ชี้แบรนด์เนมบุ๋มเก๊!ต้องเผา

ราชทัณฑ์แจงคุมตัว “บุ๋ม-ก๊อต" เข้าทัณฑสถานหญิงกลางและเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ   ปฏิบัติตามมาตรฐานแรกรับ ดูแลสุขภาวะอย่างเท่าเทียม เผยนอนคุกคืนแรกทั้งคู่ปรับตัวได้ มีกังวลเป็นห่วงลูกกับแม่ที่อยู่ข้างนอก "ปปง." ชี้ปมกระเป๋าแบรนด์เนม หากพบเป็นของปลอมจะกลายเป็นทรัพย์นอกพาณิชย์ ต้องนำไปเผาทำลาย เผยเร่งสอบเส้นทางการเงินคนใกล้ชิด คนขอนแก่นอกหักเลิกใส่เสื้อมูลนิธิฯ ปูให้แมวนอนแทน

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน กรมราชทัณฑ์ชี้แจงว่า  ตามที่ทัณฑสถานหญิงกลาง และเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ได้รับตัว น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี  (บุ๋ม) และนายอธิป อนันทวรรณ ผู้ต้องหาคดีร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ซึ่งศาลอาญาอนุญาตให้ฝากขังระหว่างสอบสวน เมื่อวันที่ 7 พ.ย.2569 นั้น กรมราชทัณฑ์ยืนยันว่า ได้ดำเนินการรับตัวทั้งสองรายเข้าสู่กระบวนการควบคุมตัว ตามระเบียบและมาตรฐานปฏิบัติงานของเรือนจำ เช่นเดียวกับผู้ต้องขังทั่วไปอย่างเท่าเทียม

จากการตรวจร่างกายเบื้องต้นโดยบุคลากรทางการแพทย์อย่างละเอียด พบว่า น.ส.ปนัดดาสภาพร่างกายแข็งแรงดี ไม่มีโรคประจำตัว สภาพจิตใจปกติ แต่มีความกังวลห่วงใยครอบครัว สามารถรับประทานอาหารเย็นได้ตามปกติและไม่มีการร้องขอสิ่งใดเป็นพิเศษ ในส่วนของนายอธิป สภาพร่างกายปกติดี ไม่มีรอยฟกช้ำ โดยให้ประวัติโรคประจำตัวคือ โรคเกาต์และโรคไต ซึ่งรักษาต่อเนื่องจากโรงพยาบาลภายนอก ทางเรือนจำจึงได้บันทึกประวัติเพื่อจัดระบบ ส่งต่อยารักษาโรคอย่างต่อเนื่อง และดูแลสุขภาวะอย่างเหมาะสม

ปัจจุบันผู้ต้องขังทั้งสองรายได้ถูกส่งตัวเข้าสู่แดนแรกรับ เพื่อกักกันโรคตามมาตรการป้องกันโรคติดต่ออย่างเคร่งครัด โดย น.ส.ปนัดดาอยู่ในแดนระหว่างการพิจารณาคดี ทัณฑสถานหญิงกลาง และนายอธิปอยู่ในแดน 2 เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ กรมราชทัณฑ์ขอยืนยันว่าการควบคุมดูแลผู้ต้องขังทุกคนเป็นไปตามหลัก กฎหมาย โปร่งใส และยึดมั่นในมาตรฐานการดูแลสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างเป็นระบบ

ทีมโฆษกประจำกรมราชทัณฑ์เปิดเผยว่า นายอธิป หลังรับตัวเข้าเรือนจำ พยาบาลได้ตรวจสุขภาพเบื้องต้น พบว่ายังรู้สึกตัวดี พูดคุยตอบคำถามรู้เรื่อง และสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ตามปกติ ไม่มีอาการเหนื่อยหอบหรือแพ้อาหาร แต่แจ้งว่ามีโรคประจำตัวคือโรคเกาต์และโรคไต ซึ่งก่อนหน้านี้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสุขุมวิทมาอย่างต่อเนื่องประมาณ 3 ปี ส่วนรอยฟกช้ำตามร่างกาย เจ้าตัวระบุว่าเคยผ่าตัดเย็บเอ็นบริเวณต้นแขนขวา นอกจากนี้ ยังปฏิเสธการสูบบุหรี่ แต่ยอมรับว่าดื่มสุราบ้างเป็นบางครั้ง และยืนยันว่าไม่ได้ใช้สารเสพติด โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวไปกักโรคผู้ต้องขังเข้าใหม่เป็นเวลา 5 วัน ที่แดน 2 ตามมาตรการของเรือนจำ

