กกต.ชงศาลฎีกาสั่งถอนชื่อ 28 ผู้สมัคร สส. จ่อฟันอาญาทั้งผู้สมัคร-หัวหน้าพรรค "อนุทิน" กำชับ ครม.ทำหน้าที่เต็มสูบจนกว่าชุดใหม่ถวายสัตย์ฯ มั่นใจ 8 ก.พ.ได้เลือกตั้ง การันตีไร้เหตุชายแดน ย้ำพรรคอันดับ 1 ชอบธรรมจัดตั้งรัฐบาลก่อน สนใจทำ MOA-MOU กันเบี้ยว ไม่ปิดประตูจับมือแดง "ศุภมาส” ปลุกเลือก "หนู" แถมทีมไทยแลนด์ “พิพัฒน์" ขย่ม “ปชป.” รักษาสมบัติพ่อเฒ่าไม่ได้ ใต้นับวันยิ่งหดหาย "เท้ง" ประกาศกวาด 200 เก้าอี้นั่งนายกฯ หล่นที่ 2 ขอเป็นฝ่ายค้านทันที "อภิสิทธิ์" ลุยเมืองตรัง ชู "ชวน" ต้นแบบการเมืองสุจริต ปชป.ปล่อยแคมเปญยักษ์ทั่วกรุง ปลุกเลือกฟ้า "ทางรอดที่ปลอดภัย"
เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ มีรายงานว่าในการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สัปดาห์นี้ ได้มีมติตามที่สำนักงาน กกต.เสนอให้ส่งศาลฎีกาสั่งถอนชื่อผู้สมัคร สส. จากพรรคการเมืองต่างๆ อีก 28 ราย เนื่องจากตรวจสอบพบว่าเป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกจำกัดสิทธิเนื่องจากไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และไม่ได้แจ้งเหตุแห่งการไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ตามมาตรา 35 (2) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. 2561 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างสำนักงานเร่งยกร่างคำวินิจฉัยก่อนที่จะให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ทั้งนี้ ตามกฎหมาย หากยื่นต่อศาลฎีกาแล้วศาลมีคำสั่งถอนชื่อไม่ทันวันเลือกตั้ง จะยังคงถือว่าทั้ง 28 คนเป็นผู้สมัคร ซึ่งถ้าได้รับเลือกตั้งมาเข้า กกต.จะไม่ประกาศรับรองผล และสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่
อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าว กกต.เตรียมพิจารณาเอาผิดผู้สมัครฐานรู้อยู่แล้วว่าตนเองไม่มีสิทธิสมัครแต่ยังลงสมัครตามมาตรา 151 ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ถึง 10 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 20 ปี ขณะที่หัวหน้าพรรคต้องรับผิดชอบในฐานะผู้ที่เซ็นรับรองการส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งตามมาตรา 56 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 มีโทษตามมาตรา 120 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 5 ปี
ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยกล่าวถึงกรณีที่มีรัฐมนตรีลาการประชุม ครม. ถึง 19 คน ว่า “โอ้โห” พร้อมกับหัวเราะออกมา
นายกฯ กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า ไม่มีปัญหากระทบกับการเลือกตั้ง 8 ก.พ.นี้ อยู่ในระดับที่สงบคุมสถานการณ์ได้ ยังไม่มีสัญญาณใดๆ บอกว่าจะเกิดเหตุไม่พึงประสงค์ ขอให้ประชาชนมั่นใจและวางใจว่ากองทัพและรัฐบาลดำเนินการทุกอย่าง ควบคุมพื้นที่และเฝ้าระวังชายแดนเข้มงวด เข้มแข็ง และมีประสิทธิภาพ
