เคาะเกณฑ์ใหม่บัตรคนจน

ครม.ไฟเขียวปรับเกณฑ์ "บัตรคนจน" ยกเลิกเงื่อนไขลดหย่อนภาษีบิดามารดา-หนี้เกษตร "บอร์ดประชารัฐฯ" เดินเครื่องประชุม 16 ก.ค.นี้ ลุยคัดกรอง 18.8 ล้านคน สรุปตัวเลขผู้ได้รับสิทธิรอบสุดท้าย ก่อนประกาศ 17 ก.ค. "ศุภจี" แจงดรามาข้าวแกง 40 บาท แค่แนวคิดช่วยลดค่าครองชีพ พร้อมทบทวนหาจุดเหมาะสม

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมติเห็นชอบไม่นำเกณฑ์เรื่องผู้มีเงินได้ใช้สิทธิหักลดหย่อนสำหรับกรณีอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา และไม่นำหนี้สินของภาคเกษตรมาคำนวณรวมในเกณฑ์หนี้สินรวมต้องไม่เกิน 1 แสนบาท มาใช้ในการคัดกรองผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ขณะเดียวกัน  ครม.เห็นชอบนำกลุ่มเปราะบางและตกหล่นที่กระทรวงมหาดไทยลงพื้นที่สำรวจทั่วประเทศพบกว่า 5.4 ล้านคน  เข้ามาสู่กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติและคัดกรองเพื่อรับสิทธิในโครงการด้วย

 “หัวใจสำคัญของโครงการสวัสดิการรัฐครั้งนี้คือการให้ความช่วยเหลือสำหรับกลุ่มที่เปราะบาง เป็นคนจนจริงๆ จนที่สุด กลุ่มนี้รัฐบาลพร้อมเข้าไปให้ความช่วยเหลือเพื่อให้เขาได้มีโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการจากภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ” นายเอกนิติระบุ

สำหรับกระบวนการหลังจากนี้ คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม จะมีการประชุมอีกครั้งในวันที่ 16 ก.ค.2569 โดยจะมีการนำเกณฑ์การคัดกรองต่างๆ ที่ผ่านความเห็นชอบจาก ครม. มาเข้าสู่กระบวนการคัดกรองคุณสมบัติผู้ที่จะได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และจะเห็นความชัดเจนของตัวเลขผู้ที่ได้รับสิทธิในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 ว่าจะเป็นเท่าไหร่

อย่างไรก็ดี โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ที่เปิดให้ลงทะเบียนและยืนยันสิทธิเมื่อวันที่ 4-21 มิ.ย.2569 พบว่ามีผู้ถือบัตรรายเดิมมาลงทะเบียนยืนยันสิทธิ 12.7 ล้านราย จากเดิม 13.18 ล้านราย และเป็นกลุ่มที่อยู่ในรายชื่อของกระทรวงมหาดไทยอยู่แล้ว 1.04 ล้านราย รวมถึงกลุ่มเปราะบาง ตกหล่นที่กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ลงพื้นที่สำรวจ ประมาณ 5.4 ล้านราย

ด้านนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขั้นตอนการดำเนินงานหลังจากนี้ คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการฯ จะประชุมสรุปผลก่อนจะประกาศสิทธิให้ประชาชนทราบอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 17 ก.ค.2569 ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ผ่านช่องทางที่กำหนด 4 ช่องทางหลักคือ ทางเว็บไซต์โครงการเว็บไซต์ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th (หรือ https://welfare.mof.go.th) แอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ และธนาคารของรัฐทั้ง 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร,  ธนาคารอาคารสงเคราะห์, ธนาคารอิสลาม และธนาคารกรุงไทย

