"เศรษฐา" ขายฝัน โวมีแนวโน้มนักลงทุนญี่ปุ่นลุยแลนด์บริดจ์ “สุริยะ” เปิดแผนสร้างโครงการ 4 ระยะ 2025-2045 ให้สัมปทานต่างชาติยาว 50 ปี คืนทุนใน 24 ปี นายกฯ คุย "พานาโซนิค" เล็งใช้พื้นที่ไทย 600 ไร่สร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่ เผย "ฮุน มาเนต" เยือนไทย ก.พ. 67
เมื่อเวลา 09.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 2 ชั่วโมง) วันที่ 18 ธันวาคม 2566 ที่โรงแรมอิมพีเรียล โตเกียว นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการเปิดสัมมนางานภาพรวมของโครงการแลนด์บริดจ์ และโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งมีบริษัทชั้นนำของญี่ปุ่นเกือบ 30 บริษัทให้ความสนใจร่วมเข้ารับฟัง โดยมีนายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกฯ และ รมว.การต่างประเทศ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมด้วย
โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณทุกคนที่เข้าร่วมงาน "Thailand Landbridge Roadshow" ในวันนี้ ซึ่งโครงการแลนด์บริดจ์เป็นโครงการที่รัฐบาลไทยได้ริเริ่มขึ้น จากโอกาสและศักยภาพของไทยที่จะเป็นศูนย์กลางการค้าและการขนส่งของภูมิภาค และในอนาคตอาจจะเป็นศูนย์กลางการค้าและการขนส่งอีกแห่งหนึ่งของโลก
นายกฯ ยังได้นำเสนอข้อมูลของโครงการว่า ทวีปเอเชียมีมูลค่าการส่งออกและนำเข้าสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 40% รองลงมาเป็นทวีปยุโรปที่มีมูลค่าการส่งออกและนำเข้าอยู่ที่ประมาณ 38% ซึ่งการค้าขายส่วนใหญ่จะอาศัยการขนส่งทางเรือเป็นหลัก เนื่องจากขนส่งได้ในปริมาณมากและประหยัดที่สุด และการเดินเรือสินค้าระหว่างเอเชียกับยุโรปนั้นส่วนใหญ่จะใช้เส้นทางผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งช่องแคบมะละกาจัดได้ว่าเป็นเส้นทางการขนส่งสินค้าทางทะเลหลักในภูมิภาค โดยตู้สินค้าผ่านช่องแคบมะละกามีสัดส่วนร้อยละ 25 ของจำนวนตู้สินค้าที่ขนส่งทั่วโลก และการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบมะละกามีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 60 ของการขนส่งน้ำมันทั่วโลก ซึ่งช่องแคบมะละกามีปริมาณการเดินเรือที่คับคั่งและแออัดมากที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง ทำให้ปริมาณการขนถ่ายตู้สินค้า หรือตู้คอนเทนเนอร์ที่เกิดขึ้นในท่าเรือต่างๆ ที่อยู่บริเวณช่องแคบมะละกามีอยู่ประมาณ 70.4 ล้านตู้ต่อปี และจำนวนเรือที่เดินทางผ่านช่องแคบมะละกามีประมาณ 90,000 ลำต่อปี คาดการณ์ว่าในปี ค.ศ. 2030 ปริมาณเรือจะเกินกว่าความจุของช่องแคบมะละกา และจะประสบปัญหาตู้สินค้าจำเป็นต้องรอที่ท่าเรือเพื่อรอเรือเข้ามาทำการขนถ่ายตู้สินค้า ทำให้เกิดค่าเสียโอกาสและการเพิ่มขึ้นของต้นทุนจากความล่าช้า
ทั้งนี้ ในปัจจุบันการขนส่งตู้สินค้าจากประเทศผู้ผลิตในกลุ่มเอเชียตะวันออก อาทิ ญี่ปุ่น, จีน และเกาหลีใต้ ไปยังประเทศผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียกลาง และตะวันออกกลางนั้น ตู้สินค้าส่วนใหญ่จะถูกขนส่งมาโดยเรือขนาดใหญ่ (Mainline) แล้วมาเปลี่ยนถ่ายตู้สินค้าลงเรือ (Feeder) ที่ท่าเรือในช่องแคบมะละกา เพื่อขนส่งไปยังประเทศผู้บริโภค ซึ่งในอนาคตเมื่อมีโครงการแลนด์บริดจ์ ตู้สินค้าเหล่านั้นจะเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งจากประเทศผู้ผลิตโดยใช้เรือ Feeder แล้วมาเปลี่ยนถ่ายตู้สินค้าลงเรือ Feeder อีกลำที่ แลนด์บริดจ์ ซึ่งจะสามารถประหยัดต้นทุนขนส่งได้อย่างน้อย 4% และประหยัดเวลาได้ 5 วัน