ส่วน บุ๋ม ปนัดดา เจ้าหน้าที่ได้ตรวจร่างกายและประเมินสภาพจิตใจตามขั้นตอนการรับตัวผู้ต้องขังใหม่ โดยผลตรวจพบว่าร่างกายแข็งแรงดี ไม่มีโรคประจำตัว และสภาพจิตใจโดยรวมยังปกติ แต่ยังมีความกังวลอยู่บ้าง โดยเฉพาะเป็นห่วงลูกและแม่ที่อยู่ข้างนอก หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวเข้าไปอยู่ในแดนระหว่างการพิจารณาคดี เพื่อกักตัวตามมาตรการป้องกันโรคติดต่อ ส่วนอาหารมื้อเย็นที่ทางเรือนจำจัดให้เป็นแกงจืดวุ้นเส้นกับไข่ต้ม ซึ่งบุ๋มสามารถรับประทานได้ตามปกติ และยังไม่ได้ร้องขอสิ่งของหรือความช่วยเหลืออะไรเป็นพิเศษ

'บุ๋ม-ก๊อต' ปรับตัวได้ดี

ทั้งนี้ ผู้ต้องขังทั้งสองคนสามารถปรับตัวกับการใช้ชีวิตในเรือนจำได้ดี นอนหลับพักผ่อนได้ตามปกติ และยังไม่พบสัญญาณความเครียดในระดับสูง หรือมีอาการวิตกกังวลอย่างรุนแรง

โดยช่วงเช้าวันที่ 8 พ.ย. บุ๋มไม่ได้รับประทานอาหารเช้า เนื่องจากปกติเป็นคนไม่รับประทานอาหารเช้าอยู่แล้ว โดยแจ้งว่าจะไปรับประทานอาหารมื้อกลางวันทีเดียว ซึ่งเป็นเมนูต้มข่าไก่และแตงโม ส่วนการใช้ชีวิตภายในห้องกักโรค พบว่าสามารถพูดคุยกับเพื่อนร่วมห้องได้เป็นอย่างดี ไม่ได้แยกตัวอยู่คนเดียว และไม่แสดงอาการเครียด โดยมีการร้องขอหนังสือสวดมนต์และหนังสือนิยาย เพื่ออ่านระหว่างอยู่ภายในเรือนจำ

สำหรับการเข้าเยี่ยมญาติ หลังจากพ้นช่วงกักโรคแล้ว บุ๋มสามารถรับการเยี่ยมได้ทุกวัน ยกเว้นวันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดราชการ โดยญาติที่จะเข้าเยี่ยมต้องเป็นบุคคลที่มีรายชื่อแจ้งไว้กับทัณฑสถานหญิงกลาง ซึ่งกำหนดไว้ไม่เกิน 10 คน ส่วนหลังจากออกจากห้องกักโรคแล้ว บุ๋มจะถูกควบคุมตัวและดูแลอยู่ในแดนระหว่างการพิจารณาคดี ตามระเบียบการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีฝ่ายสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ได้มีการเผยแพร่ภาพถ่ายกระเป๋าแบรนด์เนมจำนวนหนึ่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตรวจยึดมาจากบ้านพักของ น.ส.ปนัดดา ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 519/48 หมู่บ้านนาราสิริ โทเพียรี่ ถนนนวมินทร์ แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ อาทิ Hermes Kelly Himalaya, Louis Vuitton, BAO BAO, Tory Burch, Hermès, Chanel แต่ปรากฏว่ามีการตั้งข้อสังเกตว่าไม่ใช่ของแท้ ทั้งผู้ประกาศข่าวสาวชื่อดังอย่าง “ต๊ะ นารากร ติยายน” และ “พญ.ของขวัญ ฟูจิตนิรันดร์” ได้โพสต์เฟซบุ๊กในทำนองเดียวกันว่าเป็นของปลอมนั้น

นายวิทยา นีติธรรม รองเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และในฐานะโฆษกสำนักงาน ปปง. เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่พนักงานสอบสวนได้มีการตรวจยึดทรัพย์สินในคดีมาแล้วนั้น ทางพนักงานสอบสวนจะมีการทำสรุปสำนวนรายการทรัพย์สินเพื่อแจ้งต่อสำนักงาน ปปง. ว่ามีทรัพย์สินรายการใดบ้างที่ตรวจยึดมา ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินจำพวกกระเป๋าแบรนด์เนม  เครื่องประดับ นาฬิกาหรู ที่ดิน หรือรถยนต์ เพราะในการตรวจยึด พนักงานสอบสวนจะไม่รู้ในทันทีว่าทรัพย์สินนั้นเป็นของแท้หรือไม่แท้ แต่รู้เพียงว่ามีลักษณะคล้ายเป็นของแบรนด์เนม จึงต้องยึดมาไว้ตรวจสอบก่อน และเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนของ ปปง. ที่จะมีมาตรการทางทรัพย์สินก่อนขายทอดตลาด

