ให้‘อำนาจเต็ม’ผู้ว่าฯ ประกาศเขตภัยพิบัติทันที/ชัชชาติฟุ้งรับมือฝนรอบใหม่

นายกฯ วิดีโอคอนเฟอเรนซ์จากบุรีรัมย์นั่งบัญชาการ บกปภ.ช. สั่ง ผวจ.ทั่วประเทศรับมืออุทกภัย หากคาดว่าจะเกิดภัยใช้อำนาจประกาศเขตสาธารณภัยโดยไม่ต้องรอให้เกิดก่อน ต้องเตรียมศูนย์พักพิง-เครื่องสูบน้ำ-อาหาร-ยา สั่งภาคใต้ทบทวนแผนเผชิญเหตุ เน้นรายอำเภอรับฝนหนัก 4-10 ต.ค. พร้อมลุยเยี่ยมน้ำท่วม จ.ปราจีนฯ จับตะหลิวแต่ไม่ได้ผัดอาหารกลัวโดนด่าอีก “รองเลขาฯ สทนช.” เผยมวลน้ำเหนือถึงอยุธยา 4 ต.ค. ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา-แม่น้ำน้อยเพิ่มสูงขึ้น ลุ่มน้ำเพชรบุรียังน่าห่วง  “กรมอุตุฯ” แจ้ง 12-14 ต.ค. ภาคกลางดีขึ้น ฝนลงไปภาคใต้แทน "ชัชชาติ" ยัน กทม.เริ่มคลี่คลาย  ลุยฟื้นฟูเคหะร่มเกล้า 5 ต.ค. พื้นที่แห้งเพิ่มขึ้น  80% ไม่กังวลน้ำเหนือ-ทะเลหนุน มั่นใจไม่ซ้ำรอย

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 4 ตุลาคม ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย วิดีโอคอนเฟอเรนซ์มาจากจังหวัดบุรีรัมย์ เข้าร่วมประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.)   เพื่อติดตามสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม, นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม, นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี), นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน, นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข รวมถึงปลัดกระทรวงสาธารณสุข รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์อยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์ด้วย

โดยนายกฯ กล่าวว่า ได้รับรายงานมาว่าหลายพื้นที่สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดี ต้องถือว่าอยู่ในช่วงเฝ้าระวังอย่างสูง ทั้งนี้ต้องอัปเดตสถานการณ์ ตรวจความพร้อมรับมือในการให้ความช่วยเหลือเหตุการณ์ ฟื้นฟูเยียวยา เฝ้าระวังมวลน้ำระลอกใหม่ไว้ด้วย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย เมื่อวันที่ 3 ต.ค.ที่ผ่านมา  ตนลงพื้นที่ชัยนาทและนครสวรรค์ ไปที่ศูนย์อพยพ เพื่อติดตามเรื่องการดูแลช่วยเหลือผู้ประสบภัย สิ่งที่ทำต่อเนื่องคือต้องจัดศูนย์พักพิงให้พร้อมในทุกที่ที่มีความจำเป็น โดยเฉพาะการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง กลุ่มเปราะบาง  เด็ก และผู้ช่วยเหลือตัวเองได้จำกัด ขอให้ ผวจ.ทุกจังหวัด ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ในพื้นที่นั้น จัดเตรียมอาหาร น้ำดื่ม จัดการสาธารณสุข ยา การรักษาพยาบาลและไฟฟ้า น้ำประปาที่จำเป็น พร้อมทั้งวางแผนพากลับบ้านอย่างปลอดภัยเมื่อน้ำลด

นายกฯ กล่าวต่อว่า เห็นสภาพในศูนย์พักพิง ถือว่าการนำตัวมาที่ศูนย์พักพิงในระยะเวลาที่เกิดอุทกภัยน่าจะมีความลำบากมากกว่า ถ้าเราเตรียมการไว้ล่วงหน้า ช่วงนี้เราประชุมทุกวัน จะทราบการพยากรณ์อากาศ มีกรมอุตุนิยมวิทยามาให้ข้อมูลทุกวัน หากมีความเสี่ยงตรงไหน อยากให้ ผวจ.ทุกจังหวัดได้ตัดสินใจ สั่งการให้มีการเคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบางที่ได้กล่าวถึงให้ไปพำนักศูนย์พักพิงก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ 

