระบุ

วันเดียวกัน ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เข้ายื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยว่า ผู้ว่าฯ กทม., ผอ.เขตจตุจักร และ ผกก.สถานีตำรวจพหลโยธิน ละเลยต่อหน้าที่หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย กรณีอนุญาตให้มีสถานบริการเปิดดำเนินการได้ในซอยลาดพร้าว  1 เขตจตุจักร นอกพื้นที่โซนนิง อันอาจขัดต่อ พ.ร.บ.สถานบริหาร 2509 หรือไม่

 “แม้กรุงเทพมหานครจะพยายามตีความว่าเป็นร้านอาหารที่มีการแสดงดนตรี ไม่ใช่สถานบริการตามกฎหมาย ก็อาจถือได้ว่าเป็นการทุจริตต่อหน้าที่หรือเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับสถานบริการในลักษณะดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน จะนำความมาร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด” นายศรีสุวรรณกล่าว

เมื่อเวลา 18.30 น. สารวัตรเวร พ.ต.ท.สนธิชัย ร้อยเวร ร.ต.อ.นิพนธ์ รับแจ้งจากโรงพยาบาลเปาโล เกษตร ว่า ตอนนี้มีผู้เสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้ รักษาตัวอยู่ในห้อง ICU เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 ราย.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายกฯ ฟาด รมต. ตั้งคณะทำงาน 20-30 คน 'บ้าไปแล้ว' ปม 'ดร.วิน' ถูกจับโกงสอบท้องถิ่น

นายกฯ รับทราบจับ 3 ผู้ต้องหาคดีโกงสอบท้องถิ่น รอตำรวจสอบสวนดำเนินคดี ลั่น ฟันไม่เลี้ยงแม้เป็น ‘แกนนำภูมิใจไทย’โดนหมด สั่ง สแกนเข้มทีมงานรัฐมนตรี หลังพบฉาวเยอะ บอกเลิกตั้งที่ปรึกษา-คณะทำงานจนล้น 20-30 คนบ้าไปแล้ว ตั้งแบบนี้ไม่ต้องเป็น -​ บุญคุณในอดีตกองไว้ตรงนั้น ไม่ใช่อยากตั้งใครก็ตั้ง

‘ฝรั่งเศส’เจอด่านสุดหิน วัดคม‘สเปน’รอบตัดเชือก

ศึกฟุตบอลโลก 2026 เดินทางมาถึงรอบตัดเชือกเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งหากมองตามหน้าเสื่อ 4 ทีมที่ผ่านเข้ารอบมานั้นอยู่ในแรงกิง 1-4 ของโลกทั้งหมด