ภายหลังการประชุม ครม. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในที่ประชุม ครม. นายกฯ ได้กำชับกับ ครม.ว่า แม้เป็นสัปดาห์สุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง แต่ภารกิจหน้าที่ความเป็นคณะรัฐมนตรี จะต้องบริหารราชการด้วยความพร้อมและเต็มประสิทธิภาพ จนกว่าจะมีการถวายสัตย์ฯ จึงขอให้ ครม.ทุกคนติดตามภาระหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรีที่กำกับดูแลอยู่อย่างเต็มที่
ทั้งนี้ ก่อนเข้าทำเนียบฯ นายอนุทินได้ลงพื้นที่หาเสียงตลาดนัดเช้าพระนั่งเกล้า ตั้งแต่เวลา 06.30 น. โดยบรรดาพ่อค้าแม่ค้าได้สอบถามถึงโครงการคนละครึ่งพลัส ซึ่งนายอนุทิน กล่าวว่า “100 เปอร์เซ็นต์ และให้รอเฟส 2”
หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยให้สัมภาษณ์ถึงความมั่นใจพื้นที่ จ.นนทบุรี ว่าจากการลงพื้นที่ได้รับการตอบรับที่ดี ประชาชนเดินเข้ามาให้กำลังใจบอกว่าชื่นชอบผลงานรัฐบาล ส่วนกระแสพรรคภูมิใจไทยใน กทม. ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาพูดทำนองว่าหากเลือกน้ำเงินผลการเลือกตั้งในพื้นที่ กทม.จะออกมาแบบเดิม ที่พรรคประชาชนได้เกือบยกจังหวัดนั้น เป็นความคิดของแต่ละคนที่แตกต่างกันไป ทางที่ดีที่สุดคือเรานำเสนอนโยบายและความเข้มแข็งของพรรคตัวเองให้มากที่สุด ไม่ควรไปพูดถึงพรรคอื่นๆ โดยเฉพาะในลักษณะด้อยค่าดูถูกดูแคลน
โต้ใบสั่งตั้งรัฐบาล
ส่วนกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ระบุการเลือกตั้งครั้งนี้มีใบสั่งไม่ยอมให้พรรคประชาชน (ปชน.) ตั้งรัฐบาลนั้น นายอนุทินกล่าวว่า ยังไม่เคยรับรู้เรื่องพวกนี้ และไม่ทราบว่าใบสั่งจะมาจากใคร ใบสั่งใครจะเป็นรัฐบาล ใครจะเป็น สส. มาจากประชาชน ไม่มีใครสั่งได้ ตอนเลือกตั้งใครจะเดินเข้าสภา คือประชาชนสั่งอย่างเดียว ตนเล่นการเมืองมา 22-23 ปีแล้วไม่เคยเจอใบสั่งสักใบ
เมื่อถามว่า จนถึงขณะนี้มีพรรคการเมืองใดมาทาบทามร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทินร้องโอ๊ย พร้อมระบุว่า เอาให้ผ่านวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ.ให้ได้ก่อนเถอะ
ส่วนที่มั่นใจว่า ภท.จะเป็นที่ 1 ในขั้ว หมายความว่าจะพยายามรวบรวมเสียงใช่หรือไม่นั้น นายอนุทินกล่าวว่า เราพยายามรักษากติกาทางระบอบรัฐสภาให้มากที่สุด ถ้าจะเป็นแกนนำรัฐบาลควรจะเป็นพรรคที่มีเสียงมากที่สุดในรัฐบาล ตรงไปตรงมาที่สุด ปฏิบัติมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใดก็ตาม ทั้งนี้ตัวเลขที่จะเห็นเป็นรูปเป็นร่างน่าจะประมาณ 21.00-22.00 น. โดยพรรคอันดับ 1 จัดตั้งรัฐบาลก่อน เมื่อจัดไม่ได้ก็เป็นสิทธิของพรรคอันดับ 2 เมื่อยังจัดไม่ได้อีกก็เป็นพรรคอันดับ 3 มันไล่ตามลำดับอยู่แล้ว ไม่เคยมีนะใครจะมาแย่งคนแรกจัด มันมีกฎกติกา มารยาทของมันอยู่