"ขอให้บริหารจัดการการช่วยเหลือ การสื่อสารและรับบริจาคสิ่งของต่างๆ ให้ดี เพื่อให้เป็นประสบการณ์ที่ดีของผู้ให้และผู้รับ เราต้องคำนวณให้ถูกต้องว่าปริมาณการใช้ทรัพยากรต่างๆ อย่าให้เกินจนต้องบูดเน่า หรือไม่มีการบริหารจัดการ หรือจำเป็นต้องใช้แต่ของไปไม่ถึง  หรือข้าวของต่างๆ อยู่กระจุกในจุดเดียว ก็จะไม่เกิดประโยชน์ ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดประเมิน ลักษณะสมัยตั้งศูนย์ประสบภัยที่มีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดไหนมีความพร้อม มีสิ่งของเครื่องใช้บริการจัดหามาได้ มีบริจาคมากก็จะเป็นศูนย์กระจายไปยังจังหวัดและพื้นที่อื่นที่มีความพร้อมน้อยกว่า ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดดำเนินการตามนี้ด้วย"

นากฯ กล่าวด้วยว่า วันนี้จะหารือเพื่อเร่งเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ ที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ไว้ว่าจะมีฝนตกหนักช่วงวันที่ 4-10 ต.ค.นี้ และในฝั่งตะวันออก จะมีการตกบางแห่ง ฝั่งตะวันตกจะครอบคลุมทุกพื้นที่ ส่วนพื้นที่ที่มีฝนสะสมอาจนำไปสู่น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากและดินถล่มได้ ซึ่งต้องรอยืนยันจากกรมอุตุนิยมวิทยาอีกครั้งเพื่ออัปเดตข้อมูลในแต่ละวัน เพื่อนำไปวางแผน บริหารสถานการณ์และเตรียมพร้อมเผชิญเหตุ ทั้งนี้ ขอให้ ผวจ.ในภาคใต้ เร่งทบทวนแผนเผชิญเหตุ โดยย้ำเป็นรายอำเภอ ให้ระบุพื้นที่เสี่ยงและกลุ่มเปราะบางให้ชัด เตรียมศูนย์พักพิง เครื่องสูบน้ำ เรือ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า อาหาร ยา และทีมแพทย์ให้พร้อมก่อนฝนมา หากต้องอพยพประชาชนล่วงหน้า ต้องมีผู้รับผิดชอบถึงจุดที่ปลอดภัย

กำชับผู้ว่าฯ ใช้อำนาจตามกม.

นายกฯ กล่าวอีกว่า ขอให้เสนาธิการทหาร  ประสานแม่ทัพภาคที่ 4 ตลอดจนฝ่ายปกครองที่อยู่ในพื้นที่ภาคใต้ ให้มีการบูรณาการ เตรียมตัว กู้ภัยให้เป็นชุดปฏิบัติการเดียวกัน ทำอะไรล่วงหน้าได้ก็สั่งการได้เลย ตอนเกิดเหตุการณ์หาดใหญ่ทำงานร่วมกันเป็นทีมเดียวอยู่แล้วกับแม่ทัพภาคที่ 4 กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และฝ่ายปกครอง ได้ร่วมกันบริหารสถานการณ์ด้วยกันไม่มีการแยกกัน ช่วยเหลือบรรเทาความทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชนเป็นไปด้วยความมีประสิทธิภาพ และในพื้นที่อื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบพื้นที่ตามลุ่มน้ำสำคัญๆ ขอให้มีศูนย์บัญชาการทำงานตลอดเวลา จัดเวรเจ้าหน้าที่ไม่ให้เกิดความอ่อนล้า แจ้งเตือนประชาชนเพื่อข้อมูลที่ถูกต้อง กระชับ เข้าใจง่ายและทันเวลา ขอให้ ปภ.เป็นส่วนกลางข้อมูล ประสานข้อขัดข้องและติดตามผลให้ความช่วยเหลือจนถึงระดับพื้นที่ ขอให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยผ่านระบบการบริหารตั้งแต่ ผวจ. รอง ผวจ. ไปจนถึงนายอำเภอ ปลัดอำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่อยู่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด ข้อมูลทั้งหลายโฆษกรัฐบาล ได้จัดตั้งศูนย์ประชาสัมพันธ์สื่อสารประชาชนทั่วประเทศไว้แล้ว

 “ขอให้ รมว.สาธารณสุขจัดเตรียมสถานพยาบาล ทีมพยาบาลให้มีความพร้อม รวมถึงเวชภัณฑ์ต่างๆ ในส่วนศูนย์อพยพก็ขอให้มีหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ โรงพยาบาลชุมชน พื้นที่ต่างๆ ถ้ามีความสามารถในการรับผู้ป่วยติดเตียง ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงได้ ถ้าผู้ป่วยเหล่านั้นอยู่ในสถานพยาบาลจะได้ดูแล สุขภาพโดยทีมแพทย์พยาบาลน่าจะดูแลดีกว่า นำไปไว้ที่ศูนย์พักพิง" นายกฯ ระบุ

