ถึงคิวภาคใต้ระทึก! ‘ประจวบฯ-นราธิวาส’เตรียมรับมือ/2-3วัน‘ร่มเกล้า’แห้ง

 

“นายกฯ” สั่งผู้ว่าฯ ทุกจังหวัดรับมือฝนหนักช่วง 4-5 ต.ค. อุตุฯ แจ้งเสี่ยงเกิดพายุฝนครอบคลุมหลายพื้นที่ กำชับภาคใต้ตั้งแต่  "ประจวบฯ-นราธิวาส” พร้อมรับมือฝนตก ย้ำศูนย์พักพิงต้องพร้อมไม่ใช่แค่ที่ซุกหัวนอน มอบ "คปภ.”  คนกลางเคลมประกันภัยพิบัติให้ ปชช. “มท.4” มั่นใจพญานาคสูบน้ำท่วมเคหะร่มเกล้า 2-3 วันคลี่คลาย “ชัชชาติ” จับตาฝนหนัก 5-8 ต.ค. กังวลตกซ้ำ กทม.ฝั่งตะวันออก เร่งพร่องน้ำ 4 คลองหลักรองรับ คนกรุงอุ่นใจ! “สทนช.” ระบุปริมาณน้ำเหนือลดลง แต่ “อยุธยา” อ่วม 8 อำเภอนอกคันกั้นน้ำรับเต็มๆ กองทัพจัดกำลังทหารช่วยอพยพ ปชช. “ปภ.” สรุป 31 จังหวัดจมบาดาล 1.2 ล้านครัวเรือนเดือดร้อน

ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)  วันที่ 2 ต.ค.2569 เวลา 08.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง, พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม, นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย, นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย, นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย, นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย, นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้บัญชาการเหล่าทัพเข้าร่วม ซึ่งเป็นการประชุมอย่างต่อเนื่องวันที่สาม 

นายอนุทินกล่าวว่า สถานการณ์โดยรวมมีการปรับเปลี่ยน เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น สิ่งที่ยังอยากจะขอเน้นย้ำคือ เราต้องใช้ชุดข้อมูลเพียงหนึ่งชุดเท่านั้น อย่าให้มีข้อมูลหลายชุด เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องเกิดความสับสน และพวกเราทั้งหมดจะได้ประเมินสถานการณ์บนพื้นฐานข้อมูลเดียวกัน เป็นเอกภาพ ลดความสับสน ลดความกังวล ลดความคลาดเคลื่อน

นอกจากนี้ ขอให้ทุกหน่วย รวมถึงผู้ว่าฯ ทุกจังหวัดที่ร่วมประชุมทางออนไลน์ด้วยว่าจากการประเมินของกรมอุตุนิยมวิทยา ในช่วงวันที่ 4-5 ต.ค. จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดพายุฝนเป็นจำนวนมากครอบคลุมหลายพื้นที่ของประเทศ ดังนั้นการจัดเตรียมมาตรการรองรับอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านบุคลากร เครื่องมือ อุปกรณ์  อาหาร ของยังชีพต่างๆ รวมไปถึงแผนการจัดตั้งศูนย์พักพิงการเตรียมเครื่องอุปโภคบริโภคต่างๆ  สำหรับพี่น้องประชาชน การจัดตั้งแผนเผชิญเหตุ  ขอให้มีความพร้อมอย่างเต็มที่ เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“คิดว่าสถานการณ์ต่างๆ ที่คลี่คลายลงไป เพราะพวกเราทุกคนได้มีความร่วมแรงร่วมใจกันดำเนินการแก้ไขบริหารสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้  อย่างไรก็ตามเราจะต้องมีการเตรียมพร้อม เพราะสภาพฝนฟ้าอากาศที่จะเกิดขึ้นในช่วงจากนี้ยังไม่อยู่ในสภาวะที่ไว้วางใจได้ ขอให้จัดเตรียมความพร้อมต่อเนื่องในกรณีที่หากมีเหตุการณ์ที่จะต้องรับมือกับสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดอื่นๆ หรือพื้นที่ใดก็ตามในประเทศ เราจะได้บูรณาการกัน  ร่วมแรงกันไปแก้ไขปัญหาให้ผ่านพ้นไปได้โดยเร็ว”  นายอนุทินกล่าว