ผู้สื่อข่าวถามว่า หาก ปชน.เป็นพรรคอันดับ 1 ภท.จะไม่จัดตั้งรัฐบาลแข่งใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า พรรคอันดับที่ 1 สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ก่อนอยู่แล้ว ลองดูการเลือกตั้งคราวที่ผ่านมา ทั้งปี 62 และปี 66 เป็นไปตามกลไก พรรคที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลก็ยังดำรงสภาพเป็นพรรคที่มี สส.ในสภาสูงสุดทุกครั้ง ปี 62 พรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำ ปี 66 พรรคเพื่อไทย (พท.) เป็นแกนนำ ส่วนปี 69 “ก็” จากนั้นนายอนุทินได้หยุดพูดพร้อมกับพยักหน้า ก่อนจะกล่าวว่า มีแต่รัฐบาลของตนที่กำหนดวาระชัดเจน 4 เดือน ก็เลยมีสภาพเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย แต่ในขั้วรัฐบาลของตน ภท.ก็มีจำนวนสมาชิกมาก เราอยู่ในกติกา ไม่มีอะไรผิดแปลกไปจากการฟอร์มรัฐบาลอื่นเลย
เมื่อถามย้ำว่า หาก ปชน.มาเป็นอันดับ 1 อาจจะถูกพรรคการเมืองอันดับ 2, 3 และ 4 ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล และลอยแพ นายอนุทินกล่าวว่า ถ้าเขาจัดได้ใครจะไปลอยแพเขาล่ะ ถ้าเขาจัดได้ สมมติมาเป็นอันดับที่ 1 แล้วสามารถรวบรวมเสียงเกินกึ่งหนึ่งได้ การฟอร์มรัฐบาลมันก็จบตรงนั้น
ส่วนกรณี ปชน.เป็นพรรคอันดับ 1 ภท.จะไปโหวตแคนดิเดตนายกฯ จากพรรค ปชน.ให้หรือไม่ นายอนุทินย้อนถามกลับว่า เขาเรียกเราไหมล่ะ เขาเชิญเราไหมล่ะ และหากเชิญต้องมานั่งคุยกัน เรายังไม่รู้ใครเป็นพรรคอันดับ 1 อันดับ 2 แล้วเงื่อนไขมีหรือไม่ รับนโยบายของเราได้หรือไม่ ไม่ใช่แบบพอตั้งรัฐบาลก็รับเงื่อนไข แต่พอผ่านไป 1 ปีแล้วเอาออกแบบนี้
“ปชน.ก็ทำตัวอย่างที่ดีเหมือนกัน ถ้าทำอะไรกับพรรค ปชน.เขาก็จะมี MOA หรือ MOU ซึ่งอย่าไปมองว่าเรื่องเยอะหรืออะไร มันก็ดี เหมือนมีคัมภีร์เอาไว้ให้เดินตาม เพราะบางที Gentleman agreement ถึงเวลาจริงๆ ก็จะมีเหตุนู่นเหตุนี่ อ้างไปเรื่อย ทำให้เกิดความไม่นิ่งทางการเมือง” หัวหน้าพรรค ภท.ระบุ
เมื่อถามว่า ถ้า ภท.เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะมีการทำ MOA กับพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อเป็นการป้องกันใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า จะต้องมีอะไรไว้เป็นถ้อยคำ ส่วนความเป็นไปได้หรือไม่ที่พรรคสีน้ำเงินจับมือกับพรรคสีแดงจัดตั้งรัฐบาลนั้น ตนต้องรอผลการเลือกตั้งให้นิ่งเสียก่อน อย่างไรก็ตามใกล้วันเลือกตั้งไม่ได้ตื่นเต้นอะไร แต่ตื่นตัว เพราะชีวิตนี้ผ่านการเลือกตั้ง ในฐานะหัวหน้าพรรค 4 รอบแล้ว ค่อนข้างที่บริหารความคาดหวังได้ระดับหนึ่ง ยอมรับว่าต้องลุ้นให้ฝ่ายที่เรารับผิดชอบประสบความสำเร็จให้ได้มากที่สุด
เปิดทางจับมือแดง
ผู้สื่อข่าวถามว่า พท.จะลืมเรื่องราวในอดีตที่เขาทำกับเราตอนนั้นแล้วกลับมาจับมือกันหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ตนเป็นคนที่มีอุปนิสัยคือ คนที่ทำอะไรดีไว้ ก็ไม่ค่อยลืม คนที่ทำไม่ดีกับเราก็ลืมๆ ลืมง่าย เพราะเราอยากเจอหน้าใครเราอยากจะยิ้มและยกมือไหว้ และไม่อยากคิดอะไรให้ขุ่นข้องหมองใจ