นายกฯ กล่าวอีกว่า ในกลุ่มสินค้าอีกกลุ่มหนึ่งที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย, ลาว, กัมพูชา, เมียนมา และประเทศจีนตอนใต้ สามารถขนถ่ายตู้สินค้าผ่านโครงข่ายคมนาคมทางบกของไทย ไปออกที่แลนด์บริดจ์ด้วยเรือ Feeder ไปยังประเทศผู้บริโภคต่างๆ เช่น ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย, ประเทศในเอเชียกลาง และประเทศในตะวันออกกลาง โดยโครงการแลนด์บริดจ์จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายจากเดิมได้มากถึง 35% และประหยัดเวลาได้มากถึง 14 วัน ดังนั้นเฉลี่ยแล้วการขนส่งตู้สินค้าในทุกเส้นทางดังกล่าวผ่านแลนด์บริดจ์ จะช่วยลดระยะเวลาการเดินทางได้ 4 วัน และลดต้นทุนได้ 15% ซึ่งจากการคาดการณ์ปริมาณตู้สินค้าทั้งหมดที่จะผ่านท่าเรือฝั่งตะวันตกของโครงการแลนด์บริดจ์ จะอยู่ที่ประมาณ 19.4 ล้านตู้ และผ่านท่าเรือฝั่งตะวันออกจะอยู่ที่ประมาณ 13.8 ล้านตู้ หากเทียบเป็นสัดส่วนกับจำนวนตู้สินค้าทั้งหมดที่ผ่านท่าเรือต่างๆ ในช่องแคบมะละกา จะคิดเป็นสัดส่วนเพียง 23%
นายกฯ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประมาณการแบบขั้นต่ำ และพิจารณาการเชื่อมโยงสินค้าที่เกิดจากเรือ Feeder มาต่อเรือ Feeder เท่านั้น ยังไม่รวมโอกาสที่เรือขนาดใหญ่ หรือ Mainline จะเข้ามาเทียบท่าในโครงการแลนด์บริดจ์ในอนาคต ทั้งนี้ในส่วนของการขนส่งน้ำมันดิบจากภูมิภาคตะวันออกกลาง พบว่าในปัจจุบันมีการขนส่งน้ำมันดิบอยู่ที่ประมาณ 19 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยที่ 56% หรือประมาณ 10.7 ล้านบาร์เรลต่อวันจะขนส่งผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งหากใช้ แลนด์บริดจ์เป็นจุดกระจายน้ำมันดิบในภูมิภาค จะประหยัดต้นทุนขนส่งได้อย่างน้อย 6% อีกทั้งในการลงทุนโครงการดังกล่าว นักลงทุนจะได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนาโครงการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจในภาคบริการ ธุรกิจภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ ธุรกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคการเงินและการธนาคาร โดยผลประโยชน์จะเกิดขึ้นกับธุรกิจในภาคเกษตรกรรม และธุรกิจในภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอุตสาหกรรมในกลุ่ม New S-curves ที่จะได้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม โครงการแลนด์บริดจ์จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ในภาพรวม โดยคาดว่าจะเกิดการสร้างงานในพื้นที่จำนวนไม่น้อยกว่า 280,000 อัตรา และคาดว่า GDP ของประเทศไทยจะเติบโตถึง 5.5% ต่อปี หรือประมาณ 6.7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อมีการพัฒนาโครงการอย่างเต็มรูปแบบ
"ผมเชื่อมั่นและเชิญชวนให้ญี่ปุ่นร่วมลงทุน ในโอกาสครั้งสำคัญที่ไม่เคยมีมาก่อนในการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ระดับภูมิภาค ทั้งในเชิงพาณิชย์และเชิงยุทธศาสตร์ ที่เชื่อมโยงมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย เพื่อความเติบโตในเศรษฐกิจร่วมกัน“ นายกฯ กล่าว