มีรายงานว่า ในที่ประชุม บกปภ.ช. นายกฯ กำชับทุกจังหวัดเตรียมความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติ และปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ สถานีสูบน้ำในพื้นที่ให้เร่งสูบน้ำพร้อมทั้งติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำเพื่อระบายน้ำออกไปในแนวขวาง แนวดิ่ง และแนวคลองที่มีระบบอุโมงค์ระบายน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ กทม. และให้กำหนดจุดติดตั้งและติดตามการแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด เพื่อลดความขัดแย้งระหว่างพื้นที่ในการสูบระบายน้ำ พร้อมทั้งให้จัดทำระบบป้องกันน้ำล้นจากสองฝั่งคลองเพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเล ลดผลกระทบชุมชน

สั่งภาคใต้รับมือฝน 5 ต.ค.

มีรายงานว่า นายกฯ สั่งการให้จังหวัดที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น ขอให้เร่งสำรวจและประเมินความเสียหายให้ครอบคลุมในทุกด้าน เพื่อช่วยเหลือประชาชนตามระเบียบและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วน โดยต้องจัดทำบัญชีความเสียหายออกเป็น 2 ส่วน คือ ความเสียหายที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 ต.ค.69 ซึ่งต้องใช้การเยียวยาตามกฎระเบียบของ ปภ.ที่มีอยู่ และความเสียหายตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.69 เป็นต้นไป ซึ่งรัฐบาลได้จัดทำประกันภัยพิบัติให้กับประชาชนจำนวน 30 ล้านครัวเรือน โดยเกณฑ์และมาตรฐานในการให้ความช่วยเหลือจะอ้างอิงมาจาก ปภ.เป็นส่วนใหญ่

“ให้รัฐมนตรีที่กำกับดูแล อธิบดี ปภ. ผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด ทำความเข้าใจกับกฎเกณฑ์ดังกล่าว และชี้แจงให้ผู้ที่มีหน้าที่สำรวจและประเมินความเสียหายมีความเข้าใจที่ถูกต้อง เนื่องจากการประเมินความเสียหายจะมีผู้ประเมินจากบริษัทประกันภัยเข้าร่วมด้วย ทุกฝ่ายจึงต้องทำความเข้าใจหลักเกณฑ์ในกรมธรรม์เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ได้รับเงินประกันอย่างเป็นธรรม บนพื้นฐานของความยุติธรรมต่อทั้งสองฝ่าย และให้นายเอกนิติสั่งการไปยังสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ให้เป็นคนกลางในการสร้างความเป็นธรรมแก่ทั้งผู้รับประกันและผู้เอาประกัน รวมถึงให้เร่งประสานงานดูแลเรื่องทรัพย์สิน ยานพาหนะ รถเข็น และรถจักรยานยนต์ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ซึ่งมีความคุ้มครองจากประกันภัย คล้ายกับกรณีที่เคยดำเนินการในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จ.สงขลา” แหล่งข่าวอ้างนายกฯ สั่งการ

ต่อมานายอนุทินให้สัมภาษณ์หลังประชุมถึงสถานการณ์น้ำทั่วประเทศว่า ตั้งแต่วันที่ 5 ต.ค. ฝนจะก่อตัวมากขึ้นและหนักในพื้นที่ภาคใต้ ฉะนั้นการประชุมวันนี้ที่ใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อะไรที่ขาดก็ให้เตรียมไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหาร ยารักษาโรค ศูนย์พักพิง ที่เน้นย้ำว่าศูนย์พักพิงต้องไม่ใช่แค่ที่ซุกหัวนอก แต่เป็นที่ที่เราขอความร่วมมือให้ประชาชนย้ายออกมาอาศัยเพื่อความปลอดภัยและความสะดวกในการทำงานของเจ้าหน้าที่ ตนได้สั่งการให้ผู้ว่าฯ ทุกจังหวัดใส่ใจเรื่องศูนย์พักพิงให้มีมาตรฐานที่ประชาชนนอนได้ อาหารการกิน เครื่องนุ่งห่มเครื่องนอนพร้อม ที่สำคัญที่สุดเรื่องห้องน้ำต้องสะอาด