 ทั้งนี้ นายกฯ ได้กำชับ ผวจ.พื้นที่ที่มีแนวโน้มหรือคาดการณ์ว่าจะเกิดภัย ต้องใช้อำนาจในฐานะผู้อำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พิจารณาประกาศเขตสาธารณภัยได้โดยไม่ต้องรอให้เกิดภัย พร้อมทั้งพิจารณาใช้จ่ายงบประมาณตามจริง ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ระเบียบกำหนด เพราะตอนนี้พยากรณ์อากาศได้ระบุชัดแล้วว่าจะเกิดอะไร โดยเมื่อประกาศแล้ว ถ้าไม่ต้องใช้งบประมาณก็ไม่ใช้ แต่ไม่ใช่การรอให้เกิดเหตุอย่างเต็มที่แล้วค่อยประกาศ ต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าทุกวิถีทางเพื่อให้เกิดการบริหารสถานการณ์ และลดความเสียหายของพื้นที่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

นายกฯ ยังได้สั่งการนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง  รวมถึงนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย  ได้ซักซ้อมแนวทางการสำรวจความเสียหายเพื่อเบิกค่าสินไหมตามกรมธรรม์ประกันภัยแห่งชาติ ร่วมกับรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ได้รับมอบหมายจากปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดี ปภ. เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และ ผวจ.ทั่วประเทศโดยเร็ว เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างรวดเร็วและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนด

นายอนุทินให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์อุทกภัยในขณะนี้ว่า จังหวัดแถบลุ่มน้ำสำคัญของประเทศไทยในส่วนภาคอีสานตอนนี้น่าจะควบคุมสถานการณ์ได้อยู่ ที่หนักช่วงนี้จะเป็นพื้นที่ปริมณฑลที่เราจะต้องเร่งระบายน้ำออกไปให้มากที่สุด

โวการเยียวยาจะรวดเร็ว

เมื่อถามถึงมาตรการที่จะช่วยเหลือประชาชนในเรื่องกรมธรรม์ประกันภัยแห่งชาติ นายอนุทินกล่าวว่า ก็เร่งอยู่ หลังจากวันนี้เป็นต้นไปพี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงทั้ง 30 ล้านครัวเรือนมีประกันภัยคุ้มครองทางรัฐบาลจะประสานงานว่าเมื่อมีภัยเกิดขึ้น จากวันนี้เป็นต้นไปการเยียวยาช่วยเหลือเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วพี่น้องประชาชนไม่ต้องทำอะไร ทาง ปภ.และจังหวัดจะเร่งทำการสำรวจและประสานงานบริษัทประกันภัยเพื่อให้ความช่วยเหลือต่างๆ ได้ถึงมือพี่น้องประชาชนด้วยความรวดเร็ว

นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่มีดรามาเรื่องถุงยังชีพในหลายพื้นที่ เช่น จ.ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา นครนายก กาญจนบุรี และอ่างทอง ถูกนำไปแจกจ่ายประชาชนในพื้นที่ทางการเมืองของพรรครัฐบาลว่า ถุงยังชีพของ ปภ. ให้ทุกเขตทุกพื้นที่ที่มีการร้องขอมายังส่วนกลาง และวันนี้ถุงยังชีพของ ปภ.ถูกจัดส่งมากที่สุดในประเทศคือที่ กทม. เพราะฉะนั้นจะบอกว่าเราเลือกปฏิบัติเป็นไปไม่ได้ ขณะที่ทรัพยากรทุกอย่างที่ ปภ.มี ก็จัดส่งไปมากที่สุดในพื้นที่ กทม.เช่นกัน ในฐานะรัฐมนตรีก็ลงพื้นที่ ไม่ได้เลือกว่าเป็นพื้นที่ของ สส.พรรคไหน

"วันนี้ต้องมองข้ามสถานการณ์ทางการเมือง หากยึดติดกับเรื่องการเมืองก็ไม่ต้องทำอะไรกันแล้ว วันนี้หากมีการขุดเรื่องถุงยังชีพลงไปในพื้นที่รัฐบาล คนก็ไม่กล้านำถุงยังชีพไปให้ และหากเป็นพื้นที่ของฝ่ายค้าน คนก็ไม่กล้านำถุงยังชีพเข้าไปให้อีก สุดท้ายคนที่เดือดร้อนคือประชาชน ขอฝากคนที่จุดประเด็นนี้ขึ้นมา ผมว่าไม่ใช่เรื่อง และไม่ใช่เวลาใช้สถานการณ์นี้โยงว่าเป็นเรื่องพื้นที่ใคร" นายเจเศรษฐ์กล่าว

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ระยะนี้ ประกอบกับการระบายน้ำที่ไหลมาจากภาคเหนือมาสมทบกับมวลน้ำในภาคกลาง ทำให้ปัจจุบันมีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 27 จังหวัด ได้แก่ จ.เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อ่างทอง สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ ปทุมธานี นครปฐม ราชบุรี สมุทรสงคราม เพชรบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี บุรีรัมย์ ชัยภูมิ และสุรินทร์ รวม 154 อำเภอ 1,209 ตำบล 8,790 หมู่บ้าน และกรุงเทพมหานคร ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,171,165 ครัวเรือน 3,262,676 คน (ข้อมูล ศอ.ปภ. 4 ต.ค.69 เวลา 06.00 น.)

ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมในสถานการณ์อุทกภัย ถึงสถานการณ์ในแต่ละจังหวัดขณะนี้ว่า   จากรายงานฉบับล่าสุด จุดที่น้ำเริ่มลดลงคือลุ่มแม่น้ำแม่กลองและลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา โดยต้องจับตาเป็นพิเศษคือ จ.เพชรบุรี เนื่องจากยังมีปัจจัยที่เขื่อนแก่งกระจานและปริมาณน้ำฝนที่จะตกลงมาในช่วงวันที่ 10 ต.ค. และในส่วนของภาคใต้ และ จ.ฉะเชิงเทรา ยังอยู่ในจุดที่เสี่ยงเช่นกัน         

นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวถึงสถานการณ์น้ำล่าสุดว่า ลุ่มน้ำเจ้าพระยาปริมาณน้ำที่ลงมายัง จ.นครสวรรค์ น้ำในแม่น้ำปิงและแม่น้ำน่านมีปริมาณลดลง โดยในเวลา 09.00 น.ที่ผ่านมา ปริมาณน้ำที่ จ.นครสวรรค์ที่สถานี C.2 หรือสถานีวัดปริมาณน้ำบนแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งอยู่ที่บริเวณค่ายจิรประวัติ อ.เมืองนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์ ประมาณ 2,119 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่ยังโครงการระบายน้ำอยู่ที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา เนื่องจากน้ำจากแม่น้ำสะแกกรังยังมีปริมาณอยู่ โดยคาดว่า 2-3 วันปริมาณน้ำจากแม่น้ำสะแกกรังจะลดลง และสามารถระบายน้ำได้คงที่

กรมอุตุฯ ย้ำฝนลงภาคใต้

นายไพฑูรย์กล่าวว่า ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำไหลเข้ากับปริมาณน้ำไหลออกเท่ากัน ดังนั้น การระบายน้ำปัจจุบันอยู่ที่ 450 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้บริเวณเขื่อนพระราม 6 อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ระบายน้ำอยู่ที่ 655 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะมีพื้นที่ใน จ.พระนครศรีอยุธยา บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อยอาจจะมีปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้น ประมาณ 10 เซนติเมตร เนื่องจากมวลน้ำที่เดินทางจากเขื่อนเจ้าพระยาจะถึงบริเวณ จ.พระนครศรีอยุธยาในวันนี้ โดยมวลน้ำดังกล่าวจะเข้ามายัง จ.ปทุมธานี นนทบุรี กทม. และสมุทรปราการ แต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน เนื่องจากระดับคันกั้นน้ำของ จ.ปทุมธานี นนทบุรี และ กทม.ยังสูงกว่าค่อนข้างมากในบางจุด แต่อาจจะมีบางพื้นที่ลุ่มต่ำ ชานแม่น้ำหรือนอกคันกั้นน้ำได้รับผลกระทบ

นายไพฑูรย์กล่าวอีกว่า ส่วนฝั่งตะวันตก เขื่อนวชิราลงกรณ ยังสามารถรับน้ำได้อีก 83 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีการระบายอยู่ที่ 40 ล้านลูกบาศก์เมตร และวันนี้มีปริมาณน้ำเข้า 45 ล้านลูกบาศก์เมตร และในปัจจุบันมีปริมาณน้ำไหลเข้าและไหลออกจำนวนเท่ากัน ทำให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนคงที่ ด้านเขื่อนศรีนครินทร์ มีปริมาณน้ำอยู่ที่ 99.55% ยังสามารถรับน้ำได้อีกกว่า 700 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนท้ายเขื่อนแม่กลองระดับน้ำปัจจุบันอยู่ที่ 1,189 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำแม่กลองกลับเข้าสู่ตลิ่งเกือบทุกจุด ทำให้น้ำท่วมขังบริเวณ จ.ราชบุรี  สมุทรสงคราม โดยเฉพาะ อ.บางคนที และ อ.อัมพวา น้ำจะไหลกลับเข้าสู่แม่น้ำแม่กลอง คาดว่าจะใช้เวลาพอสมควร เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากน้ำขึ้นและลงของทะเล

