กสม.ห่วงสิทธิปชช. ภท.โต้ฮุบ4องค์กร

"ณัฐพงษ์" ดักทางรื้อที่มารายได้ 4   กองทุน อย่ารวบอำนาจทุกอย่างและคุมไทยพีบีเอสสื่อสาธารณะ "กสม." หวั่นสั่นคลอนอิสระสื่อ-สิทธิประชาชนรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ขณะที่ 3 กองทุนเสี่ยงกระทบสิทธิสุขภาพและสวัสดิการกลุ่มเปราะบาง "ศุภชัย" ย้อนถาม กสม.รับเงินรัฐเคยถูกแทรกแซงหรือ ชี้ความเป็นอิสระไม่ได้แปลว่าต้องอยู่นอกระบบงบฯ ย้ำเงินรัฐต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ โต้ "เท้ง" ไม่ควรรีบตีตรา สส.ใช้สิทธิตาม รธน.ว่าเป็นการครอบงำ

ที่รัฐสภา วันที่ 6 ตุลาคม สืบเนื่องจาก สส.พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เสนอร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ ประกอบด้วย ร่าง พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส., ร่าง พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ ไทยพีบีเอส, ร่าง พ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย และร่าง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ หรือเปลี่ยนเส้นทาง "เงินภาษีบาป" เข้าสู่ระบบงบประมาณแผ่นดิน โดยนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดจริงๆ บอกตามตรงว่าตั้งแต่เป็นประธาน  การเมืองหรือกิจการของพรรคตนก็ไม่ได้ยุ่ง ทำเฉพาะเรื่องของสภา ส่วนเรื่องการแก้กฎหมายของพรรคก็เป็นเรื่องของพรรคไป

เมื่อถามถึงงบประมาณของ สสส.ที่ผ่านมามีการรายงานกับสภาเพียงพอต่อการตรวจสอบหรือไม่ นายโสภณกล่าวว่า ทุกหน่วยงานที่มารายงานต่อสภาเป็นการรายงานตามกฎหมาย สมัยก่อนเป็นการรายงานถือว่าผ่านไปแล้วก็จะให้ข้อสังเกต  หลังๆ มาตนได้เห็นการซักถามรายงาน เป็นเรื่องที่ดี ไม่ใช่เป็นการรายงานแค่พิธีกรรม จะได้ตอบคำถามชี้แจงได้ว่าใช้เงินอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องการรับผิดชอบต่อสภาตามกฎหมาย

นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวว่า สามารถมองได้หลายมุม แต่หลักการสำคัญคือสื่อมวลชนต้องมีความเป็นกลาง ซึ่งมีผลสำรวจว่าความน่าเชื่อถือของสื่อมวลชนไทยทำหน้าที่ได้ในระดับที่ 6 ของโลก ซึ่งตนมีความมั่นใจว่าสำนักข่าวทุกแห่งมีความน่าเชื่อถือในการนำเสนอข้อเท็จจริงและเชื่อมั่นในความตรงไปตรงมาของสื่อมวลชน

ด้านนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวว่า อย่างแรกจะต้องยืนหลักความเป็นอิสระและสิทธิเสรีภาพในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ซึ่งกฎหมายทั้ง 4 ฉบับจะกระทบการทำหน้าที่ของไทยพีบีเอส สิ่งที่รัฐบาลควรออกมาให้ความชัดเจน คือไม่ว่าจะแก้กฎหมายอย่างไร อย่างแรก ภาษีที่เก็บจากธุรกิจบาป หรือภาษีเหล้าบุหรี่ ไม่ควรทำให้เอกชนดังกล่าวต้องจ่ายภาษีน้อยลง

นายณัฐพงษ์กล่าวว่า เรื่องนี้ได้เห็นการแสดงความเห็นของนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย แต่สิ่งที่ต้องการเห็นคือความชัดเจนมากขึ้นในเรื่องนี้ ถัดไปเข้าใจดีเรื่องหลักวินัยการเงินการคลัง แต่อย่าลืมว่าอีกหลายกองทุนไม่ว่าจะเป็นกองทุนผู้สูงอายุ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ กองทุน สสส. มีหน้าที่ภารกิจในส่วนของเขา ที่ต้องให้อิสระในการทำหน้าที่ส่วนหนึ่ง

