สร้าง 'ฉันทมติ' ใหม่ วงเสวนามองอนาคตดันแก้รธน.รายมาตราหยุดรัฐประหาร

เวทีเสวนา “ไทยโพสต์” 30 ปี มองอนาคตประเทศไทย ประชาธิปไตยไทย ดันแก้ไข รธน.รายมาตรา “มาร์ค-ธนาธร-ยะใส” มองหา “ฉันทมติร่วม" หยุดวงจรความขัดแย้งนำพาประเทศเดินหน้า ขยาด “ฮั้ว ส.ส.ร.” เตือนรัฐประหารครั้งหน้าหากเกิดขึ้นจ่อจบหนัก "ธีรยุทธ" ผ่าการเมืองไทย 3 ขั้ว "คนรุ่นใหม่-ประชานิยมบ้านใหญ่-อนุรักษนิยม" เตือนการเมืองทุนผูกขาด-นโยบายเอื้อกลุ่มทุนฉุดประเทศ

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 ณ สยาม อีเวนท์ เฮาส์ ซอยประชาชื่น 46 ในงานเสวนา 30 ปีไทยโพสต์ เวทีเสวนา "เหลียวหลัง แลหน้า วาดอนาคตประเทศไทย" มีการปาฐกถาพิเศษโดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง บรรยายพิเศษโดย ศาสตราจารย์ ธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการอิสระ และมีผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น ประกอบด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และ รศ.ดร. สุริยะใส กตะศิลา คณบดีวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม และรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต โดยมีนายสำราญ รอดเพชร และนางสาวนิธินาฏ ราชนิยม ดำเนินรายการ             

โดย ศ.ธีรยุทธกล่าวบรรยายตอนหนึ่งว่า ขอแบ่งการเมืองออกเป็น 3 ช่วง โดยช่วงที่ 3 คือหลังรัฐธรรมนูญปี 40 พรรคการเมืองออกมาสู้โดยเน้นประชานิยมเป็นหลัก ซึ่งความอยุติธรรมในการกระจายรายได้ระหว่างเมืองกับชนบทซึ่งสะสมมาโดยตลอด กลายเป็นปัจจัยพื้นฐานให้พรรคการเมืองประสบความสำเร็จอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะนายทักษิณ ชินวัตร เพราะชาวบ้านก็รู้สึกว่าเป็นครั้งแรกที่พรรคการเมืองเอาจริงเอาจังในระดับทั้งประเทศ คือ 30 บาทรักษาทุกโรค เป็นต้น

ศ.ธีรยุทธกล่าวว่า กลุ่มที่เกิดขึ้นในช่วงนี้คือกลุ่มเยาวชนปลดแอก เป็นแนวคิดประชานิยมบวกเปลี่ยนแปลง คือเข้ามาพร้อมกับคนรุ่นใหม่เจน Y เจน Z เข้ามาพร้อมกับความรู้สึกที่อยากจะเปลี่ยนแปลงให้เร็ว และรู้สึกว่าชนชั้นนำเป็นตัวขัดขวางการเปลี่ยนแปลง "ประเด็น 112 เป็นประเด็นที่ไม่ได้เรื่องไม่ได้ราวมากที่สุด นำมาซึ่งความเจ็บปวดในสังคม ทั้งที่สามารถแก้ไขได้ง่ายกว่าที่ทำๆ กัน ผมอยู่กรมทหารในช่วงชีวิตผมเป็นรอยัลลิสต์เต็มตัว และนานพอสมควร ผมเห็นถึงคุณประโยชน์ของสถาบันอยู่ เพราะ ร.9 ท่านทรงงานเหนื่อย เราไปนั่งนิ่งๆ อยู่นานได้ซะที่ไหน ต้องทำนู่นทำนี่ โดยกิจวัตรที่ท่านทำในฐานะสถาบัน เพราะฉะนั้นคุณประโยชน์ที่มองในสังคมวิทยามีเยอะ แต่คนรุ่นหลังบางทีไปสรุป ข้อคิดที่ไบแอส (อคติ) เช่นบางคนเอาความรู้ของฝ่ายซ้าย ก้าวไม่ทันกงล้อประวัติศาสตร์ก็ล้าสมัย"

ศ.ธีรยุทธกล่าวต่อว่า เมื่อมองความเป็นจริงของโลก ตั้งแต่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดี ประชาธิปไตยถูกด้อยค่าเพิ่มขึ้น ดังนั้นขณะนี้เรามีพลังการเมืองอยู่ 3 ส่วน 1.กลุ่มเยาวชนที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง จะเปลี่ยนแปลงเรื่องอะไร ตนขอถามว่าให้เป็นที่ยอมรับของสังคม เพื่อการเปลี่ยนแปลงจริงๆ 2.กลุ่มประชานิยมและบ้านใหญ่ เน้นกลุ่มชาวบ้านทั่วไป  ขณะนี้พรรคเพื่อไทยตก ภูมิใจไทยขึ้นมาแทน มีโบนัสจูงใจให้กับชาวบ้าน แต่ก็จะมีอนาคตต่อไป 3.กลุ่มอนุรักษนิยม คะแนนคนกลุ่มนี้น้อย แต่มีพลังจี้จุดให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเถียงไม่จบปมอำนาจ นกม.

