เคาะ 2 ใบคนละเบอร์ 32เสียงสกัดแลนด์สไลด์ ไม่เลือก ‘ตู่’ กลับบ้านนอน

“บิ๊กตู่” โอดถูกวิจารณ์ลงตลาดไปหาเสียง บอกทำให้คนถูกใจทั้งหมดไม่ได้ ลั่นต้องทำเพื่อคนส่วนใหญ่ พ้อมีโอกาสก็ทำต่อ ไม่มีโอกาสก็กลับบ้านนอน "ธนกร" ซัด "เลขาฯ พท." โม้รายวันมีหมัดเด็ดน็อกช่วงอภิปราย มั่นใจนายกฯอยู่ครบเทอม "กมธ.กม.ลูก" โหวต 32 ต่อ 14 เสียง ใช้บัตร 2 ใบต่างเบอร์ "ปชป." เสียงแตก "ฝ่ายค้าน" เชื่อมีใบสั่งรัฐบาลลงมติมาทางเดียวกัน "ชลน่าน" หยันกลัว พท.แลนด์สไลด์ "ศาล รธน." ตีตก "วิรัช" ร้องตีความศาลฎีกาสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่เหตุทุจริตคดีฟุตซอลขัด รธน.

ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 30 มี.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวถึงการลงพื้นที่ตลาดทรัพย์สินพัฒนา (ตลาดสะพานขาว) ช่วงเย็นวันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมาว่า เนื่องจากพอมีเวลาจึงได้ลงไปดู ไปเยี่ยมเพื่อให้กำลังใจกับบรรดาพ่อค้าแม่ค้า ตนทราบดีว่าทุกคนเดือดร้อน ไม่มีความสุข แล้วตนที่เป็นนายกรัฐมนตรีจะมีความสุขได้อย่างไร

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า อยากจะชี้แจงสื่อตรงนี้ ตนในฐานะผู้นำรัฐบาลก็พยายามทำทุกอย่างเต็มที่ ในการที่จะแก้ไขปัญหาให้ได้ บางอย่างอาจจะไม่ได้ 100% หรือไม่เป็นที่พอใจของทุกคนทุกภาคส่วน แต่ต้องยอมรับว่าวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนพร้อมๆ ในเวลาใกล้เคียงกัน แม้แต่ในประเทศไทยเราไม่เคยเจอสถานการณ์เช่นนี้ในยุคสมัยใหม่ขณะนี้

"ผมเองไม่เคยนิ่งดูดายในทุกๆ งาน แล้วจะหาโอกาสไปเยี่ยมเยียนอีกในโอกาสที่เหมาะสม ในหลายๆ พื้นที่ผมก็อยากไปคุยกับพวกเขา ให้กำลังใจกับพวกเขา แม้ใครจะชอบหรือไม่ชอบ ผมก็ไม่สนใจตรงนั้นอยู่แล้ว ผมต้องการจะไปเพื่อเห็นหน้าเห็นตาพวกเขา เพราะได้เห็นจากสื่อและสังคมโซเชียลต่างๆ มามากพอสมควรแล้ว ซึ่งก็มีทั้งคนที่พอใจและไม่พอใจ ผมถือเป็นเรื่องธรรมดา จะให้ใครรักเราทุกคนคงเป็นไปไม่ได้ แต่ขอให้เขาเข้าใจว่าความตั้งใจของผมคืออะไร ผมพยายามทำอย่างดีที่สุด” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ถามว่า มีการมองการลงพื้นที่ของนายกฯ เป็นการไปช่วยหาเสียงเพื่อช่วยเหลือใครหรือไม่ นายกฯ ตอบด้วยน้ำเสียงมีอารมณ์ว่า “ทำไมต้องมองไปในเรื่องการหาเสียงด้วย ผมไปหาเสียงให้ใครหรือ มันช่วงหาเสียงหรือเปล่า ไปหาเสียงให้ใคร  หาเสียงอะไร” 

เมื่อผู้สื่อข่าวระบุว่า ในช่วงนี้เป็นฤดูการหาเสียงท้องถิ่น โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานครแล้ว นายกฯ สวนทันทีว่า “เลือกตั้งอะไร เลือกตั้ง กทม. แล้วผมไปเลือกให้ใคร ผมพูดกับใคร ผมให้เครดิตใครหรือ ถ้ามองกันอย่างนี้ก็ไม่ต้องทำอะไร พอไม่ไปก็ว่าผม พอไปก็ว่าผมอีก ช่วงไหนไปได้ก็ไป ถามว่าความขัดแย้งมันได้อะไรขึ้นมา อยากจะรู้ตรงนี้เท่านั้นเอง มีบางคนก็หวังแต่จะชนะ ถามว่าถ้าชนะแล้วมีความขัดแย้งแล้วจะได้ประโยชน์อะไรขอถามหน่อย

"ผมพยายามทำหน้าที่ของผมให้ดีที่สุดนั่นแหละ ถึงแม้ว่าจะมีคนโจมตีว่าอะไรต่างๆ ผมไม่โกรธ โกรธไม่ได้หรอก เพราะผมทำให้เขาถูกใจไม่ได้ทั้งหมด แต่ผมจำเป็นต้องทำเพื่อคนส่วนใหญ่ให้มากที่สุด ก็ถ้ามีโอกาสก็ทำต่อไป ไม่มีโอกาสก็กลับบ้านนอน เท่านั้นเอง" นายกฯ กล่าว

ส่วน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงกระแสข่าวในอนาคต พล.อ.ประยุทธ์อาจไปนั่งในตำแหน่งสำคัญของพรรครวมไทยสร้างชาติว่า ไม่รู้ นายกฯ จะไปไหนล่ะ ก็อยู่กับตนนี่แหละ

ถามว่า พรรครวมไทยสร้างชาติจะแย่งคะแนนกับ พปชร.หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่มี พปชร. ไม่มีให้ใครแย่ง ของเรามีตัวอยู่แล้ว เมื่อซักว่ามีแนวโน้มนายกฯ จะสมัครเป็นสมาชิกพรรค พปชร. หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่มา จะมาทำไมมีตนอยู่แล้ว พอถามว่านายกฯ ไม่อยู่ พปชร. แต่จะไปอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรไม่ตอบคำถามแต่ร้อง "โอ้โห"

มั่นใจ'บิ๊กตู่'อยู่ครบเทอม

ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาตอบโต้นายประเสริฐ จันทรรวงทอง  เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ที่ระบุ พล.อ.ประยุทธ์จะอยู่ไม่ครบเทอม และหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะอยู่ยากแน่นอนว่า   เชื่อว่าถ้าฝ่ายค้านมีข้อมูลเด็ดจริงอย่างที่โม้รายวัน คงจะเก็บไว้เป็นหมัดเด็ดมากกว่า คงไม่ออกมาโหมโรงพร่ำเพรื่อ เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์สามารถอยู่บริหารประเทศเพื่อแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนจนครบเทอมอย่างแน่นอน โดยเฉพาะหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วรัฐบาลจะยิ่งทำงานได้ง่ายขึ้น เพราะประชาชนจะได้รับฟังคำชี้แจงจากรัฐบาลจนหายสับสนจากข้อมูลของฝ่ายค้าน

ขณะที่พรรครวมไทยสร้างชาติจะมีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 65 ในวันที่ 31 มี.ค. ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี โดยนายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ก่อตั้งพรรครวมไทยสร้างชาติ   กล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้ยังไม่มีการแต่งตั้งตำแหน่งบิ๊กเซอร์ไพรส์ แต่จะมีการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่พลางไปก่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรครวมไทยสร้างชาติจะเปิดตัวแกนนำสำคัญในช่วงเดือน พ.ค.หรือ มิ.ย.65 หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงโลโก้พรรค จะยังใช้โลโก้เดิม รวมถึงที่ทำการพรรคยังใช้ที่ทำการ จ.นครราชสีมา จะยังไม่มีการย้ายที่ทำการพรรคมาที่ซอยอารีย์สัมพันธ์

ที่รัฐสภา เวลา 09.30 น. นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. กล่าวก่อนการประชุมสภาถึงกรณี กมธ.ซีกรัฐบาลไม่ต้องการบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ หมายเลขเดียวกัน เพราะกังวลพรรคเพื่อไทยจะได้คะแนนแลนด์สไลด์ว่า ที่ประชุมพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) มีมติให้แก้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เป็นหมายเลขเดียวกัน โดยมีจุดประสงค์เพื่อต้องการให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็ง

"ถ้าออกแบบตามข้อกฎหมายก็ต้องทำให้การเลือกตั้งตรงกับเจตนาของประชาชนให้มากที่สุด โดยการออกแบบการเลือกตั้งต้องมีความชัดเจน พรรคประชาธิปัตย์เคยมีประสบการณ์ว่า ถ้าแต่ละเขตเลือกตั้งผู้สมัคร ส.ส.กับหมายเลขพรรคคนละเบอร์กัน เวลาลงพื้นที่จะสร้างความสับสนให้ผู้เลือกและผู้รณรงค์หาเสียง เราพบว่าบางกรณี ส.ส.หาเสียงให้แต่ตัวเอง แต่ไม่ยอมหาเสียงให้พรรค ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาพรรคการเมืองอ่อนแอ" นายสาธิตกล่าว

ถามว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่หวั่นที่พรรคเพื่อไทยจะแลนด์สไลด์ใช่หรือไม่ นายสาธิตกล่าวว่า หลักการในการแก้รัฐธรรมนูญมี 2 อย่างคือ 1.ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง และ 2.ให้ความสะดวกกับประชาชน ถ้าวันนี้แก้กฎหมายเพื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งและเป็นประโยชน์กับอีกฝ่ายหนึ่ง กติกาจะไม่ได้รับความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือ ดังนั้นหากใครแพ้ใครชนะก็จะหยิบยกสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาจนอาจทำให้การเลือกตั้งเป็นปัญหา และเกิดเป็นความขัดแย้งในบ้านเมือง พรรคการเมืองใดจะมาเป็นเพียงสมมติฐานทั้งสิ้น แต่สุดท้ายวันเลือกตั้งก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าแก้กฎหมายเพื่อตัวเองหรือเพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ก็อย่าหวังว่าจะได้รับความเชื่อมั่นกับประชาชน

ต่อมาเวลา 11.30 น. ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่มีนายสาธิต ในฐานะประธาน กมธ. เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาเรื่องสำคัญต่อจากการประชุมครั้งที่ผ่านมา คือ การกำหนดหมายเลขประจำตัวผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต และหมายเลขประจำตัว ส.ส.บัญชีรายชื่อ โดยมี กมธ.ขาดประชุม 2 คน คือ นายอนันต์ ผลอำนวย ส.ส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะรองประธาน กมธ. เนื่องอยู่ระหว่างการรักษาตัวเพราะติดโควิด และนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ ในฐานะ กมธ. เนื่องจากเดินทางไปต่างประเทศ

เคาะใช้บัตร 2 ใบต่างเบอร์

นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ อดีต ส.ส.และ กมธ.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย กล่าวสนับสนุนให้ใช้หมายเลขเดียวกันทั้งหมด  โดยระบุว่า ไม่ทราบว่าทาง กมธ.จะทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากทำไม การใช้หมายเลขเดียวกันไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่เป็นประโยชน์สำหรับทุกพรรค รวมถึงประชาชนที่จะได้ง่ายต่อการโหวต และสะดวกในการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. และ กมธ.สัดส่วนพรรคเสรีรวมไทย กล่าวว่า มีบางฝ่ายกังวลว่าหากเห็นด้วยให้ใช้หมายเลขเดียวกันจะขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 90 ตนเห็นว่าพรรคเพื่อไทยได้แก้ปัญหาเรื่องนี้ไว้แล้ว โดยให้วันแรกรับสมัคร ส.ส.แบ่งเขตไปก่อน จากนั้นวันที่สองรับสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ แล้วก็ค่อยนำหมายเลขของ ส.ส.บัญชีรายชื่อไปใช้กับ ส.ส.แบ่งเขต วันนี้สังคมกำลังจับตาว่าคณะ กมธ.สร้างความลำบากหรือความง่ายให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

ขณะที่ กมธ.ฝั่งพรรคประชาธิปัตย์เสียงแตก โดยนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช นายเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ เห็นด้วยให้ใช้หมายเลขเดียวกัน แต่นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี สนับสนุนให้ใช้คนละหมายเลข โดยระบุว่า จะทำให้การซื้อเสียงยากขึ้น และเป็นการสร้างความยุ่งยากให้กับคนทุจริตซื้อเสียงด้วย

ด้าน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอตั้งข้อสังเกตว่าการใช้หมายเลขเดียวกันจะมีการซื้อเสียงมากกว่าใช้คนละหมายเลข จริงหรือไม่ และเห็นว่าการใช้คนละหมายเลขนั้น ผู้สมัคร ส.ส.จะซื้อเสียงให้เฉพาะกับตัวเอง และจะไม่ยอมหาเสียงให้พรรคแน่นอน

นายกิตติพงษ์ บริบูรณ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า ในแง่การบริหารจัดการการเลือกตั้งของ กกต. ทำได้ทั้ง 2 แบบ แต่ถ้ามองในแง่การโหวต แบบเบอร์เดียวเป็นประโยชน์ทั้งกับประชาชนและผู้สมัคร ส.ส. เพราะง่ายและสะดวก แต่เมื่อกฤษฎีกาเห็นว่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 90 กกต.ก็ต้องเห็นตามกฤษฎีกา

นางชื่นสุมน นิวาทวงษ์ ตัวแทนกฤษฎีกา ชี้แจงว่า มาตรา 90 เพียงแต่กำหนดว่าต้องสมัคร ส.ส.แบ่งเขตเสียก่อน จึงจะสามารถสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อได้ และเมื่ออ่านใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ฉบับปัจจุบัน จะพบว่าในมาตรา 48 ได้กำหนดไว้ว่าเมื่อยื่นใบสมัคร ส.ส.แล้วจะมีการตรวจสอบและออกเป็นหลักฐานการรับสมัครพร้อมกับหมายเลข ดังนั้นกฤษฎีกาจึงต้องพิจารณาให้ตรงตามที่กฎหมายกำหนด โดยยึดรัฐธรรมนูญ มาตรา 90 และกฎหมายลูกเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 46, 48, 47 และมาตรา 49

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ กมธ.ถกเถียงแสดงความเห็นครบทุกคนแล้ว กระทั่งเวลา 13.00 น. ที่ประชุมจึงลงมติชี้ขาดในประเด็นดังกล่าว ผลปรากฏว่า กมธ.ลงมติเสียงข้างมากด้วยคะแนน 32 ให้ใช้บัตรเลือกตั้ง ส.ส.เขตและ ส.ส.บัญชีรายชื่อเป็นคนละเบอร์กัน ตามร่างหลัก และ 14 เสียง ให้ใช้บัตรเลือกตั้งเบอร์เดียวกัน และงดออกเสียง 1 เสียง คือนายสาธิต โดยเสียง กมธ.ฝ่ายรัฐบาลรวมกันอย่างเหนียวแน่น 32 เสียง จาก ส.ว. 14 เสียง, ครม. 7 เสียง, พรรค พปชร. 5 เสียง, พรรค ภท. 3 เสียง, พรรค ปชป. 1 เสียง, พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) 1 เสียง และพรรคเศรษฐกิจไทย (ศท.) 1 เสียง ส่วน กมธ.ฝ่ายค้าน 14 เสียง ประกอบด้วย พรรค พท. 8 เสียง, พรรคก.ก. 3 เสียง, พรรค สร. 1 เสียง รวมถึงเสียง กมธ.จากพรรค ปชป.ที่แบ่งมาให้ 2เสียง

หยันรบ.กลัวแลนด์สไลด์

จากนั้น นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะเลขานุการ กมธ. แจ้งต่อที่ประชุมว่า วันที่ 31 มี.ค. จะมีวาระพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ประเด็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ก่อตั้งพรรค ซึ่งเรื่องนี้มีนายอนันต์ ผลอำนวย ส.ส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ และ กมธ.เสนอไว้ด้วย แต่เนื่องจากเจ้าตัวพักรักษาอยู่ เนื่องจากติดโควิด จึงเห็นว่าควรเลื่อนประเด็นดังกล่าวออกไปก่อน เพื่อให้นายอำนวยได้มีโอกาสอภิปรายชี้แจง ซึ่งนายสาธิตก็ได้รับทราบเรื่องนี้ และสั่งปิดการประชุมเวลา 13.20 น. โดยประมาณ

