ศาลอาญายกฟ้อง “อดีตเด็กลุงป้อม" กับเเม่-บอสพอล คดีฟอกเงินดิไอคอน ชี้หลักฐานโจทก์ไม่พอรับฟังเอาผิดได้ “สามารถ” เดือดหลังศาลยกฟ้องคดี ซัด DSI กลั่นแกล้ง ถามที่แม่โอนเงินให้ลูกมันผิดไหม ข้องใจคดีไม่มีอัยการร่วมสอบสวน
วันที่ 25 กันยายน 2569 ที่ห้องพิจารณา 913 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีร่วมกันฟอกเงิน หมายเลขดำ ฟ 6/2568 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ฟ้อง นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย และอดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ, นางวิลาวัลย์ พุทธสัมฤทธิ์ มารดานายสามารถ และนายวรัตน์พล วรัทย์วรกุล หรือบอสพอล อดีตประธานบริหารบริษัท ดิไอคอน กรุ๊ป จำกัด และบริษัท ดิไอคอน กรุ๊ป จำกัด ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-4 ตามลำดับ ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงินของบริษัท ดิไอคอน กรุ๊ปฯ จำนวน 2.5 ล้านบาท
เวลา 08.30 น. นายสามารถเดินทางมาศาล ให้สัมภาษณ์ว่า มาฟังคำพิพากษาในคดีฟอกเงิน ซึ่งก่อนที่ตนจะเดินทางมาที่ศาล ก็ได้โพสต์รายละเอียดข้อความไว้ที่เฟซบุ๊กชื่อว่า "สามารถ เจนชัยจิตรวนิช" ส่วนตัวแล้ว ขอให้สื่อมวลชนเข้าไปดูเพื่อให้ความเป็นธรรมกับตน วันนี้ฝนตกตลอดทั้งวัน เชื่อว่า "ฟ้าหลังฝนจะสวยงามเสมอ" หลังจากฟังคำพิพากษาเสร็จสิ้น เดี๋ยวตนจะมาให้สัมภาษณ์ชี้แจงรายละเอียดอีกครั้ง
ต่อมา เวลา 08.45 น. นางวิลาวัลย์ มารดา ได้เดินทางมาถึงศาลพร้อมกับกระเช้าผลไม้ มาบนบานศาลกล่าวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในศาลอาญารัชดาฯ ก่อนขึ้นฟังคำพิพากษา ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนก่อนขึ้นไปฟังคำพิพากษาว่า วันนี้ไม่มีความกังวลอะไรเลย เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม จึงได้มีการเตรียมของมาไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยนำผลไม้ 5 อย่างมากราบไหว้ จึงอยากขอความเมตตาจากทุกคน ความดีก็คือความดี ซึ่งตนนั้นไม่ได้ทำอะไรผิด เชื่อว่าตัวเองนั้นบริสุทธิ์ 100% ยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน ขอให้ทุกคนเป็นกำลังใจให้ตัวเอง เพราะตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมานั้น เจอแต่ปัญหา ทำได้แต่อดทนอดกลั้นสู้ชีวิตมาตลอด อะไรที่ผ่านมาได้ก็ขอให้ผ่านไป แต่ก็ยังมีข้อดีคือตนได้ไปออกรายการโหนกระแส ต้องขอบคุณ "หนุ่ม กรรชัย" และ "ทนายแก้ว" ที่ทำให้คุณแม่เป็นหมอดูดวงให้กับลูกศิษย์แก้ไขปัญหาชีวิตให้ วันนี้ตนมั่นใจว่ายังไงก็เป็นผู้บริสุทธิ์
ขณะที่ นายวรัตน์พล หรือบอสพอลนั้น เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ได้คุมตัวมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เพื่อฟังคำพิพากษาในคดีฟอกเงินในวันนี้