"โดยเฉพาะการตรวจสอบทรัพย์สินและประเมินมูลค่า ซึ่ง ปปง.จะมีการทำหนังสือเชิญผู้เชี่ยวชาญให้มาร่วมตรวจสอบว่าทรัพย์สินนั้นเป็นของจริงหรือของปลอม เพื่อประเมินมูลค่า และจะได้นำไปขายทอดตลาดก่อนนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดมาชดใช้เฉลี่ยคืนแก่ผู้เสียหายในคดี ดังนั้น หากผู้เชี่ยวชาญได้มาตรวจสอบและประเมินมูลค่าทรัพย์สินแล้วพบว่าทรัพย์สินนั้นเป็นของปลอม ศัพท์ของ ปปง.จะเรียกว่า “ทรัพย์นอกพาณิชย์” ซึ่งตามระเบียบแล้วเราจะไม่ส่งต่อให้ศาล ส่วนจะต้องนำไปเป็นของกลางในคดีอาญา หรือต้องนำไปเผาทำลายนั้น หรือจะส่งกลับคืน จะต้องมีการหารือกับพนักงานสอบสวนด้วย แต่โดยหลักการแล้ว หากเป็นทรัพย์นอกพาณิชย์ จะต้องเผาทำลายโดยหน่วยงานเกี่ยวข้อง เหมือนกับของกลางในคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา" นายวิทยาระบุ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้สำนักงาน ปปง.ยังไม่ได้รับรายการสำนวนทรัพย์สินที่พนักงานสอบสวนตำรวจ บก.ปอศ.ได้ตรวจยึดมาจากคดีดังกล่าว  เนื่องจากยังอยู่ในกระบวนการของคณะพนักงานสอบสวนตำรวจ บก.ปอศ. ซึ่งจะใช้ดุลพินิจว่าอาจมีทรัพย์ใดที่จะให้เป็นของกลางในคดีอาญาหรือไม่  ส่วนถ้าหากมีทรัพย์สินรายการใดที่พนักงานสอบสวนตำรวจจะนำส่งให้กับทาง ปปง.ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 จะมีการประสานงานกันอย่างต่อเนื่องต่อไป

เร่งสอบเส้นเงินคนใกล้ชิด

ส่วนกรณีที่สังคมตั้งข้อสังเกตว่าทรัพย์สินกระเป๋าแบรนด์เนมที่พนักงานสอบสวนตำรวจได้ยึดมานั้นเป็นของปลอม แต่แท้จริงแล้วเจ้าตัวอาจเคยถือของจริงไว้ ก่อนมีการนำไปขายเพื่อเปลี่ยนเป็นตัวเงิน ซึ่งจะสามารถติดตามย้อนหลังได้หรือไม่นั้น  นายวิทยากล่าวว่า ในการตรวจสอบธุรกรรมย้อนหลัง ทาง ปปง.สามารถตรวจสอบได้อยู่แล้ว เพราะจะมีร่องรอยอยู่ เช่น อาจมีการนำบัตรเครดิตไปรูดซื้อหรือไม่ ทั้งนี้ ในคดีจำพวกฉ้อโกงประชาชน หรือหลอกลงทุนต่างๆ หรือเว็บพนันฯ แผนประทุษกรรมในคดีเหล่านี้มักมีการฟอกเงินผ่านการซื้อทรัพย์สินมูลค่าสูง เพื่อเป็นการแปลงสภาพของทรัพย์ที่ได้มา เสมือนว่าได้ทรัพย์สินนั้นมาโดยถูกต้องตามกฎหมาย

รองเลขาธิการ ปปง.กล่าวว่า สำหรับกระบวนการที่พนักงานสอบสวนตำรวจอยู่ระหว่างขยายผลนั้น จะพบว่าดูในเรื่องธุรกรรมทางการเงินของกลุ่มคนแถวที่สอง และกลุ่มคนแถวที่สาม ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับผู้ต้องหาหลักในคดี หรือผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์ ในคดีส่วนใหญ่ที่เคยทำ จะพบว่าทรัพย์สินที่เป็นของผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์ มักจะมีความเชื่อมโยง สันนิษฐานได้ว่าอาจเป็นทรัพย์ที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ดังนั้น หน้าที่หลักของผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์จะต้องมาพิสูจน์ให้ได้ว่าได้รับทรัพย์สินหรือเงินนั้นมาได้อย่างไร

วันเดียวกัน นายวิสุทธิ์ ตันตินันท์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า  ประเทศไทยควรจริงจังกับการสร้างระบบตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูล เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชน และป้องกันการแสวงหาประโยชน์โดยอ้างศาสนาหรือการทำความดี ทั้งนี้ จากรายงาน World Giving Index 2024 ของ Charities Aid Foundation (CAF) คนไทยร้อยละ 67 บริจาคเงินในช่วงหนึ่งเดือนก่อนการสำรวจ ส่งผลให้ไทยอยู่ในอันดับ 6 ของโลกด้านสัดส่วนประชาชนที่บริจาคเงิน สูงกว่าประเทศรายได้สูงหลายประเทศ

ทั้งนี้ ข่าวฉาวที่เกิดขึ้นทั้งในวัดและมูลนิธิสะท้อนว่า ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องสร้างธรรมาภิบาลการบริจาคอย่างจริงจัง ทั้งด้านการตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูล เพื่อให้ประชาชนร่วมตรวจสอบได้ และฟื้นความเชื่อมั่นว่าเงินบริจาคจะถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ วัฒนธรรมการให้ที่เข้มแข็ง จำเป็นต้องมีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็งรองรับ เพื่อให้เงินถึงผู้รับตามเจตนาของผู้บริจาค ช่วยเรารักษาวัฒนธรรมของการช่วยเหลือกันของไทย และป้องกันการทำเลวที่อ้างการทำความดี

นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงปัญหาความโปร่งใสและการดำเนินงานของมูลนิธิต่างๆ ในประเทศไทยว่า เมื่อเจาะลึกถึงโครงสร้างการกำกับดูแล พบปัญหาสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1.การเข้าถึงบัญชีของมูลนิธิทำได้ยากและไม่โปร่งใส ในขณะที่บริษัทเอกชนทั่วไป แม้ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ยังถูกกฎหมายกำหนดให้ส่งงบการเงินและรายชื่อกรรมการต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ทุกสิ้นปี ประชาชนสามารถตรวจสอบผ่านระบบออนไลน์ได้ทันที แต่มูลนิธิซึ่งได้รับเงินบริจาคจากประชาชนกลับไม่มีกฎหมายบังคับให้เปิดเผยต่อสาธารณะ แต่หากต้องการตรวจสอบ ต้องใช้ขั้นตอนตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร ต้องเดินทางไปพบนายทะเบียน เสียค่าธรรมเนียม และมักได้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน ส่งผลให้เกิดความคลางแคลงใจถึงความโปร่งใสในการบริหารเงิน

2.ปัญหาการขัดกันแห่งผลประโยชน์ และการเอื้อประโยชน์ต่อเครือญาติ โดยปัจจุบันตรวจพบพฤติกรรมที่เข้าข่ายการโยกย้ายถ่ายเทเงินบริจาคจากมูลนิธิไปสู่บุคคลใกล้ชิด กรรมการ หรือเครือญาติของเจ้าของมูลนิธิ ซึ่งถือเป็นปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนที่ยังไม่มีกลไกกฎหมายเข้าไปควบคุมตรวจสอบอย่างจริงจัง พรรคประชาธิปัตย์จึงเรียกร้องให้กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางมาตรการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินของมูลนิธิอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะธุรกรรมที่มีความเสี่ยง อย่างเช่นการโยกย้ายเงินไปยังคนใกล้ชิด เจ้าของหรือกรรมการมูลนิธิ

แนะปิดช่องโหว่มูลนิธิ

และ 3.นำเงินบริจาคไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ประชาชนมักบริจาคเงินตามสถานการณ์วิกฤต เช่น ช่วยเหลือน้ำท่วม หรือสนับสนุนทหารชายแดน แต่ที่ผ่านมาหลายมูลนิธิไม่ได้แยกการจัดเก็บชัดเจน มีการนำเงินไปใช้ปะปนกันจนไม่สามารถตรวจสอบยอดรับ-จ่ายได้ จึงเสนอแนะว่า มูลนิธิควรเปิดบัญชีย่อยแยกตามวัตถุประสงค์ของแต่ละโครงการ เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ง่าย และหากมีงบประมาณเหลือจ่าย ค่อยดำเนินการขออนุมัติจากคณะกรรมการหรือแจ้งเปลี่ยนวัตถุประสงค์ในภายหลัง

