“ทีดีอาร์ไอ” ออกโรงชำแหละนโยบาย 5 พรรคใหญ่ “ปชน.-พท.-ภท.-กธ.-ปชป.” บอกส่วนใหญ่มองโลกสวย ประเมินต้นทุนต่ำกว่าจริง ชี้ "ส้ม" แนวคิดดีแต่คาดการณ์ต่ำ ส่วน “แดง” เละทั้งนโยบายเศรษฐี นโยบายประกันกำไร น่ากลัวกว่า “จำนำข้าว” ยกนิ้วให้ "ภท." เรื่อง รมต.มืออาชีพ แต่ติงเรื่องจ้างทหาร พรรคผู้กองเจอสวดจุ้นงานของ กทม. ขณะที่ “ปชป.” ชงเมกะโปรเจกต์สุดโอเวอร์ พ่วงแนะ กกต.ต้องปรับปรุงเรื่องแจงนโยบายโดยเฉพาะที่มารายได้ และให้เปิดเผยต่อประชาชนอย่างน้อย 15 วันก่อนหย่อนบัตร
เมื่อวันจันทร์ที่ 2 ก.พ. 2569 สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ ข้อสังเกตเรื่องต้นทุนทางการเงินของนโยบายและที่มาของเงิน:วิเคราะห์จากเอกสารที่พรรคการเมืองยื่นเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการเลือกตั้งทั่วไปปี พ.ศ. 2569 โดยมี ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอดูแลภาพรวม และนักวิจัยจากทีดีอาร์ไอร่วมวิเคราะห์
ทั้งนี้ ทีดีอาร์ไอได้เลือกข้อมูลของ 5 พรรคการเมืองใหญ่ที่มีโอกาสได้เสียงของ สส.มากพอเป็นฝ่ายบริหารจาก 51 พรรคการเมืองที่นำเสนอข้อมูลต่อ กกต.มาวิเคราะห์ ประกอบด้วย พรรคประชาชน (ปชน.), พรรคเพื่อไทย (พท.), พรรคภูมิใจไทย (ภท.), พรรคกล้าธรรม (กธ.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ซึ่งพรรคการเมืองใหญ่ 5 พรรคนี้เสนอนโยบายใช้วงเงินระหว่าง 1.5-7.4 แสนล้านบาทต่อปี ดังนี้ ปชน. 741,835 ล้านบาท/ปี, ปชป. 531,050 ล้านบาท/ปี, กธ. 440,558 ล้านบาท/ปี, พท. 243,300 ล้านบาท/ปี และ ภท. 148,326 ล้านบาท/ปี ซึ่งหากประมาณการของพรรคการเมืองถูกต้อง วงเงินดังกล่าวจะยังไม่เกินค่าเฉลี่ยของงบลงทุนของประเทศ 5 ปีย้อนหลัง ประมาณ 7.6 แสนล้านบาทต่อปี
ทีดีอาร์ไอยังได้ตั้งข้อสังเกตตามงบประมาณที่ 5 พรรคการเมืองใช้ โดยในส่วนของ ปชน.ระบุว่า มีนโยบายจำนวนมากและมีถึง 18 นโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี และมีนโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี 2 นโยบาย คือ นโยบายเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ และนโยบายเมกะโปรเจกต์ ยกระดับคุณภาพชีวิต จึงอาจเรียกได้ว่ามุ่งเน้นที่จะสร้างรัฐสวัสดิการ
จากการวิเคราะห์คณะผู้วิจัยเห็นว่า ปชน.มีนโยบายที่เหมาะสมและควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผลหลายนโยบาย ดังนี้ นโยบายเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ 1.9 แสนล้านบาทต่อปี และนโยบายเพิ่มเงินอุดหนุนเด็ก 2.7 หมื่นล้านบาทต่อปี เป็นนโยบายสวัสดิการถ้วนหน้าที่เหมาะสมแก่กลุ่มประชากร แต่นโยบายเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุจะสร้างภาระงบประมาณที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามภาวะสังคมสูงวัย ซึ่งเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการคลังหากไม่สามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มได้ทัน จึงควรดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปแทนการเพิ่มเบี้ยเป็น 1,000-1,500 บาทต่อเดือนอย่างรวดเร็ว
