ทนายบิ๊กโจ๊กร้อง คดีสินบนทองคำ ให้กฤษฎีกาเคาะ

“ทนายบิ๊กโจ๊ก” ยื่นนายกฯ ช่วยส่งกฤษฎีกายืนยันความเห็นปมคดีสินบนทองคำ  ป.ป.ช. เป็นอำนาจใครตรวจสอบ “บิ๊กเต่า” เผยเล็งส่งหนังสือถึงอัยการสูงสุด-ประธานวุฒิสภา- ป.ป.ช. หารือข้อกฎหมาย แนะ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ไหว้พระทำบุญเยอะๆ คดีทำร้ายลูกน้องคืบหน้า เหยื่อ 8-9 นายยืนยันเอาผิดถึงที่สุด

เมื่อวันศุกร์ที่ 30 ม.ค.2569 ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี กรณีการสอบสวนคดีสินบนทองคำว่า มายื่นเพื่อให้นายกฯ ขอความเห็นทางกฎหมายไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา  หลังจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ส่งสำนวนคดีสินบนทองคำกลับคืนไปยังตำรวจ โดยระบุว่าไม่ใช่อำนาจหน้าที่ ขณะเดียวกันทางตำรวจพยายามหาเหตุ โดยทำหนังสือไปถึงสำนักงานอัยการและสภาทนายความฯ เพื่อให้ช่วยแสดงความเห็น พยายามหาหน่วยงานมาวินิจฉัยเพื่อให้ได้คำตอบหรือไม่ ซึ่งกฤษฎีกาเคยให้ความเห็นไว้แล้วว่าทำแบบนี้ไม่ได้ จึงไม่ได้ยื่นต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาใช่หรือไม่ จึงขอให้นายกฯ ช่วยเป็นคนกลางส่งความเห็นไปให้กฤษฎีกา

นายสัญญาภัชระกล่าวว่า ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการเมือง และไม่ใช่การประวิงเวลา แต่เป็นเรื่องข้อกฎหมาย ซึ่งรัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้ชัด และมีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 ดังนั้น ในคดีดังกล่าว กฎหมายระบุว่าต้องเป็นช่องทางดำเนินคดีเฉพาะ ใครจะตีความให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้ ชุดพนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจตั้งแต่ต้น

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กล่าวในเรื่องนี้ว่า จากการประชุมร่วมกับคณะกรรมการสอบสวนสืบสวนของ บช.ก. ยืนยันเราได้ทำทุกอย่างไปตามระเบียบข้อกฎหมาย และมั่นใจในเรื่องที่ดำเนินการมา โดยสิ่งที่ยืนหยัดได้ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม คือ 1.การที่ไปขออนุมัติหมายค้นศาล หลังจากได้ตรวจสอบหลักฐานแล้วศาลก็ออกหมายค้นให้ 11 จุด 2.การที่ ป.ป.ช.รับสำนวนจากเราไป และส่งมาตามมาตรา 61 วรรค 2 เป็นเครื่องยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.พิจารณาแล้วว่าเรามีอำนาจสอบสวนคดีนี้ตาม ป.วิอาญา

 “เมื่อส่งคดีมาแล้วก็ได้ประชุมคณะกรรมการสอบสวน ตอนนี้อยู่ระหว่างร่างหนังสือถึงอัยการสูงสุดในการหารือข้อกฎหมาย ร่างหนังสือถึงประธานวุฒิสภา และร่างหนังสือถึง ป.ป.ช. เพื่อสอบถามเรื่องต่างๆ ในการดำเนินการตามขั้นตอน และเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการส่งสำนวนคดี รวมทั้งร่างหนังสือก็ต้องมีการสอบถามในหัวข้อเรื่องของสำนวนคดีว่าจะแยกสำนวนคดีได้หรือรวมเป็นคดีเดียวกันไปเลย”   พล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าว และย้ำว่า มั่นใจกับการดำเนินการทุกอย่าง แต่แค่ต้องการความชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด ยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นการดำเนินการของทุกขั้นตอนต้องรัดกุมและไม่ประมาท

เมื่อถามว่า จะมีปรมาณูลูกใหญ่กว่าเรื่องทองอีกหรือไม่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติอมยิ้มก่อนตอบว่า ยังไม่รู้ แต่ขอเป็นกำลังใจให้ท่านโจ๊ก ขอให้ไปไหว้พระทำบุญเยอะๆ พวกเราเป็นตำรวจ เราบังคับใช้กฎหมายทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ได้ไปรังแกข่มแหงใคร อย่างน้อยเราเป็นพี่น้องที่เดินคลานตามกันมาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน ผลกรรมและการกระทำต่างๆ เชื่อว่าบาปกรรมมีจริง เพราะฉะนั้นการกระทำทุกอย่างเป็นไปตามกฎแห่งกรรม ไม่มีการกลั่นแกล้ง เราทำตามนโยบายของตำรวจสอบสวนกลาง ตรงไปตรงมา ตรวจสอบได้

พล.ต.ต.จรูญเกียรติยังกล่าวถึงกรณี พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ รอง ผกก.สส.สภ.สำโรงเหนือ และ พ.ต.อ.อาริศ คูประสิทธิ์รัตน์ ผกก.ตม.จว.ฉะเชิงเทรา สองลูกน้องคนสนิท อดีตผู้ใต้บังคับบัญชาของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ แจ้งความเพื่อดำเนินคดีข้อหาทำร้ายร่างกายว่า เมื่อวันพุธที่ 28  ม.ค. มีอดีตลูกน้องของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์เข้าให้การกับพนักงานสอบสวนประมาณ 8-9 คน โดยตำรวจอีก 1 นายที่ยังไม่มาให้การ ซึ่งมีอาการแก้วหูแตกเช่นกัน โดยจะให้พนักงานสอบสวนเรียกเข้ามาสอบเพิ่มเติม

เมื่อถามถึงกลุ่มที่ พ.ต.ท.คริษฐ์ถูกทำร้าย และกลุ่มที่ไปร้องจเรตำรวจมาก่อนหน้านี้ 17 รายถูกทำร้ายร่างกาย ทั้งสองกลุ่มจะมัดรวมคดีหรือแยกกันหรือไม่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวว่า กลุ่มที่ไปร้องจเรตำรวจมีทั้งหมด 17 ราย ในจำนวนนี้ประมาณ 8-9 คนถอนเรื่องหรือยอมความ และมีอยู่ 7 คนที่ไม่ยอม ดังนั้นกลุ่มที่เข้ามาในคดีนี้คือกลุ่มที่ไม่ยอม และมีกลุ่มที่ยอมความบางคนเข้ามาร่วมในคดีของ พ.ต.ท.คริษฐ์ด้วย โดย 17 คนที่ไปร้องจเรตำรวจ ได้เข้ามาให้การแล้ว 9 คน ร่วมกับ พ.ต.ท.คริษฐ์ ซึ่งขณะนี้ พ.ต.ท.คริษฐ์และ พ.ต.อ.อาริศ พนักงานสอบสวนได้กันตัวไว้เป็นพยาน ส่วนอีก 9 คนที่เหลือขึ้นอยู่กับพนักงานสอบสวนว่าจะทำหนังสือเรียกเข้ามาสอบเพิ่มเติมหรือไม่ 

 “มีตำรวจ 1 นายถูกตีทำร้ายจนต้องหนีกลับบ้านพัก และเมื่อหนีกลับไปแล้ว มีการสั่งให้เจ้าหน้าที่ลงบันทึกประจำวันว่าขาดราชการ จากนั้นถูกนำตัวไปขัง 5 วัน จนทำให้ถูกลงประวัติอาชญากรรมด้วย ดังนั้นการทำร้ายร่างกายจนผู้เสียหายต้องหลบหนี และต้องรับโทษในลักษณะนี้ อาจเข้าข่ายเป็นคดีอาญาที่ต้องดำเนินการเพิ่มเติมหรือไม่”

เมื่อถามว่า ได้มีการสอบแพทย์ผู้รักษา พ.ต.ท.คริษฐ์แล้วหรือยัง พล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวว่า เรื่องนี้ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางกำลังเร่งรัดอยู่ และมีความเป็นห่วงในประเด็นดังกล่าว ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ ได้เพียงสอบถามเป็นรายเรื่อง แต่ผู้บัญชาการรับรู้และรับทราบเรื่องเหล่านี้ตลอด รวมถึงประเด็นเรื่องทองคำด้วย.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'บิ๊กโจ๊ก' ดิ้นต่อ! ส่งทนายพึ่งนายกฯ ให้กฤษฏีกาตีความ อำนาจสอบสินบนทอง

'ทนายบิ๊กโจ๊ก' ยื่นนายกฯ ช่วยส่งกฤษฎีกาตีความ ปมคดีสินบนทองคำ ใครมีอำนาจสอบ ปัดยื้อเวลา อ้าง กม.ระบุชัดตำรวจไม่มีอำนาจ