รองเลขาธิการ สทนช.กล่าวว่า ขณะที่สถานการณ์น้ำลุ่มแม่น้ำเพชรบุรี จากที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าฝนจะตกหนักที่ อ.แก่งกระจาน มีแนวโน้มที่จะทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนแก่งกระจานอาจจะต้องมีการระบายน้ำที่เพิ่มขึ้น ซึ่งทางผู้ว่าราชการจังหวัดและกรมชลประทานได้ตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์ ในการที่จะชี้แจงข้อมูลให้กับประชาชนได้รับทราบ ในด้านภาคตะวันออก พื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา มีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น และ อ.องครักษ์ จ.นครนายก มีประเด็นเรื่องของการระบายน้ำ โดยโครงการชลประทานคลองรังสิตใต้ หรือโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตใต้ และ กทม.ช่วยในการระบายน้ำ ซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการดำเนินการภาพรวมทุกพื้นที่ ประกอบกับการคาดการณ์ปริมาณน้ำฝนของกรมอุตุนิยมวิทยา ในส่วนวันที่ 5-8 ต.ค.นี้ น่าจะไม่ทำให้น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาและเขื่อนแม่กลองเพิ่มขึ้นมาก ยังสามารถบริหารจัดการได้

นายฟาตา มรรษทวี ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพัฒนาระบบงานการพยากรณ์อุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า ในวันที่ 4 ต.ค. จะมีฝนตกบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากความกดอากาศต่ำลงมา รวมถึงภาคเหนือตอนบน โดยเฉพาะแถบด้านตะวันออกของภาคเหนือ ก่อนที่มวลอากาศเย็นจะขยับไปทางฝั่งตะวันตก จากนั้นในวันที่ 5-6 ต.ค. จะมีผลกระทบที่ภาคเหนือ ภาคกลาง ตะวันออก ภาคใต้ตอนบน และ กทม. ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีฝนลดลง หลังจากนั้นจะขยับไปด้านตะวันตกของภาคเหนือ รวมถึงภาคใต้ ขณะที่วันที่ 8-9 ต.ค. จะมีฝนที่ภาคใต้  เพราะความกดอากาศสูงจะเริ่มลงมาปกคลุม จากนั้นวันที่ 10-11 ต.ค. ซึ่งอยู่ในช่วงเปลี่ยนฤดู จะมีฝนบริเวณภาคกลาง กทม. ปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ หลังจากนั้นวันที่ 12-14 ต.ค. ภาคกลางจะดีขึ้น จะมีฝนทางภาคใต้แทน

ด้านนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ กทม.ว่า สถานการณ์น้ำในคลองหลักๆ ถือว่าดีขึ้น ยกเว้นคลองประเวศบุรีรมย์ ที่มีผลต่อพื้นที่ร่มเกล้า  ลาดกระบัง สะพานสูง ที่ต้องมีการระบายน้ำออกทางคลองประเวศบุรีรมย์ ซึ่งสถานการณ์น้ำท่วมร่มเกล้าและลาดกระบัง สูบน้ำไปแล้วและน้ำลดลง 50 เซนติเมตร ขณะที่ศูนย์พักพิงรถสามารถเข้า-ออกได้แล้ว ซึ่งคาดว่าในวันที่ 5 ต.ค. สถานการณ์จะดีขึ้นอย่างมาก และเริ่มการฟื้นฟูต่อไป ขณะนี้ถือว่าอยู่ในช่วงของการฟื้นฟู และเร่งระบายน้ำส่วนที่เหลือ ยอมรับที่มีหลายหมู่บ้านที่น้ำเข้าแล้วออกยาก ดังนั้น กทม.จะเข้าไปสูบน้ำออกให้ ส่วนหมู่บ้านที่สูบน้ำออกได้แล้วก็เร่งฟื้นฟู เช่น เคหะคลองจั่น แต่พบว่ามีขยะเป็นจำนวนมาก จึงมีการทำงานร่วมกับกระทรวงกลาโหม ในการจัดทำแผนจัดเก็บขยะ สถานการณ์ในพื้นที่ กทม.ค่อยๆ คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น

มั่นใจ กทม.ไม่ซ้ำรอย

เมื่อถามว่า สถานการณ์ในพื้นที่เคหะร่มเกล้า น้ำจะแห้งสนิทเมื่อใด นายชัชชาติกล่าวว่า เคหะร่มเกล้ามีพื้นที่กว่า 2,000 ไร่ หากจะให้แห้งพร้อมกันหมดก็เป็นไปไม่ได้ วันนี้มีบางพื้นที่เริ่มแห้งแล้ว ขณะที่วันที่ 5 ต.ค. คาดว่าจะมีพื้นที่แห้งเพิ่มขึ้น 80 เปอร์เซ็นต์ สถานการณ์จะค่อยๆ ดีขึ้น มีการแบ่งการฟื้นฟูเป็น 4 โซน โดยมีหลายหน่วยงานเข้ามาร่วมรับผิดชอบ