ขณะที่นโยบายแจกคูปองการเรียนรู้และพัฒนาแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน และนโยบายแจกคูปองยกระดับทักษะ เป็นนโยบายที่ดี แต่จำเป็นต้องอาศัยการพัฒนาระบบนิเวศน์และกลไกต่างๆ ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร ส่วนนโยบายสร้างแต้มต่อให้แก่ SMEs และนโยบายหวยใบเสร็จ หากนำไปปฏิบัติอย่างเหมาะสม ก็จะเกิดผลในการยกขีดความสามารถของ SMEs ได้ในระยะยาว
“นโยบายของพรรคประชาชนไม่ได้มีปัญหาในเชิงแนวคิด แต่อาจมีปัญหาในการเข้าใจความซับซ้อนในการดำเนินนโยบายต่ำเกินไป และอาจยังประมาณการวงเงินที่น่าจะต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งการประมาณการความซับซ้อนของการดำเนินนโยบายต่ำเกินไป เช่น นโยบายการจัดการที่ดินให้เป็นระบบเดียว นโยบายจัดการน้ำ นอกจากนี้ ปชน.ยังไม่ได้ให้รายละเอียดในการประมาณการต้นทุนในการดำเนินนโยบายมาอย่างเพียงพอ แต่ระบุวงเงินหรือจำนวนผู้ได้รับประโยชน์โดยรวม” ทีดีอาร์ไอระบุและว่า ปชน.น่าจะประมาณการต้นทุนไว้ต่ำเกินไป ทั้งนี้ยังไม่ได้คำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ต้นทุนจริงของโครงการขนาดใหญ่มักสูงกว่าที่ประเมินไว้ในระยะเริ่มต้นอย่างมีนัยสำคัญจากปัญหา cost overrun
สับเละนโยบายเศรษฐี
สำหรับข้อสังเกตต่อนโยบายของพรรค พท.นั้น มี 5 นโยบายที่มีวงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งจากการวิเคราะห์ คณะผู้วิจัยเห็นว่ามีทั้งนโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล และนโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน โดยนโยบายที่เหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดผล คือ นโยบายสถาบันค้ำประกันสินเชื่อ, นโยบายปราบยาเสพติด ไม่จบไม่เลิก และนโยบายปราบสแกมเมอร์ ไม่จบไม่เลิก เป็นนโยบายที่ดี แต่ที่สำคัญคือต้องบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง
ส่วนนโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน คือ นโยบายเศรษฐีใหม่ 9 คนต่อวัน ซึ่งพรรค พท.หาเสียงต่อสาธารณะ แต่ไม่ปรากฏในเอกสารนโยบายที่พรรค พท.นำเสนอต่อ กกต. ทั้งที่ใช้เงินถึงปีละประมาณ 3.2 พันล้านบาท และจะไม่สามารถยกระดับรายได้ของประชาชนได้อย่างยั่งยืน เพราะต้องเก็บภาษีจากประชาชนมาดำเนินนโยบาย นโยบายคนไทยไร้จน ซึ่งระบุว่าจะใช้เงิน 6 หมื่นล้านบาทต่อปี ไม่มีรายละเอียดว่าจะดำเนินการอย่างไร แม้ใช้งบประมาณสูงมาก และหากเป็นเพียงการแจกเงินให้แก่ผู้ที่อยู่ภายใต้เส้นความยากจนไปทุกปี ก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน เช่นเดียวกับนโยบายล้างหนี้ประชาชนและนโยบายจัดการหนี้อื่นๆ ใช้งบประมาณสูงมาก และอาจสร้างพฤติกรรมเสี่ยงเกินตัวโดยไม่ต้องรับผิดชอบ
“นโยบายด้านเกษตร หลายนโยบายถูกออกแบบมาในลักษณะสร้างปัญหา อาทิ นโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% ซึ่งบิดเบือนกลไกตลาดอย่างรุนแรงมากกว่านโยบายจำนำข้าวในอดีต นโยบายปลูกป่าด้วยต้นยางพารา 1 ล้านไร่ และนโยบายคูปองซื้อปุ๋ย-เมล็ดพันธุ์ มีลักษณะคล้ายกับนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ ในอดีตที่เคยมีปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน จึงสมควรทบทวนนโยบายดังกล่าวไม่ให้ผิดพลาดซ้ำรอย”
ด้านนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย แม้การสนับสนุนระบบขนส่งสาธารณะในเมืองใหญ่จะเป็นนโยบายที่ควรดำเนินการ แต่ก็ต้องคำนึงถึงต้นทุนที่เกิดขึ้นอย่างรอบคอบ ในขณะที่นโยบายลดค่าไฟให้เหลือไม่เกิน 3.70 บาท ที่ระบุว่าจะไม่ใช้งบประมาณ แต่คณะผู้วิจัยพบว่า นโยบายนี้น่าจะต้องใช้เงินประมาณ 1.76 แสนล้านบาทต่อปี จากการชดเชยส่วนต่างจากต้นทุนจริงประมาณ 0.88 บาทต่อหน่วย
ด้านข้อสังเกตต่อนโยบายของพรรค ภท.นั้น มีการนำเสนอต่อ กกต.เพียง 8 นโยบาย ซึ่งน้อยกว่าหลายพรรคการเมือง โดยมี 4 นโยบายที่มีวงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งคณะผู้วิจัยมีความเห็นว่ามีทั้งนโยบายที่มีความเหมาะสม และนโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน โดยนโยบายที่เหมาะสมคือนโยบาย รมต.มืออาชีพ นโยบายพยาบาลอาสาดูแลผู้สูงวัย ส่วนนโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน คือ นโยบายจ้างทหารอาสาจำนวน 100,000 คน เพราะมีผลดึงแรงงานชายออกจากตลาดแรงงาน หากปรับลดจำนวนทหารอาสาให้เหมาะสม และลดรายได้และสวัสดิการลงไม่ให้บิดเบือนตลาดแรงงาน ก็จะสามารถเป็นนโยบายที่ดีได้
นโยบายค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท (สำหรับ 300 ยูนิตแรก) ซึ่งพรรคประมาณการว่าจะใช้เงิน 6.3 หมื่นล้านบาท น่าจะต่ำเกินไป นอกจากนี้นโยบายนี้ยังอุดหนุนแบบถ้วนหน้า ซึ่งหมายถึงอุดหนุนกลุ่มผู้มีรายได้สูงโดยไม่จำเป็นด้วย และจะส่งให้ประชาชนไม่มีแรงจูงใจในการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัด ส่วนนโยบายคนละครึ่งพลัส เป็นมาตรการระยะสั้นที่ไม่ได้แก้ปัญหาโครงสร้างในระยะยาว ในขณะที่ต้องใช้งบประมาณมาก
ข้อสังเกตต่อนโยบายของพรรค กธ.ซึ่งมีนโยบายจำนวนมาก และมีถึง 14 นโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี และมีนโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี 3 นโยบาย ซึ่งนโยบายที่มีความเหมาะสมและควรดำเนินการ คือ โครงการพลังงานจากขยะในนโยบาย Bangkok Green น่าจะสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะ ลดการฝังกลบ และบรรเทาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในเมืองใหญ่ได้ แต่นโยบายนี้ใช้งบประมาณสูงถึง 2.2 หมื่นล้านบาท จึงควรศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการอย่างรัดกุมก่อนดำเนินการ ในขณะที่โครงการ Solar Rooftop มีความเหมาะสมทางการคลังมากกว่าอย่างชัดเจน
ซัด กธ.จุ้นงาน กทม.
ส่วนนโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน คือ นโยบายพลังงานราคาถูกเพื่อเกษตรกร/ประมง เสี่ยงต่อการสร้างกลุ่มผลประโยชน์ที่กดดันให้ภาครัฐคงราคาพลังงานให้อยู่ในระดับต่ำต่อไปในระยะยาว นโยบายประกันรายได้ประชาชน ซึ่งใช้งบประมาณสูงถึง 1.75 หมื่นล้านบาทต่อปี จะสร้างแรงจูงใจที่ผิดให้แก่เกษตรกร รวมถึงโครงการเกี่ยวกับกรุงเทพฯ จำนวนมากนั้น น่าจะเป็นงานของ กทม. ไม่ใช่งานของรัฐบาลกลาง
สุดท้ายข้อสังเกตต่อนโยบายของพรรค ปชป.มีนโยบาย 10 นโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยมีนโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี 1 นโยบาย ซึ่งนโยบายที่มีความเหมาะสมและควรดำเนินการ คือ นโยบายพระราชบัญญัติการปรับปรุงและยกเลิกกฎหมายที่ไม่จำเป็น พ.ศ. … โครงการจ่ายเงินชดเชยทันทีแก่เกษตรกรเมื่อเกิดภัยธรรมชาติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายประกันรายได้
ขณะที่นโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน คือ การเสนอโครงการเมกะโปรเจกต์พร้อมกันหลายโครงการ ทั้งการสร้างรถไฟความเร็วสูง สนามบินใหม่ 2 แห่ง สะพานข้ามเกาะและคลองสายใหม่ (แม่น้ำชัยนาท-ป่าสัก) แม้หลายโครงการอาจมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่คุ้มค่า แต่ควรเริ่มต้นจากการศึกษาความเป็นไปได้ รวมถึงเตรียมความพร้อมของโครงการ เช่น เวนคืนที่ดิน ซึ่งน่าจะใช้เวลาดำเนินการนานกว่า 4 ปี ทำให้เกินกว่ากรอบเวลาและงบประมาณที่เสนอ นอกจากนี้การทำโครงการเมกะโปรเจกต์พร้อมกันหลายโครงการอาจเกิดปัญหาด้านการบริหารโครงการและหาผู้ร่วมลงทุนได้ยาก จึงควรจัดลำดับความสำคัญโครงการ
โครงการประกันรายได้พืชผลทางการเกษตร ซึ่งเป็นส่วนหลักของนโยบาย “ประกันรายได้” ที่จะใช้วงเงิน 8 หมื่นล้านบาทต่อปี เป็นนโยบายที่น่าจะก่อให้เกิดปัญหา เพราะขาดแรงจูงใจในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตหรือใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และทำให้แรงงานยังยึดติดอยู่กับภาคเกษตรที่มีผลิตภาพต่ำ แทนที่จะเกิดการปรับโครงสร้างออกจากภาคเกษตร นโยบายค่าไฟฟ้า 3.50 บาท (ทุกหน่วย) ซึ่งระบุว่าไม่ใช้งบประมาณ น่าจะไม่สามารถดำเนินการได้จริง ส่วนนโยบายประกันรายได้ผู้ใช้แรงงาน-รัฐจ่ายส่วนต่าง เป็นนโยบายที่แทรกแซงกลไกตลาดแรงงานอย่างมาก และอาจส่งผลให้นายจ้างไม่ขึ้นค่าแรงให้แรงงาน เพราะรัฐจะจ่ายส่วนต่างให้อยู่แล้ว นอกจากนี้นโยบายนี้จะทำให้แรงงานขาดแรงจูงใจในการพัฒนาทักษะ เพราะมีหลักประกันรายได้อยู่แล้ว
“นโยบายต่างๆ ของพรรคประชาธิปัตย์ก่อให้เกิดภาระงบประมาณที่สูงมากกว่า 5.2 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งอาจกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังอย่างมาก หากไม่สามารถหารายได้ใหม่มาทดแทนได้เพียงพอ ดังที่พรรคได้ระบุความเสี่ยงนี้ไว้ในหลายนโยบาย”
ประชานิยมพร่ำเพรื่อ!
ทีดีอาร์ไอยังมีข้อสังเกตต่อนโยบายของ 5 พรรคการเมืองใหญ่ในภาพรวม 4 ประการดังนี้ คือ 1.แม้วงเงินที่ 5 พรรคการเมืองใหญ่จะใช้ในการดำเนินนโยบายอยู่ในระดับประมาณ 1.5-7.4 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งยังไม่เกินค่าเฉลี่ยของงบลงทุนของไทย 5 ปีย้อนหลังก็ตาม แต่ในความเป็นจริงวงเงินที่ใช้อาจสูงกว่าที่คาดการณ์มากด้วยสาเหตุดังนี้ คือ ความเป็นไปได้สูงมากว่าจะเกิดรัฐบาลผสมหลังการเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้พรรคร่วมรัฐบาลทั้งหลายพยายามผลักดันนโยบายของตนสู่การปฏิบัติ มีผลทำให้วงเงินในการดำเนินนโยบายสูงกว่าวงเงินของแต่ละพรรค หลายพรรคการเมืองได้ประมาณการต้นทุนในการดำเนินนโยบายไว้ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก ในขณะที่บางพรรคการเมืองมีนโยบายที่ประกาศต่อสาธารณชน แต่ไม่ได้นำเสนอต่อ กกต. จึงไม่ได้รวมอยู่ในต้นทุนที่ประมาณการ
2.นโยบายจำนวนมากของหลายพรรคการเมือง ยังคงเน้นการใช้เงินช่วยเหลือประชาชนในลักษณะประชานิยมที่ออกแบบมาอย่างผิวเผิน ไม่มีการศึกษาความเป็นไปได้ที่เหมาะสม และไม่มีความรับผิดชอบทางการคลัง ซึ่งแตกต่างจากการใช้เงินเพื่อสร้างสวัสดิการสังคมที่มีการออกแบบอย่างรอบคอบ 3.พรรคการเมืองส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อนโยบายการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ การพัฒนาทักษะแรงงานหรือการปฏิรูปภาครัฐ และ 4.หลายพรรคการเมืองมีนโยบายที่นอกจากสร้างภาระทางการคลังในระดับสูงแล้ว ยังทำลายกลไกตลาด เช่น นโยบายแก้หนี้โดยไม่ระมัดระวัง ตลอดจนนโยบายประกันกำไรหรือประกันรายได้ของเกษตรกร ซึ่งล้วนทำให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงเกินตัวโดยไม่ต้องรับผิดชอบ
ทีดีอาร์ไอยังได้เสนอแนะต่อ กกต.ในเรื่องการนำเสนอนโยบายว่า กกต.ควรปรับปรุงแนวทางในการกำหนดให้พรรคการเมืองส่งข้อมูลด้านนโยบายที่ใช้หาเสียงเลือกตั้ง ดังนี้ ประการแรก ควรให้พรรคการเมืองระบุวิธีคำนวณงบประมาณที่ใช้แต่ละด้านมา โดยมีรายละเอียดเพียงพอ ประการที่สอง ให้พรรคการเมืองระบุว่างบประมาณในภาพรวมจะมาจากแหล่งใดในสัดส่วนเท่าไร และประการที่สาม ให้พรรคการเมืองส่งข้อมูลมาอย่างน้อย 30 วันก่อนการเลือกตั้ง เพื่อให้ กกต.มีเวลาตรวจสอบความครบถ้วนของข้อมูล และเปิดเผยต่อประชาชนได้อย่างน้อย 15 วันก่อนการเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดการถกอภิปรายสาธารณะอย่างมีความหมาย.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
นำผช.ทูตทหาร บุกรังสแกมเมอร์ พบหลักฐานอื้อ!
โลกต้องรู้! "เจ้ากรมข่าว ทบ." พร้อมตำรวจ นำเอฟบีไอ-20 ผช.ทูตทหารต่างประเทศ
‘อนุทิน’ตั้งเป้ากวาด200ที่นั่ง
"อนุทิน" ยกคำสอนพ่อต้องไม่เป็นที่ 2 ตั้งเป้ากวาดเรียบ 200 ที่นั่ง ลั่นพร้อมอ้าแขนรับทุกพรรค
รุมสับกกต.จัดเลือกตั้งล่วงหน้ามั่ว
ควันหลงเลือกตั้งล่วงหน้า "แสวง" วอนถ้ากล่าวหาว่า กกต.ทำอะไรผิด
เลือกตั้งล่วงหน้าคึก หลายจว.แห่ใช้สิทธิ์/แสวงชี้มี5เรื่องวุ่น/‘พท.-ปชน.’โวย
กกต.แจงภาพรวมเลือกตั้งล่วงหน้าเรียบร้อยดี วุ่นแค่ 5 เรื่อง รับบกพร่องแต่ไม่ใช่กลั่นแกล้งทางการเมือง ยันนำเป็นบทเรียน 8 ก.พ.
กกต.ชุดใหญ่ถก ข้อมูลแบงก์ชาติ เบิกถอน‘เงินสด’
“แสวง” ลั่นแค่เตรียมการซื้อเสียงก็ผิดกฎหมาย แต่ยอมรับจับยาก
เสด็จฯพระราชพิธีสตมวาร
“ในหลวง-พระราชินี” เสด็จฯ พระราชพิธีสตมวาร ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบ 100 วัน