ศาลพิเคราะห์แล้ว การนำสืบของโจทก์รับฟังได้เพียงว่าหลังเกิดคดีดิไอคอน จะมีมูลค่าความเสียหายหลายร้อยล้าน พนักงานสอบสวนดีเอสไอผู้รับผิดชอบคดี ได้ตรวจพบความเชื่อมโยงระหว่างจำเลยที่ 1-3 และคนรักของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยทั้งหมดรับโอนและโอนเงินด้วยบัญชีของตนเองทั้งสิ้น ไม่มีการใช้บัญชีของผู้อื่น การนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าเป็นเงินที่มาจากการกระทำความผิด และไม่มีการปกปิดแหล่งที่มา หรือซุกซ่อน หรือช่วยเหลือผู้อื่น ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าได้มาจากการกระทำความผิดใด หรือรู้อยู่แล้วว่าเงินได้รับมาจากการกระทำความผิด พยานหลักฐานของโจทก์ไม่เพียงพอรับฟัง กรณีนี้ไม่จำเป็นจะต้องวินิจฉัย พิพากษายกฟ้อง
ภายหลังศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้อง
น.ส.สุภัทรพร โตรักษา ทนายความของนายวรัตน์พล ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ศาลพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 4 เนื่องจากเห็นว่าจำเลยไม่ได้มีการกระทำความผิดใดๆ ตามที่กล่าวอ้างตามฟ้อง ตนและทีมทนายความก็ขอบคุณความยุติธรรมที่ศาลให้ในวันนี้ โดยเบื้องต้นได้คุยกับนายวรัตน์พลแล้ว โดยมีภาวะเรื่องความเครียดตั้งแต่เข้าเรือนจำอยู่แล้ว แต่ภายหลังจากผลคำพิพากษาออก เจ้าตัวก็ได้มีการขอบคุณทีมทนายความ
เมื่อถามว่า คดีหลักอย่างดิไอคอน ความคืบหน้าไปถึงไหนบ้าง น.ส.สุภัทรพรกล่าวว่า ตอนนี้ส่วนของคดีหลักอยู่ระหว่างการสืบพยานโจทก์ จากดูตารางใบนัดคาดว่าจะมีการสืบพยานทั้งโจทก์และจำเลยเสร็จสิ้นภายในปลายปี 2570 ก่อนจะนัดฟังคำพากษาต่อไป ส่วนเรื่องการยื่นขอปล่อยชั่วคราว เบื้องต้นเรามีการพูดคุยกันอยู่ เพราะตอนนี้จำเลยทุกคนเข้าไปอยู่ในเรือนจำเป็นปีที่ 2 แล้ว ไม่มีใครได้รับการปล่อยชั่วคราว ทรัพย์สินยังถูกอายัดไว้ ส่วนหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล
น.ส.สุภัทรพรกล่าวอีกว่า ด้านทนายความไม่ได้มีความกังวลในการทำหน้าที่ เพราะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ และนำสืบพยานที่มีการสืบในชั้นศาล ส่วนผลคดีต่างๆ ก็ต้องเป็นไปตามพยานหลักฐาน
ด้านนายสามารถ ให้สัมภาษณ์ด้วยน้ำเสียงดุดันว่า ในคดีร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับบริษัท ดิไอคอน กรุ๊ปฯ จำนวน 2.5 ล้านบาท ขอบคุณผู้พิพากษาที่ให้ความยุติธรรม พร้อมระบุว่าตลอดระยะเวลาที่ถูกกล่าวหาในคดีนี้ ไม่เคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน และยืนยันมาโดยตลอดว่าคลิปเสียงที่กล่าวหาว่าเป็นนักการเมือง “ส.เสือ” ไม่ใช่เสียงของตัวเอง โดยศาลมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยในคดีดังกล่าว
เขากล่าวถึงหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญ โดยเห็นว่าหน่วยงานของรัฐ รวมถึงดีเอสไอ ควรอยู่ภายใต้หลักนิติธรรมเช่นเดียวกัน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการดำเนินคดีของตัวเองเมื่อเปรียบเทียบกับคดีอื่น โดยยกกรณีของนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน และคดีที่เกี่ยวข้องกับดารา “ฟ” ซึ่งนายสามารถระบุว่า มีประเด็นเกี่ยวกับเส้นทางการเงินเป็นพันล้าน แต่ไม่ถูกออกหมายจับ ไม่ถูกฝากขัง และให้ประกันตัวในชั้นสอบสวนโดยไม่ต้องใช้หลักประกัน