"ที่สำคัญไม่แพ้กันมองว่ารัฐบาลต้องให้ความเชื่อมั่นหลักประกันได้ว่า ความพยายามในการแก้ไขกฎหมายเหล่านี้ ไม่ได้เป็นไปเพื่อความพยายามในการรวบทุกอย่างมาอยู่ในการกำกับดูแลของรัฐบาลโดยตรงทั้งหมด ทำให้รัฐบาลสั่งการได้ทุกอย่างรวมถึงสื่อ เช่น ไทยพีบีเอส" นายณัฐพงษ์กล่าว

วันเดียวกัน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลถึงผลกระทบต่อกรณี สส.เสนอร่างแก้ไขพระราชบัญญัติ 4 ฉบับ โดยระบุว่า การยกเลิกการจัดเก็บเงินส่วนเพิ่มจากภาษีสุราและยาสูบให้แก่ไทยพีบีเอส จะส่งผลกระทบต่อความเป็นอิสระอย่างแท้จริงในการทำหน้าที่สื่อสาธารณะ ทำให้สื่อสาธารณะต้องอยู่ภายใต้ระบบการพิจารณาและอนุมัติงบจากฝ่ายบริหารหรือฝ่ายการเมือง ซึ่งจะส่งผลกระทบไปยังสิทธิของประชาชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ครบถ้วน เที่ยงธรรม สื่อสาธารณะมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนได้รับข่าวสารที่รอบด้าน ไม่ถูกครอบงำด้วยผลประโยชน์ทางการค้าหรือทางการเมือง

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของแหล่งรายได้ของอีก 3 กองทุน ได้แก่ สสส., กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ซึ่งเป็นเสาหลักสำคัญในการส่งเสริมสุขภาวะและคุณภาพชีวิตของประชาชน อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทำงานเชิงส่งเสริมและป้องกันปัญหาที่ต้นเหตุ ขณะที่วิกฤตสาธารณสุขจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังทวีความรุนแรงขึ้น และเป็นความเสี่ยงด้านภาระทางการเงินมหาศาลที่รัฐต้องแบกรับเพื่อการรักษาโรคในอนาคต ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและสิทธิของประชาชน โดยเฉพาะประชากรกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก คนพิการ ที่จำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมสุขภาวะ

จึงเรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องพิจารณาข้อเสนอดังกล่าวด้วยความรอบคอบ โดยหาทางออกเชิงนโยบายที่ได้สัดส่วนและสมเหตุผล ระหว่างการรักษาวินัยการเงินการคลังกับการคุ้มครองเสรีภาพของสื่อมวลชน ตลอดจนสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

ขณะที่ นายศุภชัย ใจสมุทร ชี้แจงว่า กสม.เองก็ได้รับงบประมาณจากรัฐผ่านระบบงบประมาณ  แล้วการรับงบจากรัฐเคยทำให้ กสม.ไม่เป็นอิสระหรือไม่ ในปีงบประมาณ 2567 ได้รับจัดสรรงบ   268,041,900 บาท และ กสม.ก็ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบ เสนอแนะ และแสดงความคิดเห็นต่อรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐได้ตามอำนาจหน้าที่ ดังนั้น การได้รับงบจากรัฐ ไม่ได้แปลว่าองค์กรนั้นต้องตกอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล

"เช่นเดียวกับศาลและองค์กรอิสระต่างๆ ที่ใช้งบประมาณแผ่นดิน แต่หลักประกันความเป็นอิสระขององค์กรเหล่านั้นอยู่ที่รัฐธรรมนูญ  กฎหมาย โครงสร้างองค์กร และการห้ามแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช่อยู่ที่ว่าองค์กรนั้นจะต้องมีรายได้ซึ่งถูกกันไว้นอกระบบงบประมาณหรือไม่"