“ดูจากเรดาร์พยากรณ์อากาศ ได้กำชับตั้งแต่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ลงไปถึง จ.นราธิวาส เพราะความหนาแน่นของฝนจะไปอยู่ในบริเวณนั้นตั้งแต่วันที่ 5 ต.ค. และจะหนักขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงวันที่ 10-12 ต.ค. ย้ำว่าอันนี้คือการพยากรณ์ ในส่วนของภาคกลางและภาคเหนือยังไม่เห็นปริมาณฝนมาก ซึ่งช่วงดังกล่าวประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF-World Bank 2026 เราก็ต้องขอให้เป็นไปตามคาดการณ์ เพื่อจะได้ทำกิจกรรมในทุกด้านเพื่อประโยชน์ของประเทศด้วยความราบรื่น” นายอนุทินกล่าว

นายกฯ กล่าวว่า เรากังวลตลอดเวลาถึงได้เชิญอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยามาอัปเดตการคาดการณ์สภาพอากาศ โดยเฉพาะเรื่องปริมาณฝน ถึงต้องเชิญมาทุกวัน ให้ทุกหน่วยเตรียมความพร้อม  ต้องเตรียมความพร้อม ไม่ใช่เฉพาะช่วยเหลือประชาชน แต่ต้องเตรียมความพร้อมเรื่องการผลักดันน้ำด้วย

“เราประชุมกันทุกวัน การบูรณาการความร่วมมือทั้งหลาย ผู้รับผิดชอบก็เป็นรัฐมนตรี เป็นผู้บังคับบัญชาตามหน่วยงานที่มีอุปกรณ์พร้อม  อย่าง รมว.กลาโหมก็มีอุปกรณ์จากกองทัพมาช่วย และเป็นพระเอกในช่วง 1-2 วันนี้ในการใช้เรือผลักดันน้ำ ซึ่งกองทัพเรือมีอยู่ประมาณ 100 ลำ ก็กระจายเรือผลักดันน้ำไปช่วยระบายน้ำในหลายจังหวัด” นายกฯ กล่าว

ถามถึงปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาน่าเป็นห่วงหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ห่วงทุกที่ ตรงไหนระบายได้เราเร่งระบายทันที ตอนนี้อุปกรณ์ในการระบายน้ำมีความพร้อมอย่างเต็มที่ และความร่วมมือระหว่าง กทม.กับรัฐบาล ที่ก่อนหน้านี้เราก็เข้าใจว่า กทม.ทำทุกอย่างเองได้หมด เพราะมีสำนักระบายน้ำและมีกรมกองต่างๆ เหมือนเป็นรัฐบาลท้องถิ่น แต่วันนี้เรามาสร้างความเข้าใจกันร่วมมือสนับสนุนซึ่งกันและกัน กทม.ก็ต้องช่วยรัฐบาล ช่วยกรมชลประทานด้วย เวลากรมชลประทานระบายน้ำมาหาก กทม.บอกไม่ให้เข้าน้ำก็ลงทะเลไม่ได้ ฉะนั้นการที่ตนมาประชุมทุกเช้าต้องขอบคุณทุกฝ่ายที่มาร่วมประชุมกัน คนที่ทำงานด้วยกันในสถานการณ์นี้มาพบกันทุกเช้า เกิดความร่วมมือและความเข้าใจในภาพเดียวกัน

