จวกนโยบายโลกสวย ‘ทีดีอาร์ไอ’ชำแหละ5พรรคใหญ่ประเมินต้นทุนต่ำกว่าจริง

“ทีดีอาร์ไอ” ออกโรงชำแหละนโยบาย 5 พรรคใหญ่ “ปชน.-พท.-ภท.-กธ.-ปชป.” บอกส่วนใหญ่มองโลกสวย ประเมินต้นทุนต่ำกว่าจริง ชี้ "ส้ม" แนวคิดดีแต่คาดการณ์ต่ำ ส่วน “แดง” เละทั้งนโยบายเศรษฐี นโยบายประกันกำไร น่ากลัวกว่า “จำนำข้าว” ยกนิ้วให้ "ภท." เรื่อง รมต.มืออาชีพ แต่ติงเรื่องจ้างทหาร พรรคผู้กองเจอสวดจุ้นงานของ กทม. ขณะที่ “ปชป.” ชงเมกะโปรเจกต์สุดโอเวอร์ พ่วงแนะ กกต.ต้องปรับปรุงเรื่องแจงนโยบายโดยเฉพาะที่มารายได้ และให้เปิดเผยต่อประชาชนอย่างน้อย 15 วันก่อนหย่อนบัตร

เมื่อวันจันทร์ที่ 2 ก.พ. 2569 สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์  ข้อสังเกตเรื่องต้นทุนทางการเงินของนโยบายและที่มาของเงิน:วิเคราะห์จากเอกสารที่พรรคการเมืองยื่นเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการเลือกตั้งทั่วไปปี พ.ศ. 2569 โดยมี ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอดูแลภาพรวม และนักวิจัยจากทีดีอาร์ไอร่วมวิเคราะห์

ทั้งนี้ ทีดีอาร์ไอได้เลือกข้อมูลของ 5 พรรคการเมืองใหญ่ที่มีโอกาสได้เสียงของ สส.มากพอเป็นฝ่ายบริหารจาก 51 พรรคการเมืองที่นำเสนอข้อมูลต่อ กกต.มาวิเคราะห์  ประกอบด้วย พรรคประชาชน (ปชน.), พรรคเพื่อไทย (พท.), พรรคภูมิใจไทย (ภท.), พรรคกล้าธรรม (กธ.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ซึ่งพรรคการเมืองใหญ่ 5 พรรคนี้เสนอนโยบายใช้วงเงินระหว่าง 1.5-7.4 แสนล้านบาทต่อปี ดังนี้ ปชน. 741,835 ล้านบาท/ปี, ปชป. 531,050 ล้านบาท/ปี, กธ. 440,558 ล้านบาท/ปี, พท. 243,300 ล้านบาท/ปี และ ภท. 148,326 ล้านบาท/ปี ซึ่งหากประมาณการของพรรคการเมืองถูกต้อง วงเงินดังกล่าวจะยังไม่เกินค่าเฉลี่ยของงบลงทุนของประเทศ 5 ปีย้อนหลัง ประมาณ 7.6 แสนล้านบาทต่อปี

ทีดีอาร์ไอยังได้ตั้งข้อสังเกตตามงบประมาณที่ 5 พรรคการเมืองใช้ โดยในส่วนของ ปชน.ระบุว่า มีนโยบายจำนวนมากและมีถึง 18 นโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี และมีนโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี 2 นโยบาย คือ นโยบายเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ และนโยบายเมกะโปรเจกต์ ยกระดับคุณภาพชีวิต จึงอาจเรียกได้ว่ามุ่งเน้นที่จะสร้างรัฐสวัสดิการ

จากการวิเคราะห์คณะผู้วิจัยเห็นว่า ปชน.มีนโยบายที่เหมาะสมและควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผลหลายนโยบาย ดังนี้ นโยบายเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ 1.9 แสนล้านบาทต่อปี และนโยบายเพิ่มเงินอุดหนุนเด็ก 2.7 หมื่นล้านบาทต่อปี เป็นนโยบายสวัสดิการถ้วนหน้าที่เหมาะสมแก่กลุ่มประชากร แต่นโยบายเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุจะสร้างภาระงบประมาณที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามภาวะสังคมสูงวัย ซึ่งเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการคลังหากไม่สามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มได้ทัน จึงควรดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปแทนการเพิ่มเบี้ยเป็น 1,000-1,500 บาทต่อเดือนอย่างรวดเร็ว

ขณะที่นโยบายแจกคูปองการเรียนรู้และพัฒนาแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน และนโยบายแจกคูปองยกระดับทักษะ เป็นนโยบายที่ดี แต่จำเป็นต้องอาศัยการพัฒนาระบบนิเวศน์และกลไกต่างๆ ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร ส่วนนโยบายสร้างแต้มต่อให้แก่ SMEs และนโยบายหวยใบเสร็จ หากนำไปปฏิบัติอย่างเหมาะสม ก็จะเกิดผลในการยกขีดความสามารถของ SMEs ได้ในระยะยาว

 “นโยบายของพรรคประชาชนไม่ได้มีปัญหาในเชิงแนวคิด แต่อาจมีปัญหาในการเข้าใจความซับซ้อนในการดำเนินนโยบายต่ำเกินไป และอาจยังประมาณการวงเงินที่น่าจะต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งการประมาณการความซับซ้อนของการดำเนินนโยบายต่ำเกินไป เช่น นโยบายการจัดการที่ดินให้เป็นระบบเดียว นโยบายจัดการน้ำ นอกจากนี้ ปชน.ยังไม่ได้ให้รายละเอียดในการประมาณการต้นทุนในการดำเนินนโยบายมาอย่างเพียงพอ แต่ระบุวงเงินหรือจำนวนผู้ได้รับประโยชน์โดยรวม” ทีดีอาร์ไอระบุและว่า ปชน.น่าจะประมาณการต้นทุนไว้ต่ำเกินไป ทั้งนี้ยังไม่ได้คำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ต้นทุนจริงของโครงการขนาดใหญ่มักสูงกว่าที่ประเมินไว้ในระยะเริ่มต้นอย่างมีนัยสำคัญจากปัญหา cost overrun

สับเละนโยบายเศรษฐี

สำหรับข้อสังเกตต่อนโยบายของพรรค พท.นั้น มี 5 นโยบายที่มีวงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งจากการวิเคราะห์ คณะผู้วิจัยเห็นว่ามีทั้งนโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล และนโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน โดยนโยบายที่เหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดผล คือ นโยบายสถาบันค้ำประกันสินเชื่อ, นโยบายปราบยาเสพติด ไม่จบไม่เลิก และนโยบายปราบสแกมเมอร์ ไม่จบไม่เลิก เป็นนโยบายที่ดี  แต่ที่สำคัญคือต้องบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง

ส่วนนโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน คือ นโยบายเศรษฐีใหม่ 9 คนต่อวัน ซึ่งพรรค พท.หาเสียงต่อสาธารณะ แต่ไม่ปรากฏในเอกสารนโยบายที่พรรค พท.นำเสนอต่อ กกต. ทั้งที่ใช้เงินถึงปีละประมาณ 3.2 พันล้านบาท และจะไม่สามารถยกระดับรายได้ของประชาชนได้อย่างยั่งยืน เพราะต้องเก็บภาษีจากประชาชนมาดำเนินนโยบาย นโยบายคนไทยไร้จน ซึ่งระบุว่าจะใช้เงิน 6 หมื่นล้านบาทต่อปี ไม่มีรายละเอียดว่าจะดำเนินการอย่างไร แม้ใช้งบประมาณสูงมาก และหากเป็นเพียงการแจกเงินให้แก่ผู้ที่อยู่ภายใต้เส้นความยากจนไปทุกปี ก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน เช่นเดียวกับนโยบายล้างหนี้ประชาชนและนโยบายจัดการหนี้อื่นๆ ใช้งบประมาณสูงมาก และอาจสร้างพฤติกรรมเสี่ยงเกินตัวโดยไม่ต้องรับผิดชอบ

“นโยบายด้านเกษตร หลายนโยบายถูกออกแบบมาในลักษณะสร้างปัญหา อาทิ นโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% ซึ่งบิดเบือนกลไกตลาดอย่างรุนแรงมากกว่านโยบายจำนำข้าวในอดีต นโยบายปลูกป่าด้วยต้นยางพารา 1 ล้านไร่ และนโยบายคูปองซื้อปุ๋ย-เมล็ดพันธุ์ มีลักษณะคล้ายกับนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ ในอดีตที่เคยมีปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน จึงสมควรทบทวนนโยบายดังกล่าวไม่ให้ผิดพลาดซ้ำรอย”

ด้านนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย แม้การสนับสนุนระบบขนส่งสาธารณะในเมืองใหญ่จะเป็นนโยบายที่ควรดำเนินการ แต่ก็ต้องคำนึงถึงต้นทุนที่เกิดขึ้นอย่างรอบคอบ ในขณะที่นโยบายลดค่าไฟให้เหลือไม่เกิน 3.70 บาท ที่ระบุว่าจะไม่ใช้งบประมาณ แต่คณะผู้วิจัยพบว่า นโยบายนี้น่าจะต้องใช้เงินประมาณ 1.76 แสนล้านบาทต่อปี จากการชดเชยส่วนต่างจากต้นทุนจริงประมาณ 0.88 บาทต่อหน่วย

ด้านข้อสังเกตต่อนโยบายของพรรค ภท.นั้น มีการนำเสนอต่อ กกต.เพียง 8 นโยบาย ซึ่งน้อยกว่าหลายพรรคการเมือง โดยมี 4 นโยบายที่มีวงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งคณะผู้วิจัยมีความเห็นว่ามีทั้งนโยบายที่มีความเหมาะสม และนโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน โดยนโยบายที่เหมาะสมคือนโยบาย รมต.มืออาชีพ นโยบายพยาบาลอาสาดูแลผู้สูงวัย ส่วนนโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน คือ นโยบายจ้างทหารอาสาจำนวน 100,000 คน เพราะมีผลดึงแรงงานชายออกจากตลาดแรงงาน หากปรับลดจำนวนทหารอาสาให้เหมาะสม และลดรายได้และสวัสดิการลงไม่ให้บิดเบือนตลาดแรงงาน ก็จะสามารถเป็นนโยบายที่ดีได้

นโยบายค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท (สำหรับ 300 ยูนิตแรก) ซึ่งพรรคประมาณการว่าจะใช้เงิน 6.3 หมื่นล้านบาท  น่าจะต่ำเกินไป นอกจากนี้นโยบายนี้ยังอุดหนุนแบบถ้วนหน้า ซึ่งหมายถึงอุดหนุนกลุ่มผู้มีรายได้สูงโดยไม่จำเป็นด้วย และจะส่งให้ประชาชนไม่มีแรงจูงใจในการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัด ส่วนนโยบายคนละครึ่งพลัส เป็นมาตรการระยะสั้นที่ไม่ได้แก้ปัญหาโครงสร้างในระยะยาว ในขณะที่ต้องใช้งบประมาณมาก 

ข้อสังเกตต่อนโยบายของพรรค กธ.ซึ่งมีนโยบายจำนวนมาก และมีถึง 14 นโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี และมีนโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี 3 นโยบาย ซึ่งนโยบายที่มีความเหมาะสมและควรดำเนินการ คือ โครงการพลังงานจากขยะในนโยบาย Bangkok Green น่าจะสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะ ลดการฝังกลบ และบรรเทาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในเมืองใหญ่ได้ แต่นโยบายนี้ใช้งบประมาณสูงถึง 2.2 หมื่นล้านบาท จึงควรศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการอย่างรัดกุมก่อนดำเนินการ ในขณะที่โครงการ Solar Rooftop มีความเหมาะสมทางการคลังมากกว่าอย่างชัดเจน

ซัด กธ.จุ้นงาน กทม.

ส่วนนโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน คือ  นโยบายพลังงานราคาถูกเพื่อเกษตรกร/ประมง เสี่ยงต่อการสร้างกลุ่มผลประโยชน์ที่กดดันให้ภาครัฐคงราคาพลังงานให้อยู่ในระดับต่ำต่อไปในระยะยาว นโยบายประกันรายได้ประชาชน ซึ่งใช้งบประมาณสูงถึง 1.75 หมื่นล้านบาทต่อปี จะสร้างแรงจูงใจที่ผิดให้แก่เกษตรกร รวมถึงโครงการเกี่ยวกับกรุงเทพฯ จำนวนมากนั้น น่าจะเป็นงานของ กทม. ไม่ใช่งานของรัฐบาลกลาง

สุดท้ายข้อสังเกตต่อนโยบายของพรรค ปชป.มีนโยบาย 10 นโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยมีนโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี 1 นโยบาย ซึ่งนโยบายที่มีความเหมาะสมและควรดำเนินการ คือ นโยบายพระราชบัญญัติการปรับปรุงและยกเลิกกฎหมายที่ไม่จำเป็น พ.ศ. … โครงการจ่ายเงินชดเชยทันทีแก่เกษตรกรเมื่อเกิดภัยธรรมชาติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายประกันรายได้

ขณะที่นโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน  คือ การเสนอโครงการเมกะโปรเจกต์พร้อมกันหลายโครงการ ทั้งการสร้างรถไฟความเร็วสูง สนามบินใหม่ 2 แห่ง สะพานข้ามเกาะและคลองสายใหม่ (แม่น้ำชัยนาท-ป่าสัก) แม้หลายโครงการอาจมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่คุ้มค่า แต่ควรเริ่มต้นจากการศึกษาความเป็นไปได้ รวมถึงเตรียมความพร้อมของโครงการ เช่น เวนคืนที่ดิน ซึ่งน่าจะใช้เวลาดำเนินการนานกว่า 4 ปี ทำให้เกินกว่ากรอบเวลาและงบประมาณที่เสนอ นอกจากนี้การทำโครงการเมกะโปรเจกต์พร้อมกันหลายโครงการอาจเกิดปัญหาด้านการบริหารโครงการและหาผู้ร่วมลงทุนได้ยาก  จึงควรจัดลำดับความสำคัญโครงการ

โครงการประกันรายได้พืชผลทางการเกษตร ซึ่งเป็นส่วนหลักของนโยบาย “ประกันรายได้” ที่จะใช้วงเงิน 8 หมื่นล้านบาทต่อปี เป็นนโยบายที่น่าจะก่อให้เกิดปัญหา เพราะขาดแรงจูงใจในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตหรือใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และทำให้แรงงานยังยึดติดอยู่กับภาคเกษตรที่มีผลิตภาพต่ำ แทนที่จะเกิดการปรับโครงสร้างออกจากภาคเกษตร นโยบายค่าไฟฟ้า 3.50 บาท (ทุกหน่วย) ซึ่งระบุว่าไม่ใช้งบประมาณ น่าจะไม่สามารถดำเนินการได้จริง ส่วนนโยบายประกันรายได้ผู้ใช้แรงงาน-รัฐจ่ายส่วนต่าง เป็นนโยบายที่แทรกแซงกลไกตลาดแรงงานอย่างมาก และอาจส่งผลให้นายจ้างไม่ขึ้นค่าแรงให้แรงงาน เพราะรัฐจะจ่ายส่วนต่างให้อยู่แล้ว นอกจากนี้นโยบายนี้จะทำให้แรงงานขาดแรงจูงใจในการพัฒนาทักษะ เพราะมีหลักประกันรายได้อยู่แล้ว

“นโยบายต่างๆ ของพรรคประชาธิปัตย์ก่อให้เกิดภาระงบประมาณที่สูงมากกว่า 5.2 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งอาจกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังอย่างมาก หากไม่สามารถหารายได้ใหม่มาทดแทนได้เพียงพอ ดังที่พรรคได้ระบุความเสี่ยงนี้ไว้ในหลายนโยบาย”

ประชานิยมพร่ำเพรื่อ!

ทีดีอาร์ไอยังมีข้อสังเกตต่อนโยบายของ 5 พรรคการเมืองใหญ่ในภาพรวม 4 ประการดังนี้ คือ 1.แม้วงเงินที่ 5 พรรคการเมืองใหญ่จะใช้ในการดำเนินนโยบายอยู่ในระดับประมาณ 1.5-7.4 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งยังไม่เกินค่าเฉลี่ยของงบลงทุนของไทย 5 ปีย้อนหลังก็ตาม แต่ในความเป็นจริงวงเงินที่ใช้อาจสูงกว่าที่คาดการณ์มากด้วยสาเหตุดังนี้  คือ ความเป็นไปได้สูงมากว่าจะเกิดรัฐบาลผสมหลังการเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้พรรคร่วมรัฐบาลทั้งหลายพยายามผลักดันนโยบายของตนสู่การปฏิบัติ มีผลทำให้วงเงินในการดำเนินนโยบายสูงกว่าวงเงินของแต่ละพรรค หลายพรรคการเมืองได้ประมาณการต้นทุนในการดำเนินนโยบายไว้ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก ในขณะที่บางพรรคการเมืองมีนโยบายที่ประกาศต่อสาธารณชน แต่ไม่ได้นำเสนอต่อ กกต. จึงไม่ได้รวมอยู่ในต้นทุนที่ประมาณการ

2.นโยบายจำนวนมากของหลายพรรคการเมือง ยังคงเน้นการใช้เงินช่วยเหลือประชาชนในลักษณะประชานิยมที่ออกแบบมาอย่างผิวเผิน ไม่มีการศึกษาความเป็นไปได้ที่เหมาะสม และไม่มีความรับผิดชอบทางการคลัง ซึ่งแตกต่างจากการใช้เงินเพื่อสร้างสวัสดิการสังคมที่มีการออกแบบอย่างรอบคอบ 3.พรรคการเมืองส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อนโยบายการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ การพัฒนาทักษะแรงงานหรือการปฏิรูปภาครัฐ และ 4.หลายพรรคการเมืองมีนโยบายที่นอกจากสร้างภาระทางการคลังในระดับสูงแล้ว ยังทำลายกลไกตลาด เช่น นโยบายแก้หนี้โดยไม่ระมัดระวัง ตลอดจนนโยบายประกันกำไรหรือประกันรายได้ของเกษตรกร ซึ่งล้วนทำให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงเกินตัวโดยไม่ต้องรับผิดชอบ

ทีดีอาร์ไอยังได้เสนอแนะต่อ กกต.ในเรื่องการนำเสนอนโยบายว่า กกต.ควรปรับปรุงแนวทางในการกำหนดให้พรรคการเมืองส่งข้อมูลด้านนโยบายที่ใช้หาเสียงเลือกตั้ง ดังนี้ ประการแรก ควรให้พรรคการเมืองระบุวิธีคำนวณงบประมาณที่ใช้แต่ละด้านมา โดยมีรายละเอียดเพียงพอ ประการที่สอง ให้พรรคการเมืองระบุว่างบประมาณในภาพรวมจะมาจากแหล่งใดในสัดส่วนเท่าไร และประการที่สาม ให้พรรคการเมืองส่งข้อมูลมาอย่างน้อย 30 วันก่อนการเลือกตั้ง เพื่อให้ กกต.มีเวลาตรวจสอบความครบถ้วนของข้อมูล และเปิดเผยต่อประชาชนได้อย่างน้อย 15 วันก่อนการเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดการถกอภิปรายสาธารณะอย่างมีความหมาย.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปชป.จี้กลาโหม! กล้าหาญถูกทาง ทบทวน‘ฟริเกต’

“พงศกร” จี้รัฐบาล-กลาโหม ใช้ความกล้าในทางที่ถูกทบทวนประมูลเรือฟริเกต 17,000 ล้าน ที่ไร้การแข่งขัน งัดระเบียบกระทรวงการคลัง หากการคัดเลือกเหลือผู้ผ่านเกณฑ์เพียงรายเดียว เปิดช่องให้ยกเลิกการประมูลและเปิดประมูลใหม่ได้

ศาลสั่งจำ คุก6เดือน 2แก๊งกู้ชาติปัตตานี

ศาลนราธิวาสสั่งจำคุก 6 เดือน สองหนุ่มสมาชิก “ขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานี” รับสารภาพคดีอั้งยี่ เอี่ยวเหตุระเบิดปั๊มน้ำมัน ปตท.ตันหยงมัส เมื่อต้นปี ศาลอุทธรณ์ให้ประกันตัวติด EM

ทร.ชี้ไทย-เขมรส่อรอบ3

วุฒิสภาจัดเสวนา เกาะกูดสู่ความมั่นคงชายแดน ทหารดีใจ สว.ประสานอนุมัติงบสร้างถนนบนเกาะกูด ใช้ขนปืนใหญ่ข่มกัมพูชา "บิ๊ก ทร." ชี้ในฐานะมุมมองนักการทหารเชื่อว่ามีโอกาสปะทะแนวชายแดนรอบใหม่ เพราะเขมรค่อนข้างสูญเสียเยอะ มีการเสริมเขี้ยวเล็บวันใดวันหนึ่งอาจจะฮึดขึ้นมาอีกรอบ

วุฒิสัญจรสู้ฮั้วสว. เต็มสูบ!สภาสูงขนกมธ.ไปตราดตอบทุกเรื่องที่สงสัย

“กมธ.วุฒิสภา” เปิดเวทีโชว์ผลงาน ด้าน “พิสิษฐ์” ยันคดี "ฮั้ว สว." ไม่กระทบ เดินหน้าทำงาน ลุยหน้าที่เต็มสูบจนกว่าศาลสั่ง “ธณัชญ์พงศ์” มอง “กอ.รมน.” ยังจำเป็น ไปต่อ

โวบี้สแกมเมอร์ระหํ่า! กรณ์แฉชื่อพันทุนเทา

“อนุทิน” กร้าว ปราบสแกมเมอร์บ้าระห่ำ “สีหศักดิ์” ชี้ปม กมธ.สหรัฐฯ ตรวจสอบ  “วรภัค” เป็นเรื่องตัวบุคคล รบ.กวาดล้างทุนเทา อายัดทรัพย์ 2 หมื่นล้าน