จับตา! เป่าคดี 'ฮั้ว สว.' จุดเริ่มต้น 'กินรวบ' การเมืองไทย

13 มี.ค. 2569 – นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า เป่าคดีฮั้ว สว. จุดเริ่มต้นกินรวบการเมืองไทย

นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง จากรัฐบาลของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร มาเป็นรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล สังคมได้ตั้งข้อสังเกต และมีความวิตกกังวลว่า คดีสำคัญเป็นที่สนใจของประชาชน 2 คดี คือ คดีฮั้ว สว. กับคดีที่ดินเขากระโดง จะเงียบหายไปหรือไม่ หรือจะถูกอำนาจทางการเมืองเข้ามาแทรกแซง หรือจะมีการเป่าคดี หรือจะมีการยกฟ้องคดีหรือไม่ ยิ่งเวลาผ่านมาได้เปลี่ยนรัฐบาล จากรัฐบาลอนุทิน1มาเป็นรัฐบาลอนุทิน 2 หลายคนยิ่งหวั่นวิตกมากยิ่งขึ้นว่า 2 คดีนี้ จะลงเอยอย่างไร

ในที่สุดเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 มีรายงานว่า อนุกรรมการคณะที่ 36 ได้ประชุมพิจารณา มีมติ 5:2 เห็นค้านกับคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 โดยระบุว่า ทั้ง 229 ราย ไม่มีมูลความผิด โดยเสียงข้างน้อยสองเสียงเห็นว่า ควรชี้มูล 134 ราย ในกลุ่ม สว.ปัจจุบัน 138 ราย ซึ่งอยู่ในขั้นตอนทำความเห็นเสนอมติต่อคณะกรรมการเลือกตั้ง หรือ กกต.ชุดใหญ่

เมื่อเรื่องนี้แพร่กระจายออกไป ก็มีแหล่งข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ได้ระบุว่า ยังมีสำนวนคดีอาญาอั้งยี่ -ฟอกเงิน สว. ที่ดีเอสไออยู่ระหว่างการดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติม จากการตีกลับสำนวนโดยอัยการคดีพิเศษ ยังคงต้องดำเนินการต่อไป ตามคำสั่งที่ให้ไปรวมสำนวนกับทาง กกต. และเห็นว่าความเห็นของอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหา หรือข้อโต้แย้งคณะที่ 36 ในสำนวนคดีฮั้ว สว. ยังไม่มีผลเด็ดขาด ต่อการสอบสวนในคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของดีเอสไอ เพราะมีการสอบสวนด้วยกฎหมายคนละฉบับกัน และดีเอสไอต้องปฏิบัติตามคำสั่งของอัยการคดีพิเศษให้ครบถ้วน รวมทั้งต้องรอดูในส่วนของการชี้ขาดโดย กกต. ด้วย

ความเห็นของแหล่งข่าวในกรมสอบสวนคดีพิเศษอ้างว่า ยังมีอีกสำนวนหนึ่ง ที่จะต้องนำเสนอต่อคณะกรรมการเลือกตั้งหรือ กกต. ชุดใหญ่ คือ สำนวนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน ซึ่งในความเป็นจริง ถ้าหากความเห็นของอนุกรรมการชุดที่ 36 มีมติ 5:2 มีความเห็นไม่ฟ้องบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. 229 คนแล้ว เชื่อว่าถ้าความเห็นนี้ส่งไปยัง กกต.ชุดใหญ่ สามารถวิเคราะห์ฟันธงล่วงหน้าได้เลยว่า กกต.ชุดใหญ่ เห็นชอบตามที่อนุกรรมการชุดที่ 36เสนอ ไม่เห็นต่างไปจากนี้แน่นอน

เรื่องนี้ไม่ได้เกินความคาดหมายของสังคม ที่เห็นว่าเมื่อรัฐบาลของนายอนุทินเข้ามาเป็นรัฐบาล เข้ามากุมอำนาจรัฐ คดีสำคัญ 2 คดีนี้ มีอันเป็นไปอย่างแน่นอน ซึ่งต้องยอมรับว่า การเมืองในช่วงนี้เป็นการเมืองของขบวนการสีน้ำเงิน ที่กินรวบการเมืองของประเทศไทย และต้องเข้าใจว่า ยุคนี้เป็นยุคของสีน้ำเงินครองเมือง ทุกอย่างจะเป็นไปตามที่ฝ่ายสีน้ำเงินต้องการทั้งสิ้น และเชื่อว่าคดีฮั้ว สว. และคดีที่ดินเขากระโดง สุดท้ายก็จบลงโดยไม่มีใครมีความผิด หรือต้องรับผิดชอบ และที่ดินเขากระโดง ก็ไม่สามารถนำกลับคืนมาเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทยได้

2 คดีนี้ใครจะว่าอย่างไรก็ตาม สำหรับผมเห็นว่า ชัวร์ยิ่งกว่าเปิดถ้วยไฮโลแทงด้วยซ้ำไป ขอให้สังคมและบุคคลที่ติดตามเรื่องนี้ได้ทำใจ และจับตาดูกันต่อไปว่า ขบวนการสีน้ำเงินจะกินรวบการเมืองของประเทศไทยอย่างไร.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดีเอสไอ เรียกสอบ 8 บริษัทเรือขนส่งน้ำมัน พิรุธน้ำมันล่องหน 60 ล้านลิตร กลางทะเลสุราษฎร์

ดีเอสไอ-พลังงานอ่างทอง แกะรอยเก็บตัวอย่างน้ำมัน 2 ถัง “บ.ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง” ตรวจสอบปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิง - ได้มาตรฐานน้ำมันตามกฎหมายหรือไม่ หลังก่อนหน้านี้ถูกตำรวจ ปคบ. อายัดไว้แล้ว 2 ถัง พ่วงดำเนินคดี 3 ข้อหา

5คลังน้ำมันเตรียมหนาว ดีเอสไอรอเช็กพันกักตุน

ดีเอสไอลุยสอบ 3 กรณีกักตุนน้ำมัน พร้อมคุ้ยกรณีน้ำมันหายกลางทะเลสุราษฎร์ฯ กว่า 60 ล้านลิตร 5 คลังเตรียมหนาว! “ยุทธนา” รอข้อมูลตำรวจหากพบมีเอี่ยวแยกเป็นรายละคดี

'ศุภมาส' ลาออก สส.บัญชีรายชื่อ เปิดทาง 'พงศกร อรรณนพพร' ขึ้นมาเป็นแทน

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร (ผ่านเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร) เพื่อขอลาออกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ  

'ศุภมาส' เผยอยากรีบลาออก สส.บัญชีรายชื่อ เปิดทางให้คนมีเวลาทำงานในสภาแทน

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย จำเป็นจะต้องลาออกจากตำแหน่ง สส.บัญชีรายชื่อหรือไม่ ว่า เป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติในลักษณะของคนที่เป็นสส.บัญชีรายชื่อ