ซักว่านายกฯ ได้กำชับอะไรกรมอุตุฯ เป็นพิเศษหรือไม่ เพราะประชาชนบางส่วนไปเชื่อเพจอิสระบางเพจ นายกฯ กล่าวว่า เราได้พูดตั้งแต่วันแรกว่าขอให้เชื่อการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเท่านั้น เราไม่สามารถรับผิดชอบข้อมูลของเพจอิสระอื่นๆ ได้

กทม.ห่วงตกซ้ำฝั่งตะวันออก

น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงข่าวศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์อุทกภัย (JICC) ตอนหนึ่งว่า ปภ.เปิดยื่นขอเงินเยียวยาน้ำท่วมตั้งแต่เวลา 08.00 น. ของวันที่ 2 ต.ค. ในแอปพลิเคชัน โดยข้อมูลที่ต้องเตรียมคือ บัตรประชาชนของผู้เอาประกันหรือผู้แจ้ง  รวมถึงภาพถ่ายความเสียหาย หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัย และบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับบัตรประชาชน โดยในส่วนของผู้ที่อยู่ใน กทม. จะต้องมีการลงทะเบียนอีกครั้ง ผ่านทางเว็บไซต์ของ กทม. ซึ่งจะต้องลงทะเบียน 2 รอบ ทั้งทางแอปพลิเคชันทางรัฐและเว็บไซต์ กทม. ทั้งนี้ รัฐบาลเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจะเร่งดำเนินการเพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติโดยเร็วที่สุด

ขณะที่ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กล่าวถึงแผนการระบายน้ำในพื้นที่เคหะร่มเกล้าที่ใช้เครื่องสูบน้ำพญานาคว่า พื้นที่เคหะร่มเกล้าใหญ่กว่าแฟลตคลองจั่น น่าจะใช้เวลามากกว่าแฟลตคลองจั่น 2-3 วัน แต่ก็ต้องดูว่าระดับน้ำคลองประเวศบุรีรมย์รับน้ำจากเคหะร่มเกล้าได้มากขนาดไหน เพราะพื้นที่เคหะร่มเกล้ายังมีน้ำท่วมค้างอยู่ บางจุดสูงถึงระดับเอวและหน้าอก และเมื่อน้ำขังมาแล้วหลายวัน มีขยะก็ทำให้น้ำเริ่มเน่า

“เมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ได้หารือกัน ก็ได้ข้อสรุปว่า กทม.ต้องเข้ามาเร่งจัดการขยะในพื้นที่ควบคู่ไปกับการสูบน้ำออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุด เพราะไม่อยากให้เกิดปัญหาด้านสุขภาวะเพิ่มเข้ามา” นายวรศิษฎ์กล่าว

ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง) นายชัชชาติพร้อมด้วยนายพรพรหม ณ. ส. วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าฯ กทม. ร่วมกันแถลงข่าวการช่วยผู้ประสบอุทกภัย โดยนายชัชชาติกล่าวว่า ปภ.คาดการณ์อาจจะมีฝนตกประมาณวันที่ 5-8 ต.ค.ลักษณะเป็นฝนวันเดียว ไม่ใช่ฝนแช่ สถานการณ์ถึงวันนั้นตามคลองต่างๆ น่าจะดีขึ้น และตอนนี้ภาพรวมในคลองหลักๆ 4 คลอง ไม่ว่าจะเป็นคลองเปรมประชากร คลองลาดพร้าว คลองแสนแสบ ซึ่งดีขึ้น เหลือคลองประเวศฯ ที่ยังต้องมีการเร่งเอาน้ำออก ซึ่งอาจจะมีน้ำเพิ่มขึ้นมาที่คลองลาดพร้าว เพราะมีการระบายน้ำเพิ่มมาจากปทุมธานีทางคลองสอง

"สถานการณ์ในน้ำ ถ้าเราพร่องน้ำให้ได้มากที่สุด วันที่ 5 ฝนเติมมาคิดว่าน่าจะไม่มีปัญหาเพิ่มเติมมาก แต่คงต้องดูปริมาณฝนอีกครั้ง แต่ไม่มีทางอื่น คงต้องเร่งสูบและระบายจากพื้นที่ต่างๆ"  นายชัชชาติกล่าว