นายชัชชาติยังกล่าวถึงสถานการณ์ฝนในพื้นที่ กทม. 1-2 วันนี้ว่า มีการเตรียมพร้อมพร่องน้ำให้มากที่สุด ซึ่งตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์อากาศไว้ จะมีฝนตกประมาณ 30 มิลลิเมตร คิดว่าหากฝนไม่ตกแช่ อาจจะมีน้ำเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวล ในครั้งนี้ต้องเช็กสภาพอากาศในวันใกล้เคียงอีกครั้ง

เมื่อถามว่า สถานการณ์น้ำใน กทม.จะซ้ำรอยสัปดาห์ที่ผ่านมาหรือไม่ นายชัชชาติกล่าวว่า ต้องรอดูการพยากรณ์อากาศในปัจจุบัน แต่ฝนไม่ได้มากเหมือนที่ผ่านมา ที่มีปริมาณถึง 300 มิลลิเมตร ที่ตกหนักและปูพรมทั่ว กทม.ยืนยันว่าจะไม่ซ้ำรอย เพราะเป็นคนละรูปแบบ เนื่องจากเหตุการณ์ที่ผ่านมามีฝนตกแช่ทั้ง 3 วัน และปริมาณมาก แต่ฝนที่เป็นปกติ เหมือนมรสุมธรรมดา และน้ำเหนือน้ำหนุนตามปกติ ก็สามารถดูแลได้ เช่น ถ้าน้ำเหนือและน้ำหนุน ต้องดูแลพี่น้องประชาชนตามริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ ซึ่ง กทม.ดูแลและเร่งเสริมกระสอบทราย

เมื่อถามว่า เหตุใดฝนตกเพียงครึ่งชั่วโมงแต่น้ำท่วมถนนมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา นายชัชชาติกล่าวว่า เพราะมีน้ำขังในพื้นที่ ซึ่งคลองแต่ละจุดเต็ม เมื่อมีน้ำฝนมาเติมก็จะล้นขึ้นมาได้เร็ว แต่ก่อนหน้านี้แม้จะมีการพร่องน้ำไว้แล้ว และมีพื้นที่รองรับน้ำไว้ แต่ยังมีน้ำปริ่มในพื้นที่และดินก็ชุ่มน้ำ ไม่สามารถที่จะซับน้ำไม่ได้

เมื่อถามว่า น้ำทะเลหนุนจะส่งผลต่อการระบายน้ำหรือไม่ นายชัชชาติกล่าวว่า น้ำทะเลกับน้ำเหนือที่ไหลลงมา ถือเป็นน้ำที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งจะไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยา ตอนนี้ยังไม่ส่งผลกระทบอะไร เพราะคันกั้นน้ำยังมีพื้นที่เหลืออีกจำนวนมาก ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์อากาศว่าไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ เพราะน้ำเหนือไม่ได้มีจำนวนมาก จะสามารถคลี่คลายด้วยสถานการณ์ จึงขออย่ากังวลในเรื่องนี้           

เมื่อเวลา 15.50 น. ที่ จ.ปราจีนบุรี  นายอนุทินลงพื้นที่ตรวจติดตามการดำเนินงานโรงพยาบาลสนามค่ายจักรพงษ์ มณฑลทหารบกที่ 12 ค่ายจักรพงษ์ อ.เมืองปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี และคณะ โดยมีนายชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าฯ ปราจีนบุรี รักษาราชการแทนผู้ว่าฯ ปราจีนบุรี ร่วมลงพื้นที่กับนายกฯ  ตรวจเยี่ยมให้กำลังผู้ป่วย รพ.ค่ายจักรพงษ์ และ รพ.สนามค่ายจักรพงษ์ จ.ปราจีนบุรี จุดแรกเดินทางไปตรวจเยี่ยม และรับฟังปัญหาคือโรงพยาบาลสนาม โรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์  ซึ่งเป็นที่รองรับผู้ป่วยที่ต้องอพยพออกมาจากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร และโรงพยาบาลบ้านสร้าง โดยนายกฯ ได้เข้าไปเยี่ยมผู้ป่วยภายในโรงพยาบาลสนาม พร้อมให้กำลังใจทีมแพทย์ในการทำหน้าที่ดูแลประชาชน

จับตะหลิวแต่ไม่กล้าผัด

ขณะที่ทีมแพทย์รายงานว่า ปัจจุบันได้ขยายพื้นที่ห้อง ICU โรงพยาบาลกบินทร์บุรี 8 เตียง โรงพยาบาลศรีมหาโพธิ 6 เตียง ปัจจุบันยังต้องการความสนับสนุน เครื่องช่วยหายใจ 4 เครื่อง สายเครื่องช่วยหายใจ 8 เซต เครื่องให้ออกซิเจน 40 เครื่อง เครื่องดูดเสมหะแบบเคลื่อนที่ 30 เครื่อง เครื่องควบคุมน้ำเกลือ 20 เครื่อง

