น้ำท่วมหาดใหญ่ไม่พัด ปชป.จมน้ำ คนสงขลายังรักมาร์ค นายกฯ ในหัวใจ ลูกพรรคกอดกระแสผลโพล ตีปี๊บคะแนนพุ่งดีวันดีคืน ขณะที่นโยบายแก้ปัญหาสงครามเขมรจุดวัดใจ คนกรุงเฮโลยกคะแนนให้ เปิดตัวเลขหยั่งเสียงเลือกตั้งรอบ 3 “ภูมิใจไทย” นำหน้า จับตากระแสพลเมืองตื่นตัวการเมือง เสียงเงียบพร้อมเข้าคูหา
เมื่อวันอาทิตย์ ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “เลือกตั้ง 69 ของคนสงขลา” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 20-25 ธันวาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,067 หน่วยตัวอย่าง โดยจากการสำรวจ เมื่อถามถึงบุคคลที่คนสงขลาจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 40.67 ระบุว่าเป็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์), อันดับ 2 ร้อยละ 24.18 ระบุว่ายังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้, อันดับ 3 ร้อยละ 12.56 ระบุว่าเป็นนายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย), อันดับ 4 ร้อยละ 11.43 ระบุว่าเป็นนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน), อันดับ 5 ร้อยละ 2.16 ระบุว่าเป็น พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ) อันดับ 6 ร้อยละ 1.78 ระบุว่าเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
สำหรับพรรคการเมืองที่คนสงขลามีแนวโน้มในการเลือก สส.แบบบัญชีรายชื่อ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 45.45 ระบุว่าเป็นพรรคประชาธิปัตย์, อันดับ 2 ร้อยละ 19.49 ระบุว่ายังไม่ตัดสินใจ, อันดับ 3 ร้อยละ 15.09 ระบุว่าเป็นพรรคประชาชน, อันดับ 4 ร้อยละ 11.90 ระบุว่าเป็นพรรคภูมิใจไทย, อันดับ 5 ร้อยละ 2.16 ระบุว่าเป็นพรรครวมไทยสร้างชาติ, อันดับ 6 ร้อยละ 1.97 ระบุว่าเป็นพรรคเพื่อไทย
ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่คนสงขลามีแนวโน้มในการเลือก สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 44.42 ระบุว่าเป็นพรรคประชาธิปัตย์, อันดับ 2 ร้อยละ 23.81 ระบุว่ายังไม่ตัดสินใจ
ด้านนายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ผลโพลสะท้อนให้เห็นถึงกระแสความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญต่อพรรคประชาธิปัตย์ โดยระบุว่า พรรครับรู้ถึงกำลังใจและความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้ เมื่อพิจารณาตัวเลขจากผลสำรวจจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้รับคะแนนนิยมในระดับเกือบแตะครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถาม และมีคะแนนทิ้งห่างพรรคการเมืองคู่แข่งในลำดับถัดไปเกือบสี่เท่า ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่มีนัยสำคัญ และสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างชัดเจน
วันเดียวกัน ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ได้ดำเนินโครงการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับไทย-กัมพูชา โดยเก็บจากกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร โดยมีการเก็บข้อมูลในกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 1,145 กลุ่มตัวอย่าง เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 23-26 ธันวาคม 2568