ถามว่า ที่ฝนกำลังจะตก จะมีจุดไหนที่เสี่ยงจะท่วมซ้ำหรือไม่ ผู้ว่าฯ กทม.กล่าวว่า เมื่อวานนี้มีฝนตกหนักในบางพื้นที่ ซึ่งไม่ได้อยู่ในที่คาดการณ์ไว้ โดยฝั่งธนบุรีมีปริมาณฝนเกือบ 90 มิลลิเมตร แต่ไม่พบปัญหา ขณะที่พื้นที่ด้านใน โดยเฉพาะย่านลาดพร้าว มีฝนประมาณ 30 มิลลิเมตร แต่สามารถระบายน้ำได้รวดเร็ว ไม่มีปัญหา ลักษณะคือที่ผ่านมาน้ำที่เราเดรนออกไปเราเดรนน้ำจากพื้นที่ด้านข้างออกไปเยอะมาก เพราะฉะนั้นพื้นที่ต่างๆ ก็ว่างพอที่จะรับน้ำ ถ้าถามว่าทำไมเราเดรนน้ำใช้เวลานาน เพราะเราดึงน้ำขึ้น น้ำที่อยู่นอกคลองไม่ได้ดึงน้ำที่อยู่ในคลองอย่างเดียว ดึงน้ำในพื้นที่ต่างๆ เข้าไปด้วย ทำให้พื้นที่ต่างๆ ที่เคยมีน้ำอยู่ว่างแล้ว ถ้าฝนตกมาไม่มาก เชื่อว่าจะมีพื้นที่ที่ช่วยซับน้ำได้

“เรื่องที่กังวลคือ ถ้าลงในพื้นที่ที่มีปัญหาอยู่ โดยเฉพาะฝั่งตะวันออก มันทําให้สถานการณ์อาจจะดีขึ้นช้ากว่าที่เราคาดการณ์ไว้" ผู้ว่าฯ กทม.ระบุ

เผยน้ำเหนือลดปริมาณ

ด้านนายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวถึงสถานการณ์น้ำว่า  การระบายน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่หลายคนกังวลถึงมวลน้ำเหนือ ขณะนี้เขื่อนหลักๆ  ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำ 70%, เขื่อนสิริกิติ์ 80%, เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน 70-80% มีเพียงเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เท่านั้นที่มีความจุเกินกว่า 100% แต่ยังมีช่องว่างอยู่อีก 6, 000 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งไม่เหมือนสถานการณ์น้ำในปี 2554 ในส่วนของแม่น้ำปิงและลุ่มน้ำสะแกกรัง มีแนวโน้มลดลงกว่า 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อย่างมีนัยสำคัญ

“แต่ยืนยันว่าขณะนี้ปริมาณน้ำเหนือลดลง ทำให้น้ำที่ไหลมาเหนือเขื่อนเจ้าพระยา การระบายคงที่อยู่ที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ฉะนั้นคงการระบายแนวระดับนี้ได้ 5-6 วัน เพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนที่จะตกใหม่ในช่วง 11-13 ต.ค.นี้” นายไพฑูรย์กล่าว

รองเลขาฯ สทนช.กล่าวว่า กรณีที่น้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีจำนวนเกินความจุนั้น ขณะนี้ได้มีการระบายอยู่ที่ 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อยู่ในลำน้ำป่าสัก โดยท้ายน้ำอยู่ที่ จ.สระบุรี จึงยืนยันว่าไม่มีผลกระทบต่อลำน้ำ และเมื่อมารวมกับคลองชัยนาท-ป่าสัก ก็ยู่ที่ 540 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จากนั้นจะไปรวมกับแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ปล่อยมาอัตรา 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และจากการตรวจสอบล่าสุด น้ำตรงนี้จะไหลไปรวมที่ อ.บางปะอิน บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ก่อนจะเข้ามายัง จ.ปทุมธานี นนทบุรี ในปริมาณ 2,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยน้ำจะวิ่งไปอีกทางหนึ่งคือ อ.ผักไห่ และ ต.เจ้าเจ็ด อ.เสนา ก่อนจะไหลต่อไปยัง จ.สุพรรณบุรี