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวว่า เมื่อย้อนกลับไปดูว่าทำไมที่ตั้งความหวังว่าการเมืองไทยจะดีขึ้น แต่ยังวนเวียนอยู่ในวัฏจักรอำนาจนิยมทุจริตคอร์รัปชัน และโจทย์ยากขึ้นกว่าเมื่อ 30 ปีที่แล้ว เพราะประชาธิปไตยเจอแต่ลมต้านทั่วโลก ตนเห็นด้วยกับคำว่าประชาธิปไตยที่ต้องมีมากขึ้น แต่ต้องระมัดระวังในการตีความบางเรื่อง เช่นความต่อเนื่องในรอบ 20 ปี เรามีนายกรัฐมนตรี 1 คนอยู่ 8 ปี ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นความต่อเนื่องที่มีปัญหาหรือไม่ แล้วกลุ่มเคลื่อนไหวทุกกลุ่มมักมีคำว่าประชาธิปไตยอยู่ เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ แต่สิ่งที่ทะเลาะกันอยู่เพราะมองคนละมุมเกี่ยวกับประชาธิปไตย ซึ่งหลักธรรมาภิบาลกับประชาธิปไตยไม่ควรต้องเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่ต้องส่งเสริมซึ่งกันและกัน

นายอภิสิทธิ์มองว่า 3 เรื่องใหญ่ที่ต้องแก้ให้ได้คือ 1. กฎกติกาเกี่ยวกับการทำธุรกิจ 2.การลงทุนเรื่องคน ระบบการศึกษาต้องปรับรื้อทั้งหมด และ 3.เรื่องการเมืองที่มองไม่เห็นทางทะลุทะลวง เพราะมีการรวบทุกกลไก ที่มีข่าวเรื่องฮั้ว สว. ฮั้ว กกต. กำลังจะต้องระวังเรื่องฮั้ว ส.ส.ร. ซึ่งเราต้องแก้เรื่องรัฐธรรมนูญและโครงสร้างอำนาจ และถ้ายังทะลุทะลวงทั้งฉบับไม่ได้ การแก้ไขอันดับ 1 คือการเลือกวุฒิสภาจะต้องไม่เป็นเหมือนครั้งที่ผ่านมา องค์กรอิสระต้องมีความโปร่งใส มีความรับผิดชอบต่อประชาชนและผู้เสียหายให้มากกว่านี้

"มีคนบอกว่าคนที่แบกรัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่นักการเมือง เพราะคนที่เป็นนักการเมืองเราไม่เชื่อถือ ก็จะมีข้อถกเถียงแบบนี้ ผมก็ไม่แน่ใจเพราะบทเรียนของผมในอดีต วันที่นักการเมืองมีอำนาจเยอะ ก็เป็นที่มาของปัญหาที่นำมาสู่สงครามมวลชน สุดท้ายก็ไปจบที่รัฐประหาร สิ่งที่ผมคิดคือ ทำอย่างไรให้ตัวแทนประชาชนผลักดันนโยบายและเจตนารมณ์ของประชาชนได้ แต่ถูกควบคุมด้วยธรรมาภิบาล" นายอภิสิทธิ์กล่าว

ด้านนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กล่าวว่า จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังการทำรัฐประหารปี 2549 ซึ่งเปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของ "2 ทศวรรษที่สูญหาย" (Lost Two Decades) ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาไทยต้องเสียเวลาไปกับการพยายามหาทางออกทางการเมืองที่วนอยู่ในอ่าง และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในทุกมิติ ในทางเศรษฐกิจตลอด 20 ปี (ปี 2549-2568) เติบโตเฉลี่ยเพียง 2.6% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่อยู่ที่ 3.3% ต่อปี และเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียน ไทยยังคงตามหลังอย่างเห็นได้ชัด โดยเวียดนามเติบโตเฉลี่ย 6% ต่อปี อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์เติบโต 4.9% ต่อปี ส่วนมาเลเซียและสิงคโปร์เติบโต 4.3% ต่อปี ส่งผลให้ไทยไม่สามารถสร้างงานและอาชีพใหม่ๆ ได้ นอกจากนี้ยังเกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางโครงสร้างที่รุนแรงขึ้น โดยเศรษฐกิจกระจุกตัวอยู่เฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่วนในด้านการศึกษาพบว่าผลการทดสอบ PISA ของเด็กไทยปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปี 2549