จากนั้นนายกฯ ได้เดินทางมาเยี่ยมประชาชนที่ศูนย์พักพิงสำนักงานขนส่งใหม่ปราจีนบุรี โดยให้กำลังใจผู้ป่วย ผู้สูงอายุ และประชาชนจิตอาสา โดยได้เข้าไปในเข้าไปโรงครัว พร้อมจับตะหลิวแต่ไม่ได้ผัดอาหาร โดยมีแม่ครัวเอ่ยปากถามนายกรัฐมนตรีว่า “นายกฯ ทอดไหมคะ” โดยนายกฯ ตอบกลับว่า “ไม่เป็นไรเดี๋ยวโดนว่าอีก” พร้อมเอ่ยปากชมว่า น่ากินมากเลย สีแบบนี้ดี แปลว่าตั้งใจทอด และกำชับให้อาหารการกินมีความพร้อม

นอกจากนี้ ได้ถามแม่ครัวอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งแม่ครัวบอกว่า อาหารทั้งหมดที่ทำจะนำไปแจกจ่ายให้ประชาชนที่เดือดร้อน โดยรอบเย็นจะทำอาหารช่วงเวลา 17.00 น. ส่วนรอบเช้าจะเริ่มทำอาหารตอนเวลา 03.00 น. ซึ่งนายกฯ ได้อุทานว่า “โอ้โห” ก่อนยกมือไหว้ พร้อมอวยพรขอให้เจริญๆ

โดยช่วงหนึ่งนายกฯ ได้ยืนยันกับผู้ประสบภัยว่า จะมีงบประมาณมาช่วยซ่อมแซมบ้านเรือนประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมแน่นอน ขอให้ไว้วางใจ ไม่ต้องกังวล นอกจากนี้ มีประชาชนได้สะท้อนว่าหลังจากน้ำลดแล้วขอให้นายกฯ ดูแล จ.ปราจีนบุรีเป็นพิเศษด้วย นายกฯ ได้ตอบกลับว่า แน่นอน ดูแลอยู่แล้ว

นายอนุทินให้สัมภาษณ์ภายหลังการลงพื้นที่ว่า จ.ปราจีนบุรี เป็นพื้นที่ประสบอุทกภัยหนักมากที่สุดในช่วงเวลานี้ ถึงขนาดที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ซึ่งเป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัดต้องปิดตัว ต้องย้ายผู้ป่วยทั้งหมดไปยังสถานพยาบาลอื่นๆ สำหรับการจัดตั้งศูนย์อพยพ จังหวัดได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากนายก อบจ.ปราจีนบุรี ซึ่งทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ ความพร้อมของศูนย์พักพิงทำให้ได้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขณะที่อาหารการกินได้รับความร่วมมือจาก อบจ.อาสาสมัครทุกหน่วย จนโรงครัวมีขนาดใหญ่ สามารถประกอบอาหารให้ศูนย์พักพิงและนำออกไปแจกจ่ายยังศูนย์พักพิงอื่นๆ ได้อีกด้วย จึงขอบคุณนายก  อบจ. ทีม จ.ปราจีนบุรีด้วย

นายกฯ กล่าวว่า การได้มาลงพื้นที่ทำให้ได้เห็นสภาพว่า นอกจากอุทกภัยที่หนักแล้ว ยังต้องมีการสนับสนุนจากภายนอก โดยเฉพาะเรื่องการขยายกรอบงบประมาณทดรองราชการฉุกเฉิน เพื่อสนับสนุนการดูแลผู้ประสบภัยได้อย่างเต็มที่

เมื่อถามถึงโรงพยาบาลสนามที่มีการรายงานว่าอาจขาดอุปกรณ์บางอย่าง นายอนุทินกล่าวว่า หากเข้ามาในสภาวะฉุกเฉินแบบนี้ ไม่ได้เรียกว่าขาด เพียงแต่ว่าหากอยู่ไประยะหนึ่ง ก็อยากให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น ให้เกิดความสะดวกสบายแก่ผู้ป่วย เวชภัณฑ์มีความพร้อมอยู่แล้ว ซึ่งการตั้งโรงพยาบาลสนาม กระทรวงสาธารณสุขมีแผนการรับมือตั้งแต่สมัยโรคโควิด-19 แล้ว