ผศ.ดร.สิงห์ สิงห์ขจร ประธานคณะกรรมการศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ กล่าวว่า ผลการสำรวจกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มองภาพความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา ในปัจจุบัน อันดับแรกคือ มีความขัดแย้ง ร้อยละ 62.5, อันดับสองคือ เป็นคู่ขัดแย้ง ร้อยละ 17.3, อันดับที่สามคือ เป็นมิตรที่ดี ร้อยละ 12.1 และอันดับสุดท้ายคือ เป็นปกติ ร้อยละ 8.1 และมีการติดตามข่าวสารเรื่องความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา อันดับแรกคือ ติดตามบ้าง ร้อยละ 44.1, อันดับสองคือ ติดตามตลอด ร้อยละ 42.2 และอันดับสุดท้ายคือ ไม่ค่อยติดตาม ร้อยละ 13.7
นโยบายด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา มีผลต่อการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 8 ก.พ.69 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คิดว่า มีผลมาก ร้อยละ 53.5 รองลงมาคือ มีผลปานกลาง ร้อยละ 30.2 และไม่มีผล ร้อยละ 16.3
ขณะที่ สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยรายงานผลการสำรวจเรื่อง หลักสถิติ ประมาณการแนวโน้มคะแนนเสียงของพรรคการเมืองครั้งที่ 3 สำรวจจากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,706 ตัวอย่าง
ผลการประมาณการครั้งที่ 3 พบว่า จำนวนประชาชนที่คาดว่าจะไปใช้สิทธิเลือกตั้งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 38,307,548 คน (ครั้งที่ 1) เพิ่มเป็น 39,793,156 คน (ครั้งที่ 2) และเพิ่มเป็น 40,801,253 คน (ครั้งที่ 3) ในขณะเดียวกัน กลุ่มไม่ไปเลือกตั้งหรือยังไม่แน่ใจ ลดลงจาก 14,749,998 คน เหลือ 12,256,293 คน อย่างมีทิศทางชัดเจน ตัวเลขเพิ่ม-ลดของทั้งสองกลุ่มมีขนาดสมดุลกัน แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงนี้มิได้เกิดจากโครงสร้างประชากร แต่เกิดจากการเคลื่อนย้ายเชิงพฤติกรรมทางการเมือง กล่าวคือ ประชาชนจำนวนมากกำลังเปลี่ยนสถานะจากความลังเล ไปสู่การตัดสินใจใช้สิทธิ ในเชิงวิชาการ นี่คือสัญญาณของการฟื้นตัวของการมีส่วนร่วมของพลเมืองซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่สุดของประชาธิปไตยที่ยั่งยืน
ที่น่าสนใจคือ รูปแบบการใช้บัตรสองใบ ประชาชนคิดเป็นระบบมากขึ้น ข้อมูลชี้ว่าร้อยละ 59.6 ของประชาชนเลือกทั้ง สส.เขตและบัญชีรายชื่อจากพรรคเดียวกัน ขณะที่ร้อยละ 31.8 เลือกคนละพรรค สะท้อนพฤติกรรมการลงคะแนนที่แยกแยะและคำนวณเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น ไม่ได้เลือกด้วยอารมณ์หรือภาพลักษณ์เพียงมิติเดียว ผลโพลนี้สะท้อนความเป็นผู้มีเหตุผลทางการเมือง ซึ่งเป็นคุณลักษณะสำคัญของสังคมประชาธิปไตยที่เติบโต พลวัตคะแนนเสียงและสาเหตุของคะแนนที่เพิ่มขึ้น
จากพรรคใหญ่สู่พื้นที่เปิดของพรรคใหม่ผลประมาณการคะแนนเสียงครั้งที่ 3 ชี้ให้เห็น 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ประการแรก พรรคการเมืองหลักยังคงมีฐานคะแนนแข็งแรง โดยพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่พรรคประชาชนมีการฟื้นตัวของคะแนนเสียงหลังจากผันผวนในช่วงกลาง พรรคการเมืองขนาดใหญ่ คะแนนที่นิ่งและนำ จากความคุ้นเคยและเสถียรภาพทางการเมือง
“กรณีของพรรคภูมิใจไทยที่มีคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 8.4 ล้านคะแนนเป็น 9.4 ล้านคะแนนในลักษณะนิ่งและนำ สะท้อนปรากฏการณ์ทางรัฐศาสตร์ที่เรียกว่า ฐานเสียงเชิงเสถียรภาพ ในการรวมตัวของเครือข่ายฐานเสียง กล่าวคือประชาชนจำนวนหนึ่งให้ความสำคัญกับความคุ้นเคย ความชัดเจนของบทบาททางการเมือง และความสามารถในการบริหารจัดการเครือข่ายเชิงรูปธรรมมากกว่าความหวือหวาเชิงวาทกรรมและดรามาการเมือง คะแนนที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่ผันผวนมาก แสดงให้เห็นว่าผู้สนับสนุนกลุ่มนี้ตัดสินใจบนฐานความมั่นใจ และเครือข่ายมากกว่าอารมณ์ทางการเมือง ซึ่งเป็นลักษณะของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มองการเมืองในมิติการจัดการเครือข่ายกระจายทั่วประเทศ มากกว่าการเมืองเชิงสัญลักษณ์” ซูเปอร์โพลระบุ
ซูเปอร์โพลระบุว่า พรรคเพื่อไทย แนวโน้มคะแนนเสียงที่เพิ่มขึ้นมีนัยสำคัญจาก 7.5 ล้านคะแนน เป็น 7.9 ล้านคะแนน หลังเห็นชัดจากการมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่เป็นคนรุ่นใหม่ ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนทางจินตนาการของอนาคต ปรากฏการณ์นี้สะท้อนความต้องการของประชาชนบางกลุ่มที่ไม่ได้มองเพียงผลงานในอดีต แต่ต้องการเห็นการส่งผ่านรุ่น ทางอำนาจและวิสัยทัศน์ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งวัยทำงานตอนต้นและวัยกลางคนที่คาดหวังการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระยะยาว
“พรรคประชาชน ความเห็นใจในมิติความเป็นมนุษย์กับการเมืองเชิงศีลธรรม การเพิ่มขึ้นของคะแนนเสียงของพรรคประชาชน จาก 4.5 ล้านคะแนน เป็น 4.7 ล้านคะแนน สามารถอธิบายได้ผ่านกรอบการเมืองเชิงศีลธรรม และการเมืองเชิงอารมณ์สาธารณะ โดยเฉพาะกรณีที่สังคมรับรู้ต่อสถานการณ์ของแกนนำพรรคอย่าง ไอซ์ รักชนก ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือบูลลี่ในประเด็นส่วนตัวมาอย่างต่อเนื่อง ในเชิงสังคมวิทยาการเมือง ความเห็นใจและความรู้สึกไม่เป็นธรรม ที่ประชาชนรับรู้ อาจแปรเปลี่ยนเป็นพลังสนับสนุนทางการเมืองได้ โดยมิได้หมายความว่าประชาชนเลือกจากความสงสารเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการแสดงจุดยืนเชิงคุณค่า ว่าการเมืองควรเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และไม่ใช้ความรุนแรงทางวาทกรรมเป็นเครื่องมือทางการเมือง” ซูเปอร์โพลระบุข้อมูลผลสำรวจ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เซ่นปีใหม่241ศพ สั่งทบทวนแผน ช่วงวันหยุดยาว
ศปภ.สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมช่วงปีใหม่ เกิดอุบัติเหตุรวม 1,364 ครั้ง
จับตาศึกเวเนฯกระทบศก. หวังดึงราคานํ้ามันลดลง
"เอกนิติ" สั่งเฝ้าระวังราคาน้ำมันกระทบเศรษฐกิจ หลังสหรัฐอเมริกาจะเข้าบริหารจัดการน้ำมันในเวเนซุเอลา
กำชับ7ผู้ว่าฯอย่าประมาท วางตู้คอนเทนเนอร์3พื้นที่
"ลุงตู่" ให้กำลังใจ "นายกฯ หนู" แนะแก้ปัญหาชายแดนต้องอดทน
‘ลุงตู่’ให้กำลังใจ‘นายกฯหนู’
"นายกฯ หนู" พบ "ลุงตู่" กราบถวายสักการะสมเด็จพระสังฆราช ขอพรปีใหม่ 2569
ทำลายระเบียบโลก! ‘สี จิ้นผิง’จวกสหรัฐ‘ทรัมป์’ขู่บุกโคลอมเบียผนวกกรีนแลนด์
“ทรัมป์” สวมบทตำรวจโลกต่อเนื่อง เตือน “โรดริเกซ” รักษาการ ปธน.เวเนซุเอลา
เสียงจากชาว กทม. ฝากถึง 'อภิสิทธิ์' ดีใจที่กลับมา หวังไทยหายจนด้วยการเมืองสุจริต
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายกรณ์ จาติกวณิช ดร.การดี เลียวไพโรจน์ 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 27 และนางสาวศิริภา อินทวิเชียร ผู้สมัคร สส.เขต 6 พญาไท ดินแดง เบอร์ 5 ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนตลาดนัดหลังกระทรวงการคลัง