 “สถานการณ์น้ำตลิ่งที่ จ.นนทบุรี ยังต่ำกว่าตลิ่งอยู่ที่ 1.2 เมตร หรือต่ำกว่ากำแพงกั้นน้ำ จ.นนทบุรี และต่ำกว่าที่ จ.ปทุมธานี 0.57 เมตร และต่ำกว่าที่พื้นที่ กทม. 1.2 เมตร ซึ่งยังสามารถระบายได้ ฉะนั้นสถานการณ์น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะมวลน้ำเหนือที่ทุกคนกังวล ต้องเรียนว่าไม่น่าเป็นห่วง มีแต่แนวโน้มลดลง แต่ต้องดูฝนในช่วง 11-13 ต.ค.นี้ ซึ่งหากระบายได้อย่างต่อเนื่องที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะทำให้มีพื้นที่ว่างหรือเขื่อนเพียงพอ และไม่กระทบต่อ กทม.และปริมณฑล” รองเลขาฯ สทนช.กล่าว

อย่างไรก็ตาม รองเลขาฯ สนทช.ยอมรับว่า อาจจะมีพื้นที่บางพื้นที่ใน จ.พระนครศรีอยุธยา ใน 8 อำเภอ เช่น อ.เสนา อ.ผักไห่ ได้รับผลกระทบ เพราะเป็นพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ ซึ่งผู้ว่าฯ พระนครศรีอยุธยาได้จัดกำลังทหารไปดูแลประชาชน รวมถึงอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ เพราะต้องระบายน้ำในอัตรา 2500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ใน 5-6 วัน ส่วนลุ่มน้ำท่าจีน ยอมรับว่ามีปริมาณน้ำค่อนข้างมาก ในส่วนของท้ายน้ำประตูระบายน้ำโพธิ์พระยา จ.สุพรรณบุรี ขณะนี้ต้องรักษาระดับการระบายน้ำที่เข้าสู่แม่น้ำท่าจีน เพื่อไม่ให้กระทบมาก  ส่วนก่อนหน้านี้ที่ฝนตกใน 5 อำเภอของ จ.กาญจนบุรี จะลงมายังแม่น้ำท่าจีนด้วย บริเวณ อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ฉะนั้น รอยต่อระหว่างจังหวัดสุพรรณบุรีและนครปฐม ได้มีการบริหารจัดการที่ดี

“การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ กทม.นั้น ขีดความสามารถฝั่งเจ้าพระยายังสูบน้ำได้วันละกว่า 70 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือประมาณกว่า 800 ลูกบาศก์เมตร โดยผ่านอุโมงค์และคลองต่างๆ แต่การระบายน้ำฝั่งตะวันออก ด้าน จ.ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ ยังไปได้ไม่มาก ขณะนี้มีคำสั่งให้กองทัพบก กระทรวงกลาโหม เพิ่มเครื่องมือในการเร่งสูบไปยังจุดที่สามารถระบายได้ดี ส่วนของน้ำเหนือท่านคลายกังวลได้ แต่เราต้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องในลุ่มน้ำเจ้าพระยา แต่อาจจะมีสถานการณ์น้ำท่วมเหนือเขื่อนเจ้าพระยา บ้าง เช่น จ.นครสวรรค์ อ.สว่างอารมณ์ แม่น้ำแควตากแดด จ.อุทัยธานี แต่รัฐบาลก็เข้าไปช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่" รองเลขาฯ สทนช.กล่าว