 “พรรคประชาธิปัตย์ต้องการผลักดันให้เกิดความโปร่งใสในภาคประชาสังคม เพื่อให้มูลนิธิยังคงเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง วันนี้ความสงสารของคนไทยกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการหาประโยชน์ของบางคน จึงจำเป็นต้องร่วมกันผลักดันกลไกตรวจสอบ เพื่อไม่ให้ศรัทธาของประชาชนถูกทำลายลง” นายพงศกรระบุ

ที่ จ.ขอนแก่น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประชาชนคนขอนแก่นที่เคยบริจาคเงินและซื้อเสื้อเพื่อช่วยเหลือและทำบุญกับมูลนิธิองค์กรทำดี ต่างรู้สึกเสียใจที่เคยรักและศรัทธา ไม่กล้าใส่เสื้อของมูลนิธิฯ และจะเอาเสื้อไปปูให้แมวที่บ้านนอนแทน   โดยนางริญภาอร อินทรพานิช ชาวขอนแก่น ยอมรับว่า อกหักมากตอนที่ทราบเรื่อง พยายามหาข้อมูลและภาวนาให้เป็นข่าวที่ไม่จริง หลังจากนั้นมีข่าวออกมาเรื่อยๆ ยอมรับว่าเสียใจ เพราะเป็นหนึ่งในคนที่บริจาคเงินให้มูลนิธิฯ และซื้อเสื้อเพื่อที่จะเอาเงินมาช่วยเหลือมูลนิธิฯ ด้วย

"ตอนที่ได้เสื้อตัวนี้มาครั้งแรกภูมิใจมาก เพราะว่าตัวเราชื่นชมชอบผู้หญิงเก่ง และก็ชื่นชมทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติในประเทศไทยคุณบุ๋ม ปนัดดาจะลงพื้นที่ไปช่วยเหลือเป็นคนแรกๆ ทำงานลุยทุกพื้นที่  เราก็เลยเป็นแค่ส่วนเล็กๆ ที่บริจาคเงินอันน้อยนิดไปทำบุญกับมูลนิธิองค์กรทำดี ก่อนหน้านี้เวลาไปงานจะชอบใส่เสื้อของมูนิธิองค์กรทำดีเพราะภาคภูมิใจ แต่หลังจากนี้คงไม่กล้าใส่แล้ว คงเอามาปูให้แมวนอน เชื่อว่าคนบริจาคทุกคนได้บุญเพราะว่าเราคิดดี แต่ว่าถ้าเขาเอาไปใช้ผิดวัตถุประสงค์กรรมก็ตกอยู่ที่เขา แล้วยังเชื่ออยู่ว่าต่อให้เราทำบุญกับคนไม่ดี บุญก็จะยังตกอยู่ที่เรา" นางริญภาอรระบุ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อนุทินยันสั่งสว.ไม่ได้

“อนุทิน” เคลียร์ปม “น้ำเงินกินรวบ” แค่วาทกรรมโจมตี ยันรัฐบาลไม่คุม สว. ชี้ 3 อำนาจแยกกันชัด พร้อมรับศึกซักฟอกทุกเมื่อ ขอเป็นเวทีสร้างสรรค์ ไม่เชือดเฉือนระบายความโกรธ

‘บุ๋ม-ก๊อต’นอนคุก พบ3บัญชีโอน815ล้าน/ผัวเอาตัวรอดซัดทอดเมีย

เรียบร้อย! สองผัวเมียมหาภัยคอตกนอนห้องขัง ศาลอาญาส่ง "บุ๋ม" เข้าทัณฑสถานหญิงกลาง ส่วน "ก๊อต" ไปเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เปิดคำให้การสามีโยนภรรยาเป็นคนสั่ง

นายกฯยํ้าอย่าตื่น วอนใช้ชีวิตปกติ!

นายกฯ ยันใช้ชีวิตปกติ ไม่ต้องตื่นตระหนกกักตุนเสบียง 72 ชม. ย้ำไทยมั่นคงทางอาหาร ชี้ต่างชาติเชื่อมั่นมองไทยมีความพร้อม ลั่นไม่มีทางปล่อยให้ครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งต้องประสบสภาวะขาดอาหารจนถึงจุดที่เขาไม่สามารถดำรงชีพได้