ชี้ต้องใส่ ปชต.ในโครงสร้างสังคม

นายธนาธรกล่าวต่อว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยผ่านการมีนายกฯ ถึง 10 คน เฉลี่ยดำรงตำแหน่งเพียงคนละ 2 ปี มีรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ เกิดการชุมนุมประท้วงใหญ่ 4 ระลอก นายกฯ ถูกสั่งพ้นจากตำแหน่ง 5 คน พรรคการเมืองหลักถูกยุบ 9 พรรค การเลือกตั้งเป็นโมฆะ 2 ครั้ง และเกิดรัฐประหารขึ้นถึง 2 ครั้ง และความไม่แน่นอนทางการเมืองดังกล่าว ทำให้ไม่มีรัฐบาลใดมีเวลาหรือสมาธิเพียงพอในการวางรากฐานนโยบายระยะยาว การใช้วิธีการหรือกลไกที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเข้ามาแก้ปัญหาทางการเมือง ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริง แต่กลับยิ่งฉุดรั้งให้สังคมไทยถอยหลัง หากต้องการเห็นประเทศไทยเจริญก้าวหน้า การยึดมั่นและพัฒนาความเป็นประชาธิปไตยให้มากขึ้น จึงเป็นทางออกเดียวที่สร้างความต่อเนื่องและเสถียรภาพให้แก่ประเทศได้อย่างแท้จริง

"ทางออกของประเทศคือ การนำระบบประชาธิปไตยที่แท้จริงใส่กลับเข้ามาในโครงสร้างสังคม และการเดินหน้าประเทศไทยจะเดินยังไงต่อ รวมไปถึงฉากทัศน์เมื่อความเห็นไม่ตรงกันว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างไร เมื่อกลไกที่เป็นประชาธิปไตยที่สันติมันไม่เกิดขึ้นสำหรับทุกคน หากเราพูดเรื่องนี้บ่อยๆ ว่าต้องการหาทางออกจากความขัดแย้ง ต้องการสร้างสังคมใหม่ด้วยกันอย่างสันติ เราต้องพูดด้วยกัน จากวงดีเบตใหญ่ โดยให้พรรคการเมืองและภาคประชาสังคมพูดคุยกันมากขึ้น"

นายธนาธรกล่าวอีกว่า ประเทศไทยตอนนี้มีปัญหาร่วมกันอยู่อย่างหนึ่ง เราไม่มีกฎกติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับด้วยกัน  ว่าตกลงเราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร เรามีรัฐธรรมนูญมาแล้ว 3 ฉบับ และฉบับปัจจุบันฉบับ 60 เราก็พูดกันตั้งแต่แรกแล้วว่ามันคือระเบิดเวลา และร่างขึ้นจากการไม่ไว้ใจนักการเมือง  และลดอำนาจลง ซึ่งแน่นอนมีนักการเมืองที่ไม่ดี แต่ก็มีนักการเมืองที่ดีอยู่ด้วย แต่การสรุปว่านักการเมืองเป็นปัญหาของประเทศ มันนำมาสู่การแก้ไขปัญหาแบบเดิม

นายธนาธรกล่าวต่อว่า ทางออกในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า ต้องยอมรับว่าผู้เล่นในสังคมไทยไม่ได้มีแค่นักการเมือง แต่รวมถึงกองทัพ เครือข่ายจารีตประเพณี และระบบราชการ ทุกฝ่ายจำเป็นต้องเปิดอกพูดคุยถึงความต้องการและความจำเป็นของตนเองบนโต๊ะเจรจา เพื่อร่วมกันกำหนดกติการะดับประเทศที่ยอมรับได้ทุกฝ่าย หยุดยั้งวงจรความขัดแย้ง และพาประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้ดีกว่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

"นอกจากการแก้ปัญหาและรัฐธรรมนูญฉบับเฉพาะหน้า  อาจจะต้องแก้เป็นรายมาตรา ควรจะต้องหาฉันทมติ และเป็นรัฐธรรมนูญหรือข้อตกลงที่เราจะต้องใช้ชีวิตในสังคมร่วมกันได้ แต่ไม่ใช่แค่นั้น บทบาทของรัฐในภาวะที่ผันผวนแบบนี้ รัฐควรมีบทบาทมากขึ้นในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจไปข้างหน้า ถ้าต้องการให้เศรษฐกิจโต คือต้องเพิ่มกำลังคน หรือเพิ่มความรู้เพิ่มเทคโนโลยี เศรษฐกิจจะโตได้เราจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยี การปฏิรูปรัฐเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก ประเทศไทยจะไปไกลกว่านี้ไม่ได้หากรัฐไม่มีการเพิ่มเสถียรภาพอย่างมีนัยสำคัญในอีก 10 ปีข้างหน้า" นายธนาธรกล่าว