31 จังหวัดยังจมบาดาล

นายฟาตา มรรษทวี ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพัฒนาระบบงานการพยากรณ์อุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 4 ต.ค. ไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้น เริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก่อนเคลื่อนลงสู่พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและ กทม.ในวันที่ 5 ต.ค. และพื้นที่ด้านตะวันตก โดยเฉพาะ จ.กาญจนบุรี ในวันที่ 6-7 ต.ค. หลังวันที่ 7 ต.ค.ฝนจะลดลง เหลือฝนบางพื้นที่ในภาคเหนือ อย่างไรก็ตาม วันที่ 11 ต.ค.ยังต้องเฝ้าระวังแนวร่องความกดอากาศต่ำบริเวณภาคกลาง รวมถึง กทม. โดยกรมอุตุนิยมวิทยา สทนช. และหน่วยงาน จะติดตามสถานการณ์และเตรียมความพร้อมรับมืออย่างใกล้ชิด

ขณะที่ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดี ปภ. สรุปสถานการณ์ฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ระยะนี้ ประกอบกับการระบายน้ำที่ไหลมาจากภาคเหนือ มาสมทบกับมวลน้ำในภาคกลาง ทำให้ปัจจุบันมีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 31 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อ่างทอง สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด บุรีรัมย์ ชัยภูมิ สุรินทร์ ยโสธร รวม 179 อำเภอ 1,279 ตำบล 9,339 หมู่บ้าน และกรุงเทพมหานคร ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,245,581 ครัวเรือน 3,535,206 คน

 “ปภ.ยังคงติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมบูรณาการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่เร่งช่วยเหลือประชาชน โดยเน้นการเร่งระบายน้ำ ดูแลกลุ่มเปราะบาง ขนย้ายสิ่งของ และสนับสนุนสิ่งของจำเป็น ขณะเดียวกัน พื้นที่ที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ให้เร่งสำรวจความเสียหายและจัดทำข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อเตรียมให้ความช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์และระเบียบที่เกี่ยวข้อง พร้อมแจ้งเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ” อธิบดีปภ.ระบุ

ที่ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงผลประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม ว่า รมว.สธ.กำชับให้ดูแลสุขภาพผู้ประสบภัย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง พร้อมเร่งกระจายยารักษาน้ำกัดเท้าและสำรองยาชุดช่วยเหลือให้เพียงพอ สถานการณ์ล่าสุดมีพื้นที่ประสบอุทกภัยเพิ่มเป็น 26 จังหวัด เพิ่มล่าสุดคือ ราชบุรี กระทรวงสาธารณสุขจัดทีมแพทย์ดูแลกลุ่มเปราะบาง 70,881 ราย ให้บริการ 16,538 ครั้ง สนับสนุนยาและเวชภัณฑ์ 152,955 รายการ และดูแลศูนย์พักพิง 343 แห่ง ใน 16 จังหวัด มีผู้รับบริการ 11,426 คน ขณะที่สถานบริการสาธารณสุขได้รับผลกระทบ 114 แห่ง ยังเปิดปกติ 56 แห่ง ให้บริการบางส่วน 8 แห่ง และหยุดบริการ 50 แห่ง

“กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ภาคเหนือ  ภาคใต้ และภาคตะวันออก จะมีฝนตกหนักช่วงวันที่ 5-7 และ 11-12 ตุลาคม จึงสั่งการให้จังหวัดเสี่ยงประเมินสถานการณ์และยกระดับ PHEOC ตามความเหมาะสม ทบทวนแผนเผชิญเหตุ เตรียมระบบบริการ สถานที่ เส้นทางส่งต่อ และระบบสาธารณูปโภค พร้อมจัดบริการเชิงรุกดูแลกลุ่มเปราะบาง สำรองยา เวชภัณฑ์ และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง” ปลัด สธ.ระบุ

ส่วน นพ.ธิติ แสวงธรรม อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กรมอนามัยเปิดศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน (DOH EOC) ติดตามและประเมินความเสี่ยง พร้อมระดมทีม SEhRT สนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนและศูนย์พักพิง โดยประเมินสุขาภิบาล 7 มิติ ครอบคลุมอาหาร น้ำ ขยะ ห้องน้ำและส้วม สัตว์และแมลงนำโรค การระบายอากาศ และการดูแลกลุ่มเปราะบาง สำหรับพื้นที่น้ำลด ขอให้ประชาชนเร่งทำความสะอาดบ้านเพื่อป้องกันเชื้อโรคและเชื้อรา โดยตรวจสอบโครงสร้างและระบบไฟฟ้าให้ปลอดภัยก่อนเข้าบ้าน สวมอุปกรณ์ป้องกัน เปิดประตูหน้าต่างระบายอากาศ คัดแยกขยะ และล้างทำความสะอาดสิ่งของให้แห้งสนิทก่อนนำกลับมาใช้ ส่วนสิ่งของที่ปนเปื้อนหรือเสียหายมากควรทิ้งอย่างเหมาะสม

นพ.นเรศฤทธิ์ ขัดธะสีมา รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ได้กำหนด 5 ข้อสั่งการ ได้แก่ ประเมินความเสี่ยงและกำหนดพื้นที่เป้าหมาย ประสานงานผ่าน EOC สนับสนุนการปฏิบัติงานระดับเขตสุขภาพ เตรียมกำลังคน อุปกรณ์และงบประมาณฉุกเฉิน รวมถึงติดตามและรายงานผล เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายกฯจี้เร่งกำจัดขยะ–บิ๊กคลีนนิง

นายกฯ วางแผนกำจัดขยะ-บิ๊กคลีนนิง ลุยเคลียร์หลายพื้นที่เมืองกรุง “ชัชชาติ” ระดม 600 คน ตั้งเป้าร่มเกล้า 3 วันจบ เร่งระบายน้ำ “ปราจีนบุรี-ฉะเชิงเทรา” ปภ.-ออมสิน โอนเงินเยียวยาแล้ว 3,483 ครัวเรือน กว่า 29 ล้าน โพลเผยประชาชนจี้รัฐแก้ระบบเตือนภัย

โวประชุมIMFเทียบชั้นฟุตบอลโลก

"ในหลวง" พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายกฯ ติมอร์ฯ เฝ้าฯ ในโอกาสเยือนไทยอย่างเป็นทางการในรอบ 13 ปี “เอกนิติ” ยันไทยพร้อม 100% จัดประชุมไอเอ็มเอฟ-ธนาคารโลก ฟุ้งศักยภาพเทียบเท่ามาตรฐานระดับสากล ถ่ายทอดสดมาตรฐานเดียวกับฟุตบอลโลก-แชมเปียนส์ลีก คาดเงินสะพัด 1,050-2,250 ล้านบาท

‘บันเทิงธิปไตย’5วัน ‘เท้ง’ขอเวลาศึกซักฟอก ‘รมต.’เสียงแข็งไม่หวั่น!

“เท้ง” ลั่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ 18 รัฐมนตรีเหมาะสม ขอสภาชำแหละ 5 วันเต็ม มั่นใจมีใบเสร็จเอาผิด โต้รัฐบาลดูเนื้อหาก่อนแซะบันเทิงธิปไตย-ยื่นอภิปรายลิเก แจงไม่แบ่งเวลา

โยน ‘ป.ป.ช.’ แจง ฟ้องคดีโกงไม่ทัน 3ผู้ต้องหาพ้นคุก

“อนุทิน-วรศิษฎ์” โยนเผือกร้อนให้ ป.ป.ช.แจงปมฟ้องไม่ทัน จนต้องปล่อย 3 ผู้ต้องหาคดีทุจริตสอบท้องถิ่น ชี้เป็นองค์กรอิสระแทรกแซงไม่ได้ “โรม” ซัดผิดปกติ สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรง เปิดช่องหนี

DSI จับมือราชบุรี ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม มอบถุงยังชีพ 600 ชุด ข้าวกล่อง 500 กล่อง

กรมสอบสวนคดีพิเศษผนึกจังหวัดราชบุรี ส่งมอบถุงยังชีพ 600 ชุด พร้อมข้าวกล่อง 500 กล่อง ช่วยประชาชนประสบอุทกภัย ก่อนลง