ด้านนายสุริยะกล่าวว่า แผนการดำเนินโครงการได้มีการวางแผนการพัฒนาทั้งโครงการเป็น 4 ระยะ เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 2025 ถึง ค.ศ. 2045 รูปแบบการหาผู้มาลงทุนและดำเนินการจะเป็นการประมูลแบบนานาชาติ (International Biding) โดยมีระยะเวลาสัมปทาน 50 ปี เป็นสัญญาเดียว ส่วนกลุ่มนักลงทุนที่มาดำเนินการโครงการ ต้องเป็นกลุ่มนักลงทุนที่มีศักยภาพ ประกอบด้วย สายการเดินเรือ, ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์, ผู้ประกอบการและบริหารท่าเรือ, ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และนักลงทุนภาคอุตสาหกรรม โดยไทยจะออกกฎหมายใหม่เพื่อพัฒนาโครงการและพื้นที่โดยรอบโดยเฉพาะ การอำนวยความสะดวกจูงใจให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน และจากการศึกษาความคุ้มค่าการลงทุนโครงการดังกล่าว ผู้ลงทุนจะคืนทุนใน 24 ปี
ต่อมานายเศรษฐาให้สัมภาษณ์ถึงการได้พบกับ สมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ว่า ในเดือน ก.พ. 2567 สมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาเนต จะมาเยือนประเทศไทย ส่วนการพูดคุยกับบริษัทพานาโซนิค ซึ่งเขาเป็นบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ที่ใหญ่และทำเรื่องของแบตเตอรี่ให้บริษัทเทสลาด้วย ซึ่งขณะนี้เขากำลังดูสถานที่ที่จะทำโรงงานผลิตแบตเตอรี่ในพื้นที่ 600 ไร่ ซึ่งประเทศไทยเป็น 1 ในเป้าหมายซึ่งเขายังไม่ได้ตัดสินใจ เพราะต้องดูแผนระยะยาว แต่เขาลงทุนที่ประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 1961 ก่อนที่ตนจะเกิดอีก จึงถือว่ามีความผูกพันกับประเทศไทย ซึ่งผู้บริหารเบอร์สองของเขาก็อยู่ในเมืองไทยมาตลอด
เมื่อถามว่า จากที่พูดคุยกับหลายบริษัทมีทิศทางบวกหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า บวกมากๆ และจากที่ตนได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เชื่อว่าท่านรู้อยู่แล้วว่าคุยกันแล้วเป็นอย่างไร ตนได้บอกไปว่าการเดินทางมาครั้งนี้ให้คะแนนความพึงพอใจที่นักลงทุนญี่ปุ่นมีกับไทย 8-9 จาก 10 คะแนน โดยนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นยิ้มและมีท่าทีไม่ได้แปลกใจอะไร ตนยังเชื่อว่าทุกบริษัทที่มาก็มีความสบายใจ ที่ระดับผู้นำประเทศได้คุยกันอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงให้คำตอบที่ชัดเจนด้วย ให้ได้ก็บอกให้ได้ ให้ไม่ได้ก็บอกคงให้ไม่ได้ แต่มีทางเลือกอื่นให้เลือก และเชื่อว่าทุกหน่วยงานที่มาทำการบ้านมาอย่างดีมาก ตนเพียงมาให้คำยืนยันกับนักลงทุนญี่ปุ่นว่าทำเต็มที่.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ชายแดนสงบจนเลือกตั้ง วางกรอบบูรณะปราสาท
“อนุทิน” ย้ำ ปชช.ไม่ต้องกังวล สถานการณ์ชายแดนยังเรียบร้อย
เปิดทางจับมือทุกพรรค
โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง “กกต.” ส่งชุดเคลื่อนที่เร็วออกหาข่าวซื้อเสียง
สธ.ปัดใบสั่งกางข้อหาสุภัทร
สธ.แถลงปมมติ อ.ก.พ.สั่งปลด "นพ.สุภัทร" ออกจากราชการ ชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรง
พิรุธ!ถอน450ล้าน ธปท.ลุยสอบแตกแบงก์ม่วงส่อพันซื้อเสียงชงกกต.เชือด
"ผู้ว่าฯ ธปท." ฮึ่ม! จ่อประกาศคุมเพดาน ถอนเงินสด บี้ธนาคารโดดร่วมตรวจสอบ
'อนุทิน' บอกยังไม่ได้รับรายงานถอนเงินสดสูงผิดปกติ!
'อนุทิน' ไม่ได้รับรายงานกระแสซื้อเสียงภาคใต้หนัก บอกธปท. มีหน้าที่กำกับดูแล หากพบธุรกรรม-ถอนเงินสดผิดปกติจริง ยังเชื่อแนวทางลงพื้นที่แบบออร์แกนิค
ฟ้อง2พ่อลูกฮุนฆ่าคนไทย เกียรติยศจักรดาวร.ท.บุ๊ค
"อนุทิน" ยันชายแดนไทย-กัมพูชายังปกติ มั่นใจไม่มีสัญญาณปะทะรอบ 3