เมื่อถามว่า ประชาชนอยากรู้ว่าทำไม จ.ปราจีนบุรี ถึงระบายน้ำช้ากว่าจังหวัดอื่น และเมื่อไหร่จะระบาย นายอนุทินกล่าวว่า การระบายน้ำมันก็ต้องระบายทันทีที่ระบายได้ ระบายน้ำแล้วก็ต้องมั่นใจว่าระบายน้ำออกไปแล้วมันไม่กลับเข้ามาอีก ซึ่งตอนนี้เกิดสภาพน้ำรายล้อมอยู่  จึงยังไม่สามารถระบายน้ำจากพื้นที่ด้านในออกไปได้ เราถึงต้องมีแผนที่จะอพยพผู้คนออกมา แต่ขอให้ความมั่นใจว่าเวลาที่ระบายน้ำได้ จังหวัดมีความพร้อมที่จะเร่งระบายออกไป และอุปกรณ์ต่างๆ ก็มีการเตรียมการไว้อยู่แล้ว

นายกฯ กล่าวว่า ส่วนการเยียวยา เป็นไปตามที่เคยปฏิบัติมา เพราะน้ำท่วมในพื้นที่เกิน 7 วันแล้ว ถือว่าเข้าเกณฑ์การช่วยเหลือ 9,000 บาทต่อครัวเรือน เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็เป็นภาระของรัฐบาล ที่จะเร่งสำรวจขึ้นทะเบียนแล้วก็โอนเงินเยียวยาให้กับพี่น้องประชาชน ถ้าหลังวันที่ 1 ต.ค.69 มีเหตุอะไรขึ้นมาอีก การเยียวยาก็จะเป็นเรื่องของกรมธรรม์ประกันภัยที่รัฐบาลได้จัดทำมาเพื่อคุ้มครอง 30 บ้านครัวเรือน

ขณะที่ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ลงพื้นที่เคหะร่มเกล้า เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมขังและการเร่งระบายน้ำ พบว่ามีบางจุดที่มีน้ำท่วมขังสะสมเป็นเวลานานหลายวัน ส่งผลให้น้ำเริ่มมีสภาพเน่าเสีย เปลี่ยนสี และส่งกลิ่นเหม็นรบกวนการดำรงชีวิต ตลอดจนส่งผลกระทบต่อสุขอนามัยและสร้างความเดือดร้อนซ้ำเติมพี่น้องประชาชนในชุมชนเป็นอย่างมาก

นายวรศิษฎ์กล่าวว่า เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและรักษาสุขอนามัยของประชาชนอย่างเร่งด่วน จึงได้สั่งการและกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าดำเนินการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำควบคู่ไปกับการเร่งระบายน้ำทันที โดยได้ประสานความร่วมมือกับองค์การจัดการน้ำเสีย (อจน.) จัดส่งทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ฉีดพ่นสารจุลินทรีย์ชีวภาพในจุดที่มีน้ำขังเน่าเสียและส่งกลิ่นเหม็น เพื่อช่วยย่อยสลายและบำบัดปรับปรุงคุณภาพน้ำ ลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ และบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในเบื้องต้น.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปลี่ยนเส้นทาง"ภาษีบาป" ทำสีน้ำเงินเปิดศึกรอบทิศ

แนวร่วมจากภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะภาคส่วนประชาสังคมเริ่มออกมาแสดงท่าทีและเคลื่อนไหวผ่านบริบทต่างๆ เพื่อ ต่อต้าน-คัดค้าน การที่พรรคภูมิใจไทย นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เสนอร่างกฎหมาย 4 ฉบับที่มีสาระสำคัญคือ เปลี่ยนเส้นทาง เงินภาษีบาป

คนกรุงแห่ยื่นเยียวยา

"ศุภจี" เร่งหนุนส่งถุงยังชีพถึงพื้นที่น้ำท่วม คุมเข้มราคาสินค้า เบรกส่งออก 30-50% ป้องกันของขาดตลาด

‘ไทยพลัส’คึกคัก! มีสิทธิ30ล้านคน ยืนยันแล้ว22ล้าน

“ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” เทน้ำเทท่า! มีประชาชนผู้มีสิทธิในโครงการทั้งหมด 30.7 ล้านคน รายเดิมยืนยันสิทธิแล้วกว่า 22.3 ล้านราย แตะ 90% รัฐบาลย้ำผู้มีสิทธิที่เหลือกดยืนยันภายใน 15 ต.ค.

ปชป.จี้เลิกไลฟ์โชว์

ปชป.จี้ กทม. เลิก Live โชว์ที่ไม่ได้ผลลัพธ์อะไรเลย เรียกร้องศูนย์บัญชาการน้ำท่วมใช้ข้อมูลจริงในการทำงาน พร้อมเร่งทำอุโมงค์ส่วนต่อขยายบึงหนองบอนถึงคลองประเวศบุรีรมย์และคลองสี่ ด้าน "ชัชชาติ" ขอโทษ เจ้าหน้าที่ดุคุณลุงจนร้องไห้ หลังไม่เข้าใจลงทะเบียนเยียวยาออนไลน์