"ในเรื่องของเส้นทางการเงินจึงตั้งคำถามว่า การที่แม่โอนเงินให้ลูกมันผิดไหม เพราะเส้นเงินของแม่มีมาก่อนทำดิไอคอน หากการโอนเงินให้ลูกมันผิดจริง ทำไมบุคคลอื่นถึงไม่มีความผิด แต่ทำไมในกรณีของผมถึงถูกออกหมายจับและถูกฝากขัง คัดค้านประกันตัว โดยอ้างว่าในคำร้องขอฝากขังครั้งแรกมีการระบุว่าผมเป็นผู้มีอิทธิพล รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่จำนวนมาก และเกรงว่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน พร้อมตั้งคำถามว่า หากเข้าข่ายผู้มีอิทธิพลตามกฎหมายสอบสวนคดีพิเศษ เหตุใดคดีของผมจึงไม่มีอัยการเข้าร่วมสอบสวน ขณะที่คดีอื่นที่ยกตัวอย่างมีอัยการเข้าร่วมสอบสวน"
นายสามารถกล่าวอีกว่า ขณะถูกคุมขังในเรือนจำ และต้องนั่งรถควบคุมผู้ต้องขังมาศาล ตนทรมานมาก จึงขอสืบพยานลับหลัง เพราะมั่นใจว่าคดีนี้ตนไม่ผิด และตอนที่ตนอยู่ในเรือนจำการหาพยานหลักฐานเพื่อต่อสู้คดีเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะคดีฟอกเงิน ที่ต้องพิสูจน์เส้นทางการเงินและเจตนา พร้อมเปรียบเทียบว่าตนเหมือนถูกผูกมือผูกเท้าในการต่อสู้กับหน่วยงานรัฐ เนื่องจากหน่วยงานมีอำนาจตามกฎหมายในการเข้าถึงข้อมูล
ส่วนกรณีจะเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือไม่นั้น นายสามารถกล่าวว่า ขอให้สื่อมวลชนและประชาชนพิจารณาอย่างยุติธรรม พร้อมยกหลักความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญ โดยเห็นว่าทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ชาวบ้าน รัฐมนตรี หรือบุคคลทั่วไป และไม่ควรมีการเลือกปฏิบัติ แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่ได้โกรธใครเลย แต่ต้องขอบคุณที่ทำให้ได้เรียนรู้อีกมิติจากที่เป็นผู้บริหารได้มาเป็นนักโทษ
เมื่อถามว่าจะมีการฟ้องร้องใครหรือไม่ นายสามารถกล่าวว่า "เรื่องนี้ไม่รู้ ต้องดูข้อเท็จจริงก่อน หากเกี่ยวข้อง 10 คน อาจจะฟ้องแค่ 2 คนเกี่ยวข้อง 10 คนก็อาจจะเอาทั้ง 10 เลยก็ได้ มันอยู่ที่สิทธิ์ของผม"
นายสามารถยังกล่าวถึงคดีหลักของบริษัท ดิไอคอน กรุ๊ปฯ ว่า ไม่เกี่ยวข้องกับตน และเป็นหน้าที่ของผู้ที่อยู่ในคดีต้องต่อสู้ตามกระบวนการ โดยส่วนตัวจะเดินหน้าตรวจสอบการดำเนินการของหน่วยงานรัฐว่าปฏิบัติตามกฎหมายหรือไม่ หากพบว่าเป็นการกลั่นแกล้งหรือเลือกปฏิบัติ จะใช้กฎหมายดำเนินการ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
นายกฯโชว์สปีช ที่ประชุม‘ยูเอ็น’ ก่อนไป‘อังกฤษ’
นายกฯ กล่าวถ้อยแถลงประชุมยูเอ็น ย้ำจุดยืน “ปฏิรูปสหประชาชาติ” เพิ่มเสียงที่เท่าเทียมของนานาชาติ
ศาลปกครองยกฟ้องคดี ‘สรณ’ดิ้นต่อจ่ออุทธรณ์
ศาลปกครองกลางยกฟ้องคดี “นพ.สรณ” ฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช.
ขู่กกต.ซํ้ารอยยุควาสนา
“เท้ง” ยื่น ป.ป.ช.ไต่สวนคดีฮั้ว สว. “ไอติม” แฉมีช้าง 3 ตัว "สนธิ-คปท." จี้ กกต.ทบทวนมติ ขู่เชือด ม.157
เฝ้าระวัง24ชั่วโมง! ‘อนุทิน’เกาะติดฝนถล่ม ขันนอตรมต.บูรณาการ
“กรมอุตุฯ” เตือนทั่ว ปท.รับมือฝนตกหนักถึง 27 ก.ย. “ปภ.” เผย 12 จังหวัดภาคเหนือ-อีสาน-กลาง-ตะวันออก
นายกฯจ่อสปีชเวทียูเอ็น ปลุกโลกยึดมั่นในกติกา
นายกฯ จับมือ Google พัฒนามาตรฐานดาต้าเซ็นเตอร์เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม
รัฐบาลส่อปอดแหก หนูกับพวกหนีแจงกมธ.ปมโกงข้อสอบ-รมต.เบี้ยวตอบกระทู้
กมธ.กฎหมาย สภาฯ มีมติใช้อำนาจเรียก "อนุทิน-นฤชา-อธิการบดี มศว” แจงปมโกงสอบท้องถิ่น 8 ต.ค. “รังสิมันต์”