นายวินิจกล่าวว่า กลุ่มประชาชนเดิมที่ได้รับสิทธิอยู่แล้วจะได้รับสวัสดิการต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.2569 ส่วนกลุ่มผู้ได้รับสิทธิรายใหม่จะเริ่มได้รับสวัสดิการในวันที่ 1 ต.ค.2569 สำหรับผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์จะมีการแจ้งรายละเอียดสาเหตุที่ไม่ได้รับสิทธิพร้อมเบอร์โทรศัพท์ติดต่อของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาชนสามารถดำเนินการยื่นคำขอทบทวนสิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 17-31 ก.ค.นี้ และจะมีการประกาศผลการทบทวนสิทธิอีกครั้งในลำดับถัดไป

 “ยอดรวมผู้ลงทะเบียนและจะเข้าสู่ระบบการพิจารณาทั้งหมดในขณะนี้ คาดว่าจะมีจำนวนประมาณ 18.8 ล้านราย ครอบคลุมทั้งกลุ่มเดิมและกลุ่มเปราะบางที่สำรวจพบเพิ่มเติม   โดยกระทรวงการคลังยืนยันว่าการบริหารจัดการงบประมาณจะเป็นเรื่องที่ดำเนินการตามมาหลังจากคัดกรองผู้เดือดร้อนที่แท้จริงเสร็จสิ้นแล้ว  โดยรัฐบาลจะไม่ยึดเอากรอบงบประมาณที่ตั้งไว้เดิมเป็นตัวตั้ง หากพบว่ามีประชาชนที่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติจำนวนมากกว่าที่คาดการณ์ไว้”  โฆษกกระทรวงการคลังระบุ

สำหรับการดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นมิติใหม่ของการลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐ ที่เน้นการค้นหาผู้ตกหล่นอย่างแท้จริง แทนการปล่อยให้ประชาชนดำเนินการด้วยตนเองเพียงฝ่ายเดียว  ซึ่งจะช่วยปิดช่องว่างและทำให้รัฐบาลสามารถจัดสรรทรัพยากรเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ลำบากที่สุดในสังคมได้อย่างทั่วถึง

วันเดียวกัน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงถึงประเด็นดรามาแนวคิดข้าวแกงราคา 40 บาทว่า กระทรวงพาณิชย์มีแนวคิดต้องการอยากจะช่วยประชาชนในช่วงสถานการณ์วิกฤต สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์สามารถดูแลได้คือวัตถุดิบ ซึ่งได้ดำเนินการผ่านโครงการไทยช่วยไทยตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. พยายามควบคุมเรื่องวัตถุดิบ สินค้าราคาพิเศษผ่านโครงการไทยช่วยไทยต่อเนื่อง ขณะที่กรมการค้าภายในจะไปดูเรื่องการลดต้นทุนวัตถุดิบ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จึงมาดูว่าควรจะหาโครงการอะไรเพิ่มเติมมาช่วยลดภาระประชาชน ดังนั้นจึงไปดูว่าในการลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่มีการลงทะเบียนร้านค้ากว่า 2 แสนร้านค้า ถ้านำร้านค้ามาทำข้าวแกงราคาประหยัด โดยที่รัฐสนับสนุนการลดต้นทุนอื่นๆ ที่ไม่สามารถควบคุมได้โดยตรง เพื่อเป็นเมนูทางเลือกให้กับคนที่มีรายได้ไม่มากนัก สามารถเข้าถึงได้ราคา 40 บาท

"ซึ่งเป็นราคาที่คุยกันวันนั้น แต่ไม่ใช่ราคาสุดท้าย ได้ราคาเหมาะสมระดับหนึ่ง แต่เมื่อสื่อนำเสนอข่าวออกไป มีคำแนะนำมีทั้งคนที่เห็นด้วยและคนที่ไม่เห็นด้วย ก็ไม่เป็นไร ก็คงจะนำเรื่องนี้มาทบทวนและดูอีกทีว่าจะหาจุดเหมาะสมตรงไหน วันนี้ไม่ได้มีวาระจะนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม.  พร้อมย้ำว่าเมื่อมีความคิดเห็นแตกต่างต้องขอรับฟัง ว่าสุดท้ายแล้วจะได้ข้อสรุปอย่างไร ย้ำว่าเป็นเพียงแนวคิด" นางศุภจีระบุ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง