
ไชยันต์ ไชยพร
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับที่ 4 ประกาศใช้ในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 หนึ่งวันหลังจากคณะทหารที่นำโดยพลโทผิณ ชุณหะวัณก่อการรัฐประหารในประเทศไทย พลโทผิณ ชุณหะวัณ เป็นนายทหารนอกราชการและเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับจอมพล ป. พิบูลสงคราม
รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีมาตราที่ควรกล่าวถึง ดังต่อไปนี้
มาตรา 9 พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งอภิรัฐมนตรีเป็นตำแหน่งสำหรับถวายคำปรึกษาในราชการแผ่นดิน
มาตรา 10 ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักรหรือด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ จะได้แต่งตั้งอภิรัฐมนตรีขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ถ้าพระมหากษัตริย์มิได้ทรงตั้งหรือไม่สามารถจะทรงตั้งได้ ก็ให้คณะอภิรัฐมนตรีเข้าบริหารราชการแผ่นดินในหน้าที่คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทันที
มาตรา 11 ในกรณีที่ราชบัลลังก์ว่างลง และมิได้มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามความในมาตรา 10 ก็ให้คณะอภิรัฐมนตรีเข้าบริหารราชการแผ่นดินในหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ชั่วคราว จนกว่าจะได้ประกาศแต่งตั้งผู้สืบสันตติวงศ์ในหน้าที่พระมหากษัตริย์ต่อไป
มาตรา 26 รัฐสภาประกอบด้วยวุฒิสภาและสภาผู้แทน ไม่ว่าจะประชุมแยกกันหรือร่วมกัน
มาตรา 33 วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกที่พระมหากษัตริย์ทรงเลือกตั้ง มีจำนวนเท่าสมาชิกสภาผู้แทน
มาตรา 74 พระมหากษัตริย์ทรงตั้งคณะรัฐมนตรีขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง และรัฐมนตรีอย่างน้อยสิบห้าคน อย่างมากยี่สิบห้าคน
ในการตั้งนายกรัฐมนตรี ประธานคณะอภิรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ รัฐมนตรีต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ
มาตรา 96 ในวาระเริ่มแรก วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงเลือกตั้งภายในกำหนด 15 วันนับตั้งแต่วันใช้รัฐธรรมนูญนี้ และถ้าจำเป็น จะทำการประชุมวุฒิสภาก็ได้ ซึ่งในกรณีนี้ให้วุฒิสภามีอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาไปจนกว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้จะสำเร็จเรียบร้อย
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 9 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2490 โดยผู้รับสนองพระบรมราชโองการ คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ผู้บัญชาการทหารแห่งประเทศไทย
หากพิจารณาข้างต้นโดยผิวเผิน ย่อมทำให้เข้าใจไปได้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจมากกว่ารัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรกฉบับ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ที่ถูกคณะรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ยกเลิกไป ที่ว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 กำหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจมากก็คือ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ให้พระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ทรงตั้งคณะอภิรัฐมนตรี และประธานคณะอภิรัฐมนตรีเป็นผู้ถวายรายชื่อนายกรัฐมนตรี อีกทั้งพระมหากษัตริย์ยังทรงมีพระราชอำนาจในการเลือกและตั้งสมาชิกวุฒิสภาอีกด้วย และคณะรัฐมนตรีหรือฝ่ายบริหารมาจากการเสนอชื่อโดยประธานคณะอภิรัฐมนตรีที่มาจากการแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย อีกทั้งพระมหากษัตริย์ยังทรงมีพระราชอำนาจแต่งตั้งฝ่ายนิติบัญญัติ คือ สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งในวาระแรกเริ่มที่ยังไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง วุฒิสภาจะทำหน้าที่นิติบัญญัติแทนรัฐสภา
ถ้าพิจารณาอย่างผิวเผิน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจในการแต่งตั้งคณะอภิรัฐมนตรี และประธานคณะอภิรัฐมนตรีเป็นผู้กราบบังคมทูลเสนอชื่อหัวหน้าฝ่ายบริหาร นั่นคือ นายกรัฐมนตรี อีกทั้งยังให้พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจแต่งตั้งฝ่ายนิติบัญญัติ คือ สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งในวาระแรกเริ่มที่ยังไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง วุฒิสภาจะทำหน้าที่นิติบัญญัติแทนรัฐสภา
ที่ว่าผิวเผินเพราะว่า ณ ขณะที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมิได้ทรงประทับอยู่ในราชอาณาจักร ตามมาตรา 10 ที่ว่า “ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักรหรือด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ จะได้แต่งตั้งอภิรัฐมนตรีขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ถ้าพระมหากษัตริย์มิได้ทรงตั้งหรือไม่สามารถจะทรงตั้งได้ ก็ให้คณะอภิรัฐมนตรีเข้าบริหารราชการแผ่นดินในหน้าที่คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทันที” ดังนั้น จึงเป็นไปตามความที่ว่า “ให้คณะอภิรัฐมนตรีเข้าบริหารราชการแผ่นดินในหน้าที่คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทันที”
คณะอภิรัฐมนตรีมาจากไหน ?
เนื่องจาก คณะอภิรัฐมนตรีมิได้มีอยู่ก่อนที่จะประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ตามมาตรา 9 ได้รื้อฟื้นอภิรัฐมนตรีขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่ได้ยกเลิกไปหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยได้มีพระบรมราชโองการยกเลิกเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2475และมาตรา 9 กำหนดให้พระมหากษัตริย์แต่งตั้งอภิรัฐมนตรี
โดยส่วนใหญ่ เมื่อพระมหากษัตริย์มิได้ประทับอยู่ในราชอาณาจักร ก็จะมีการตั้งผู้สำเร็จ/คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ชึ้น ก่อนหน้าที่จะเกิดรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 มีคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ที่แต่งตั้งตามมาตรา 10 : “ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ (สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชยังทรงพระเยาว์/ผู้เขียน) จะได้ทรงตั้งบุคคลคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นคณะขึ้นให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ด้วยความเห็นชอบของรัฐสภา ถ้าหากพระมหากษัตริย์มิได้ทรงตั้งหรือไม่สามารถจะทรงตั้งได้ ให้รัฐสภาปรึกษากันตั้งขึ้น และในระหว่างที่รัฐสภายังมิได้ตั้งผู้ใด ให้สมาชิกพฤฒสภาผู้มีอายุสูงสุดสามคน ประกอบเป็นคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ขึ้นชั่วคราว คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ที่รัฐสภาได้มีมติแต่งตั้งคือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร และพระยามานวราชเสวี
หลังรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 สามวันได้มีประกาศราชกิจจานุเบกษาวันที่ 11 พฤศจิกายน 2490

โดยมีรายพระนามและรายนามบุคคลที่ดำรงตำแหน่งอภิรัฐมนตรี ได้แก่ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร (ประธานคณะอภิรัฐมนตรี) พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัต พลโท พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอลงกฎ พระยามานวราชเสวี พลตำรวจเอก อดุล อดุลเดชจรัส
ถ้าพิจารณา มาตรา 9 ที่มาของอภิรัฐมนตรี คือ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง (มาตรา 9 พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งอภิรัฐมนตรีเป็นตำแหน่งสำหรับถวายคำปรึกษาในราชการแผ่นดิน) แต่ขณะนั้น พระมหากษัตริย์ (ในหลวง รัชกาลที่ 9) มิได้ประทับอยู่ในราชอาณาจักร ดังนั้น จึงต้องอาศัยมาตรา 10 “ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักรหรือด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ จะได้แต่งตั้งอภิรัฐมนตรีขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ถ้าพระมหากษัตริย์มิได้ทรงตั้งหรือไม่สามารถจะทรงตั้งได้ ก็ให้คณะอภิรัฐมนตรีเข้าบริหารราชการแผ่นดินในหน้าที่คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทันที”
ตกลงแล้ว ใครคือผู้แต่งตั้งคณะอภิรัฐมนตรีคณะดังกล่าว ?
ผู้แต่งตั้งคณะอภิรัฐมนตรีชุดดังกล่าวในทางนิตินัย (ตามกฎหมาย) คือ พระบรมราชโองการในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (ซึ่งในขณะนั้นประทับอยู่ ณ ต่างประเทศ) โดยมี คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ชุดเดิม เป็นผู้ลงนามแต่งตั้ง
แต่ในทางพฤตินัย (ความเป็นจริงทางการเมือง) คณะอภิรัฐมนตรีนี้ถูกคัดเลือกและสถาปนาขึ้นโดย คณะรัฐประหาร (คณะทหารแห่งชาติ)
ในทางนิตินัย (ผู้ลงนามในราชกิจจานุเบกษา) เนื่องจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงพระเยาว์และไม่ได้ประทับอยู่ในราชอาณาจักร การออกประกาศแต่งตั้งอภิรัฐมนตรีในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 จึงดำเนินการผ่านกลไกผู้แทนพระองค์ ผู้ลงนามแต่งตั้งจึงได้แก่ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร และ พระยามานวราชเสวี ซึ่งทำหน้าที่เป็น “คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์” ตามรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้า (พ.ศ. 2489) ซึ่งถือเป็นความย้อนแย้งอย่างยิ่ง เพราะเป็นการใช้อำนาจในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ชุดเดิมตามรัฐธรรมนูญฉบับเดิม พ.ศ. 2489 ที่ถูกฉีกทิ้งไปแล้วเพื่อลงนามแต่งตั้งตนเองและบุคคลอื่นรวม 5 ท่าน ให้เข้าดำรงตำแหน่งเป็น “คณะอภิรัฐมนตรี” ชุดใหม่ ซึ่งคณะอภิรัฐมนตรีชุดใหม่นี้ก็จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490
ในทางพฤตินัย ผู้อยู่เบื้องหลังและผู้กุมอำนาจที่แท้จริงคือ คณะรัฐประหาร ที่นำโดย พลโท ผิน ชุณหะวัณ และมี จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นผู้บัญชาการทหารแห่งชาติ) คณะรัฐประหารได้เขียนรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2490 ขึ้นมา โดยเพิ่มหมวด “อภิรัฐมนตรี” เพื่อให้ดูเหมือนว่าจะเพิ่มพระราชอำนาจให้พระมหากษัตริย์เพื่อดึงกลุ่มกษัตริย์นิยม ขุนนาง และข้าราชการผู้ใหญ่สายอนุรักษนิยมเข้ามาจัดสรรอำนาจร่วมกัน แต่ในทางพฤตินัย คณะรัฐประหารเป็นผู้กำกับควบคุมการตั้งคณะอภิรัฐมนตรี
ควบคุมการตั้งคณะอภิรัฐมนตรีอย่างไร ?
ในพระนิพนธ์ของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัต (กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร) หนึ่งในคณะอภิรัฐมนตรี มีข้อความดังต่อไปนี้: “ใน พ.ศ. 2490 เกิดการยึดอำนาจขึ้นอีกในบ้านเมือง พอเวลาเย็นหลวงกาจสงครามมาเชิญให้พ่อเข้ารับราชการเป็นอภิรัฐมนตรีในคณะตั้งใหม่ ให้มีหน้าที่ทำงานแทนผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทั้งห้าพระองค์และคน คือกรมขุนชัยนาทนเรนทรเป็นประธานแห่งคณะ พระองค์เจ้าอลงกฏ พระยามานวราชเสวี หลวงอดุลเดชจรัส กับพ่อรวมเป็นห้า พ่อตอบทันทีว่าไม่รับเป็น ราชการงานเมืองก็ลืมหมดแล้ว เขาชี้แจงว่าพวกข้าพระพุทธเจ้าก็ไม่ตั้งใจจะทูลรบกวนฝ่าพระบาท แต่เสด็จในกรมชัยนาทท่านขอเติมพระนามฝ่าพระบาทเข้าไปอีกพระองค์หนึ่งแทนอีกชื่อหนึ่งซึ่งโปรดให้งด เขาก็ยื่นสำเนาคำสั่งของเสด็จในกรมให้ฉบับหนึ่งว่าเผื่อจะอยากไปทูลสอบ ได้นึกอยู่ว่าไม่อยากรับราชการอันใดเลย แต่ถ้าพระเจ้าอยู่หัวจะทรงใช้งานใด ก็ต้องไม่ปฏิเสธ แต่ในขณะนั้นไมได้พูดกับหลวงกาจต่อไปอีก เมื่อเขากลับไปแล้ว จึ่งได้ไปเฝ้ากรมขุนชัยนาท ฯ ทูลถามว่านี่ฝ่าพระบาททรงเซ็นไว้ใช่ไหม ท่านว่าเซ็นไว้ แล้วแกจะว่าอย่างไรหรือ ได้ทูลว่าเมื่อได้ทรงเซ็นเปิดเผยไปแล้วก็ไม่ว่ากระไร แต่ขอทูลว่าจะทรงใช้สำหรับพระเจ้าแผ่นดินนั้นพ่อไม่ขัดรับสั่งได้ แต่จะตรัสสอบถามความสมัครสักหน่อยก็ไม่ได้ ท่านตอบว่าถ้าถาม แกก็ไม่เอาเท่านั้น แล้วฉันก็จะลำบาก พ่อนั่งนิ่งอยู่ด้วยความไม่พอใจ ท่านเสด็จลุกมากอดแล้วตรัสว่า แกกับฉันรักกันมานานตั้งแต่ยังไว้จุกอยู่ด้วยกัน คราวนี้ฉันขอให้ช่วยสักทีเถิด พ่อไม่มีทางจะขัดท่านได้ เพราะรักท่านเป็นการรู้สึกส่วนตัวของพ่อ จำต้องยอมตามท่าน ก็เลยเข้าไปอยู่จนบัดนี้ แม้หลุดจากตำแหน่งนี้ไปได้เป็นครั้งคราวมากกว่าครั้งหนึ่งแล้ว ก็ต้องกลับเข้ามาอีกโดยไม่อยากจะขัดพระบรมราชโองการ ทั้งเห็นด้วยตามรับสั่งว่าอาจฉลองพระเดชพระคุณให้เป็นประโยชน์อยู่บ้าง” [1]
ข้อความในบันทึกข้างต้นสะท้อนให้เห็นถึงเล่ห์เหลี่ยมทางการเมืองของคณะรัฐประหารได้เป็นอย่างดี การที่หลวงกาจสงครามมาทูลเชิญพระองค์เจ้าธานีฯพร้อมกับมีสำเนาคำสั่งที่มี “ลายเซ็น” ของกรมขุนชัยนาทนเรนทร โดยที่กรมขุนชัยนาทนเรนทรมิได้ทรงถามความสมัครพระทัยของพระองค์เจ้าธานีฯ นั้นถือเป็นการ “มัดมือชก” เพราะคณะรัฐประหารยื่นใบแต่งตั้งคณะอภิรัฐมนตรีที่ใส่พระนามของกรมหมื่นพิทยลาภฯ ไปเรียบร้อยแล้วโดยที่ยังไม่ได้ทูลเชิญด้วยซ้ำ เป็นการใช้วิธีตบตาว่าสมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทรทรงเห็นชอบแล้วเพื่อบังคับให้พระองค์เจ้าธานีฯ ต้องรับตำแหน่งโดยปริยาย การกระทำดังกล่าวเป็นการใช้ชื่อเจ้านายสร้างความชอบธรรมให้แก่คณะรัฐประหาร กรมพระยาชัยนาทฯและพระองค์เจ้าธานีฯทรงตกอยู่ในสถานการณ์ที่ถูก “มัดมือชก”
ดังคำตรัสที่ว่า "ถ้าถาม แกก็ไม่เอาเท่านั้น แล้วฉันก็จะลำบาก”
สถานการณ์ขณะนั้นสะท้อนให้เห็นว่า ในขณะนั้นผู้สำเร็จราชการฯ ทรงถูกกดดันจากฝ่ายทหารอย่างหนัก การดึงเอากรมหมื่นพิทยลาภฯ ซึ่งทรงมีบารมีและเป็นที่ยอมรับในหมู่ฝ่ายอนุรักษนิยม-กษัตริย์นิยมเข้ามาร่วมคณะ โดยทรงหวังว่าจะช่วยเพิ่มกำลังและอำนาจต่อรองต่อคณะรัฐประหารให้กับสถาบันพระมหากษัตริย์ในขณะนั้น ดังที่ข้อความข้างต้นที่พระองค์เจ้าธานีฯทรงกล่าวว่า หลวงกาจสงครามกล่าวแก่พระองค์ว่า กรมขุนชัยนาทนเรนทรทง “ขอเติมพระนามฝ่าพระบาท (พระองค์เจ้าธานีฯ/กรมหมื่นพิทยลาภฯ) เข้าไปอีกพระองค์หนึ่งแทนอีกชื่อหนึ่งซึ่งโปรดให้งด”
เล่ห์เหลี่ยมทางการเมืองของคณะรัฐประหารนี้ ได้รับการยืนยันโดย Alexander Macdonald บรรณาธิการคนแรกของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ โดยเขาได้กล่าวว่า
“The constitution, which provided the framework for Siam’s government for more than a year, professed to restore to the crown many of the privileges which the 1932 constitution, and its revision in 1946, has transferred to the people. Among other things, it made the Upper House of Parliament once more appointive---formally by the crown but actually of course, by the political group in power---and it set up a Supreme State Council which was to act for the King during his immaturity or his absence from the kingdom.” [2]
แปล: “รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ซึ่งใช้เป็นระเบียบการปกครองของสยามอยู่เป็นเวลากว่าหนึ่งปี ได้อ้างว่ามีวัตถุประสงค์ที่จะฟื้นฟูพระราชสิทธิพิเศษหลายประการกลับคืนสู่สถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นพระราชสิทธิพิเศษที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475 และรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2489 ได้โอนไปเป็นของประชาชนแล้วก่อนหน้านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้กำหนดให้วุฒิสภากลับไปเป็นองค์กรที่มาจากการแต่งตั้งอีกครั้ง แม้ในทางนิตินัยจะเป็นการแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ แต่ในทางข้อเท็จจริงย่อมเป็นการแต่งตั้งโดยกลุ่มการเมืองที่ครอบครองอำนาจรัฐอยู่ในขณะนั้น อีกทั้งกลุ่มการเมืองนี้ยังได้จัดตั้งคณะอภิรัฐมนตรีขึ้นเพื่อปฏิบัติหน้าที่แทนพระมหากษัตริย์ในกรณีที่พระองค์ยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะหรือในระหว่างที่ประทับอยู่นอกราชอาณาจักร”
Macdonald มองว่า การตั้งคณะอภิรัฐมนตรี 5 ท่านขึ้นมา คือกลยุทธ์ของคณะทหารที่ต้องการดึงเอาสถาบันดั้งเดิมที่มีบารมีสูงมาเป็น “ฉากหน้า” เพื่อสร้างความเคารพยำเกรงจากประชาชน และล้างภาพพจน์อันป่าเถื่อนของการใช้กำลังยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
[1] กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร, เจ็ดรอบอายุกรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร, (พระนคร : พระจันทร์, 2512 ), หน้า 118-119.
[2] Alexander Macdonald, Bangkok Editor, (New York: the MacMillan Company: 1959), p. 169.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
⚪️ LIVE ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม | กทม.-พัทยา คาย..ส้ม!?
ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม : วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569
กรุงเทพฯ หลังเลือกตั้ง การบริหารต้องโปร่งใสขึ้น สภา กทม.เดือดแค่ไหน?
คาดว่าช่วงหัวค่ำวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย.นี้ ประชาชนก็จะได้รู้ผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ที่ชิงกัน 50 เก้าอี้
⚪️LIVE ‘นันทเดช’ ปักหมุด ‘หนู 2’ อยู่ยาวเกินคาด พรรคส้มกู่ไม่กลับ!? | อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร
อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร : วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน 2569
⚪️ LIVE ไฟลามทุ่งมหาดไทย! | ห้องข่าวไทยโพสต์
ห้องข่าวไทยโพสต์ : วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569
⚪️ LIVE มหาดไทยรวน!! เรื่องฉาวเข้าไม่หยุด | ห้องข่าวไทยโพสต์
ห้องข่าวไทยโพสต์ : วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2569
⚪️ LIVE ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม | ยกสุดท้าย..! ศึกชิงผู้ว่าฯกทม.
ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม : วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2569