นพ.ชลน่านกล่าวภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมว่า การเสนอให้ใช้บัตรสองใบเบอร์เดียวกัน เพื่อความสะดวกกับผู้ใช้สิทธิ์ ไม่สร้างความสับสนกับประชาชน แต่การใช้บัตรคนละเบอร์ยิ่งทำให้ผู้สมัครหาเสียงเลือกตั้งไม่ยอมหาเสียงให้พรรคการเมือง และจะยิงลูกโดด การลงมติครั้งนี้เสียงออกมาเป็นกลุ่มเป็นก้อน เชื่อว่าไม่น่าจะเกี่ยวกับข้อกังวลจะขัดรัฐธรรมนูญ แต่น่าจะกลัวแลนด์สไลด์จากพรรค พท. มากกว่า

นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรค พท. กล่าวว่า ดูผลลงมติที่ออกมา 32 เสียงของฝ่ายรัฐบาลแล้ว เชื่อว่ามีการสั่งการจากผู้มีอำนาจในรัฐบาลให้ลงมติออกมาในทิศทางเดียวกัน เพราะคะแนนออกมาเป็นกลุ่มก้อนเนื้อเดียวกัน ดูแล้วเป็นไปได้ยาก หากไม่มีการสั่งการมา อย่างไรก็ตาม พรรค พท.และพรรคร่วมฝ่ายค้านจะยังสู้ต่อไป จะไปอภิปรายเพื่อคัดค้านในการประชุมรัฐสภาวาระ 2

วันเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ไม่รับคำร้องกรณีนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นางทัศนียา รัตนเศรษฐ  ส.ส.นครราชสีมา, นางทัศนาพร เกษเมธีการุณ ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชารัฐ ขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 ว่าการที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองประทับรับฟ้องในคดีทุจริตโครงการก่อสร้างสนามฟุตซอล เป็นเหตุให้ผู้ร้องทั้ง 3 ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 188 หรือไม่ โดยศาลเห็นว่ากรณีเป็นเรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอื่นตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญมาตรา 47 (4) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสามบัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาผู้ร้องทั้ง 3 ไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 ได้.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายกฯ วางดอกไม้ไว้อาลัย โศกนาฏกรรม หนองบัวลำภู ขอทุกคนเข้มแข็ง ก้าวผ่านไปให้ได้

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

'บิ๊กตู่' กำชับเยียวยาเต็มที่ สั่งดีอีเอสดูแลเรื่องบริจาค สกัดมิจฉาชีพ

นายกฯ กำชับช่วยเหลือเยียวยาเหตุหนองบัวลำภูเต็มที่ สั่ง 'ดีอีเอส' ดูแลเรื่องการบริจาค สกัดมิจฉาชีพลวงซ้ำเติมประชาชน 'มท.' รายงานออกใบอนุญาตอาวุธปืนรอบคอบ

ทำเนียบฯ ลดธงครึ่งเสา ไว้อาลัยเหตุกราดยิงหนองบัวลำภู

ทำเนียบรัฐบาลได้มีการลดธงชาติลงครึ่งเสา ทั้งบนตึกไทยคู่ฟ้า และบริเวณสนามหญ้าหน้าตึกสันติไมตรี ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้ขอให้ทุกส่วนราชการทั่วประเทศลดธงครึ่งเสา

เหตุการณ์กราดยิง 36 ศพต้องไม่สูญเปล่า จวก 'ประยุทธ์' 8 ปี ไม่รักษาสัญญาปฏิรูปตำรวจ

'ธนชาติ-ว่าที่ผู้สมัครส.ส.สกลนคร ทสท.' ยกเหตุการณ์กราดยิง36ศพ ไม่ควรสูญเปล่า จี้จัดการต้นตอของปัญหา ซัด'ประยุทธ์'ไม่รักษาสัญญาปฏิรูปตำรวจ 8 ปี ไม่มีความคืบหน้า ทำให้มีการรับส่วย-ซื้อขายตำแหน่ง

เปิดตัว LINE ALERT แจ้งเตือนภัยพิบัติร้ายแรง อำนวยความสะดวกประชาชน

รัฐบาลเปิดตัว LINE ALERT แจ้งเตือนภัยพิบัติร้ายแรง อำนวยความสะดวกประชาชน เป็นอีกช่องทางสื่อสารเพื่อเข้าถึงข้อมูลได้อย่างกว้างขวาง ลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น