หาฉันทมติแก้ รธน.รายมาตรา

ส่วน รศ.ดร.สุริยะใส กตะศิลา กล่าวว่า ได้ร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองกับประชาชนทุกกลุ่มทุกเครือข่าย ได้เห็นการเติบโตของพลังพลเมืองที่สูงมาก ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนบ้านเมือง แต่ปี 2549 การเคลื่อนไหวเปลี่ยนจากฐานการเมืองภาคประชาชน ปัญหาปากท้อง กลายเป็นประเด็นอำนาจประชาธิปไตย ในความหมายของแต่ละกลุ่ม เกิดสภาพการเมืองที่มีคู่ความขัดแย้งสูง จากนั้นก็เป็นความกลัวที่ไม่ต้องการที่จะแพ้ ซึ่งปัจจุบันอารมณ์ของประชาชนต่างๆ ยังมีภาวะอารมณ์ดังกล่าว ดังนั้นการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้คนที่มาถกเถียงกันโดยไม่ต้องมีคนแพ้ชนะ เป็นเรื่องที่ต้องทำจากวงเล็กๆ

รศ.ดร.สุริยะใสยังหยิบยกเรื่องสงครามไทย-กัมพูชา หรือสงครามภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวน เรื่องภูมิอากาศสุดขั้ว ว่าเป็นภาวะดิสรัปชัน ทำให้กระแสเรื่องความมั่นคงโดดเด่น โดยระบุมีกลุ่มการเมืองได้ประโยชน์จากกระแสนี้ แต่มีคำถามว่า จะดันวาระปฏิรูปให้ขึ้นมาคู่ขนานได้อย่างไร หรือการสร้างแนวร่วมกับเวทีนอกสภา เพื่อทำให้รัฐบาลรู้สึกว่านิ่งเฉยไม่ได้ ให้เป็นวาระของคนทั้งชาติ อาจจะไม่ใช่ประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตามในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมาพูดยากเรื่องฉันทมติ แต่รอบนี้เชื่อว่ามีโอกาสเพราะมาจากบทเรียน จากรัฐบาลที่รวบอำนาจผูกขาด ที่พยายามสถาปนาระบอบอำนาจเดี่ยวเช่นระบอบทักษิณ ซึ่งเป็นบทเรียนที่เจ็บปวดสำหรับการเมืองไทย

“เหตุที่ตั้งเรื่องฉันทมติเข้ามา เพราะภูมิทัศน์เรื่องสีเปลี่ยนไปมาก เมื่อคืนมีงานเลี้ยงของคนหลายสีหลายกลุ่ม มานั่งคุยกันเรื่องกฎหมายสร้างเสริมสันติสุขที่เพิ่งประกาศใช้ คนบางคนมานั่งในที่ที่เป็นพรรคพวกเก่าไม่เจอกัน 30 ปี มาคุยกันในจบที่เป็นโจทย์ในอนาคต เค้ารู้สึกว่าปัญหาที่ผ่านมาคิดว่ายากแล้ว มวลชนสู้กันมาติดคุกติดตาราง แต่รู้สึกว่าไปข้างหน้ายากกว่า ว่าจะไปยังไงประเทศไทย อารมณ์ของคนที่ผ่านการต่อสู้มันอึ้งอยู่ในอก มันไม่มีทางไป แต่ทุกคนอยากไป คงต้องสรุปบทเรียน ต้องวางกันลงบ้างภาวะแบบนี้" รศ.ดร.สุริยะใสกล่าว

รศ.ดร.สุริยะใสกล่าวด้วยว่า หากพูดถึงดีปสเตตที่มีภาวะหวาดกลัวเรื่องแบบนี้ หรือการตลบหลัง และอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ ใครจะเป็นคนจัดการ นี่เป็นอีกกระดานหนึ่ง ดังนั้นฉันทมติที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เพียงการปลดล็อกระบบในรัฐสภา  แต่การเมืองนอกรัฐสภาต้องเหลียวมองให้มากขึ้น พร้อมเสนอแนะให้หาฉันทมติทั้งในสภาและนอกสภา และจัดทำแคมเปญภาย 2-3 ปี โดยชี้ถึง 3 วาทกรรมที่เป็นภัยหลอนทางการเมือง 1.การผูกขาดการรักชาติ 2.การเมืองแบบธุรกิจการเมืองผูกขาด 3.การผูกขาดอนาคต.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง