‘จีดีพี’ไทยโตต่ำ ไม่ทันเพื่อนบ้าน ผ่าตัดใหญ่SME

กรุงไทยคาดจีดีพีไทยปี 2569 เติบโต  1.8% ช้ากว่าเพื่อนบ้านในกลุ่ม ASEAN-6 ชี้เอสเอ็มอีต้องผ่าตัดใหญ่ แนะปรับโมเดลธุรกิจเจาะตลาดเฉพาะทาง พร้อมต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม

เมื่อวันที่ 3 ก.พ.2569 ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ Chief  Economist ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวที่ 1.8%  ชะลอจากปีก่อนหน้า โดยจะเป็นครั้งแรกในรอบ 30  ปี ที่จีดีพีโตต่ำกว่า 2.0% หากไม่รวมช่วงวิกฤต  โดยภาคการส่งออกของไทยมีแนวโน้มหดตัวลง จากความเสี่ยง Geopolitics ขณะที่การท่องเที่ยวฟื้นตัวช้าจากการสูญเสียตลาดกลุ่มนักท่องเที่ยวเอเชีย

ดร.พชรพจน์กล่าวว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลง และมีความท้าทายจากทั้งความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิม การขาดความสามารถในการแข่งขันในโลกใหม่ และความท้าทายภาครัฐนั้น ปัจจุบันภาครัฐและภาคเอกชนภายใต้โครงการ Reinvent Thailand ที่สร้างพลวัตใหม่เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย โดยหนึ่งในทางรอดที่สำคัญคือ การสนับสนุนธุรกิจ SMEs (วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม) ใน 6 อุตสาหกรรมเป้าหมายตั้งต้น  ได้แก่ เกษตรและแปรรูปอาหาร ยานยนต์ การแพทย์และสุขภาพ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การท่องเที่ยว ค้าปลีกและค้าส่ง ซึ่งมีโอกาสในการยกระดับศักยภาพ พร้อมต่อยอดสู่อุตสาหกรรมใหม่ และกระจายผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยได้อย่างทั่วถึง

“Krungthai COMPASS สำรวจ SMEs โดยใช้ข้อมูลย้อนหลัง 15 ปี จำนวน 160,232 ราย ใน 6 อุตสาหกรรมเป้าหมายตั้งต้น ภายใต้โครงการ Reinvent Thailand พบว่า SMEs เผชิญกับภาวะติดหล่ม สะท้อนจากความสามารถในการทำกำไรที่ถดถอยลงในช่วงปี 2553-2567 และเลื่อนสถานะทางธุรกิจได้ยาก  บ่งบอกถึงความสามารถในการแข่งขันถูกกัดกร่อน  โดยเมื่อเปรียบเทียบสถานะทางการเงินของกลุ่มธุรกิจที่ผลประกอบการดี และกลุ่มธุรกิจที่ต้องการพลิกฟื้น พบว่าเบื้องหลังการถดถอยของ SMEs ไม่ได้เป็นเพราะขาดความพยายาม แต่เพราะธุรกิจติดอยู่ในวงจรหนี้ ซึ่งแม้ผู้ประกอบการจะพยายามแข่งขันด้านราคาและบริหารจัดการต้นทุนแล้ว แต่รายได้ยังไม่พอรายจ่าย ทำให้ขาดสภาพคล่องและก่อหนี้สะสมจนอัตราส่วนหนี้ต่อทุนสูงกว่ากลุ่มที่ผลประกอบการดีถึง 3-5 เท่า และยังพบว่าจุดอ่อนสำคัญของธุรกิจ SMEs คือปัญหา Gross Margin ต่ำกว่ากลุ่มที่ผลประกอบการดีประมาณ 4-10% สะท้อนการขายปริมาณมากแต่กำไรต่ำ ไม่เพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจมีกำไรที่ยั่งยืน”  ดร.พชรพจน์กล่าว

ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย  กล่าวว่า มาตรการช่วยเหลือสภาพคล่องและปรับโครงสร้างหนี้เพื่อฟื้นฟูสุขภาพทางการเงินจึงจำเป็น  แต่ไม่เพียงพอ SMEs ต้องผ่าตัดใหญ่ ด้วยการปรับโมเดลธุรกิจมุ่งสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มหรือเจาะตลาดเฉพาะทาง ผ่านการลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพ เพิ่มรายได้ และกำไรให้กับธุรกิจอย่างยั่งยืน พร้อมปรับตัวสอดรับบริบทโลกใหม่ โดยในปัจจุบัน SMEs สามารถใช้ประโยชน์จากมาตรการต่างๆ ภายใต้ Reinvent Thailand อาทิ โครงการ SMEs Credit Boost รวมถึงโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ที่มุ่งสนับสนุนการลงทุน

นอกจากนี้ ยังต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคส่วนอื่นๆ และผนวกกับการใช้ประโยชน์จากพลังของเทคโนโลยีและข้อมูลอย่างเต็มขั้น อาทิ แนวคิดพี่ช่วยน้อง ที่รายใหญ่ช่วยเหลือ SMEs ใน Supply chain เข้าสู่ระบบ PromptBiz ที่ต่อยอดสู่ Supply chain financing เพิ่มโอกาส SMEs เข้าถึงสภาพคล่องและเงินทุน ทั้งนี้ การผ่าตัดใหญ่ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด ที่จะช่วยให้ธุรกิจก้าวข้ามกับดักหนี้ กลับมาเติบโตและสร้างกำไรอย่างยั่งยืน เป็นกระดูกสันหลังที่แข็งแรงของระบบเศรษฐกิจไทยต่อไป.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศาลปค.ยกฟ้อง‘กกต.’

“กกต.” โล่ง ศาลปกครองยกฟ้องปมลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าแค่ 3 วัน