นายศุภชัยกล่าวว่า ส่วนกรณีอีก 3 หน่วยงานและกองทุน ข้อห่วงกังวลดังกล่าวรับฟังได้เช่นกัน แต่ต้องแยกให้ชัดว่า "สิทธิของประชาชนที่จะได้รับบริการ" ไม่เท่ากับ "สิทธิของหน่วยงานที่จะได้รับ Earmarked Tax ตลอดไป" รัฐยังคงมีหน้าที่จัดบริการและงบประมาณเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชน เพียงแต่สามารถจัดสรรผ่านระบบงบประมาณที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นหัวใจของหลักวินัยการเงินการคลังของรัฐ

นายศุภชัยโพสต์เฟซบุ๊กโต้นายณัฐพงษ์ด้วยว่า  ในฐานะ สส. ควรแยกให้ชัดเจนเช่นกันว่า “การเสนอแก้ไขกฎหมาย” กับ “การเข้าไปสั่งการหรือครอบงำองค์กร” เป็นคนละเรื่องกันรัฐธรรมนูญ มาตรา 133 บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า สส.จำนวนไม่น้อยกว่า 20 คนมีสิทธิเสนอร่างพระราชบัญญัติต่อสภาผู้แทนราษฎรได้

ดังนั้น การที่ สส.เห็นว่ากฎหมายซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบันควรได้รับการปรับปรุง ก็คือการใช้อำนาจนิติบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่หลักฐานในตัวมันเองว่ากำลัง “ฮุบ” หรือ “ครอบงำ” องค์กรใด ส่วนเนื้อหาของร่างจะเหมาะสม กระทบความเป็นอิสระจริงหรือไม่ ฝ่ายค้านมีสิทธิคัดค้านตั้งคำถาม เสนอแก้ไข หรือแม้แต่ลงมติไม่เห็นชอบได้เต็มที่ จึงควรช่วยกันรักษาพื้นที่ของรัฐสภาให้เป็นพื้นที่ที่สามารถเสนอ แก้ คัดค้าน และถกเถียงกฎหมายด้วยเหตุผล โดยไม่รีบตีตราการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญของอีกฝ่ายว่าเป็นการครอบงำเพียงเพราะเห็นต่างกันในเนื้อหาของกฎหมาย.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ขยาดพูด‘เอาอยู่’ ห้ามการ์ดตกงัดทุกแผนสกัดท่วมใต้เร่งกู้ปราจีน-แปดริ้ว

“นายกฯ” ถก “บกปภ.ช.” สั่งเฝ้าระวัง  10 วันอันตรายฝนถล่มภาคใต้ 4-14 ต.ค. กำชับ “กรมอุตุฯ-ปภ.” อย่าการ์ดตก อัปเดตสถานการณ์เตือน ปชช.ตลอด

สส.ภูมิใจไทย แท็กทีมลุยน้ำ ส่งต่อข้าวกล่อง “ครัวภูมิใจไทย” บรรเทาทุกข์ประชาชนเขตสายไหม พร้อมรับฟังทุกปัญหา

(6 ตุลาคม 2569) ที่บริเวณซอยจตุโชติ 20 แขวงออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร สส.พรรคภูมิใจไทย ประกอบด้วย นายกิตติ กิตติธรกุล สส.กระบี่ เขต1 นายถิรเดช ตั้งมั่นก่อกิจ สส.กระบี่ เขต2

‘สส.บุ๊ค’ ลุยน้ำท่วมสายไหม-จตุโชติ ส่งข้าวกล่องภูมิใจไทยถึงมือชาวบ้าน

“วรายุทธ” สส.ยโสธร ภูมิใจไทย ลงพื้นที่น้ำท่วม กทม. ย่านสายไหม-จตุโชติ นำข้าวกล่องจากโรงครัวพรรคส่งถึงประชาชน แม้บางชุมชนอยู่ลึก-เดินทางลำบาก ย้ำเดินหน้าช่วยเหลือจนกว่าสถานการณ์คลี่คลาย