ส่วนคำว่าการเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร ใช้ได้กับนายกฯ หรือไม่นั้น นายอนุทินกล่าวว่า ศัตรูถาวรตนมีอยู่แล้ว แต่จะแสดงออกหรือเปล่า มีประโยชน์อะไรในการไปทำ ตั้งแต่ที่ตนเป็นนายกฯ มา 4 เดือน ก็มีอำนาจ มีไหม ก็มี คิดแก้แค้นเช็กบิลอะไรใคร ทำได้หมด แต่ไม่มีประโยชน์ เพราะเราจะทุกข์ไปด้วย เราไปทำอะไรเขาเราก็ต้องระมัดระวังว่าเขาจะสวนกลับมา ทุกคนมีมือมีเท้าเท่ากัน ดีที่สุดคือคิดแต่เรื่องดีๆ
เมื่อถามว่า พท.มาง้อหรือยัง นายอนุทินหัวเราะพร้อมกับกล่าวว่า “อุ๊ย ทำไมต้องง้อ”
นายอนุทินกล่าวถึงวันเลือกตั้งว่า ต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้งที่ จ.บุรีรัมย์ และวางแผนไว้ว่าจะขับรถตระเวนไปดูพื้นที่เลือกตั้ง ทั้งบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ พอถึงเวลาอันควร สอบถามจากเขตอื่นๆ แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะนอนค้างบุรีรัมย์ หรือจะกลับมาที่กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวไม่ต้องตาม
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะไม่มาลุ้นหรือจับขั้วที่กรุงเทพฯ หรืออย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า อยู่ที่บุรีรัมย์ อยู่ในบ้านก็รู้สึกโล่งใจ ปลอดภัยดี เมื่อถามอีกว่า ถ้ามีการจับมือหรือจับขั้วจะต้องไปหาที่บุรีรัมย์ใช่หรือไม่ นายอนุทินไม่ตอบคำถามเพียงแค่หัวเราะในลำคอ
เมื่อถามว่า หากได้กลับมาเป็นนายกฯ อีกรอบ กังวลหรือไม่ว่าจะถูกเช็กบิลในหลายๆ เรื่อง นายกฯ ย้อนถามว่า เรื่องอะไรบ้าง ผู้สื่อข่าวตอบว่า หลายๆ เรื่อง ทั้งเรื่องเขากระโดงและเรื่องฮั้ว สว. นายอนุทินกล่าวว่า เรื่องเขากระโดง การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กำลังฟ้องอยู่ อยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนและตามกฎหมาย ไม่มีการชี้นำ ไม่มีการกดดันหรือแทรกแซงใดๆ ทั้งสิ้น พูดได้อย่างเต็มปาก ไม่ว่าจะเป็นตนเองหรือ รมว.คมนาคม ไม่ได้มีเรื่องนี้อยู่ในลำดับความสำคัญ เพราะเป็นหน้าที่ของ รฟท.
นางศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ตอนนี้ลงพื้นที่ไปทุกอย่างก็ดูดีไปหมด มีความมั่นใจว่าจะปักธงที่ กทม.ได้ รวมไปถึงพื้นที่ทั่วประเทศว่าจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชน แน่นอนว่าโค้งสุดท้ายเราขายแต่นโยบาย และสัปดาห์นี้คงจะเน้นย้ำว่านโยบายที่ได้พูดไปใครจะเป็นคนมาทำ ซึ่งพรรคพูดแล้วว่าถ้าเลือกนายอนุทินเข้ามาเป็นนายกฯ จะมีทีมไทยแลนด์ทั้ง 3 คนมาเป็นรัฐมนตรีด้านการเงินการคลังและเศรษฐกิจ อย่างนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ทำหน้าที่ถือไม้เรียวกำกับการเงินการคลัง ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ที่ได้ไปประชุมเวทีโลกเพื่อเป็นกระบอกเสียงให้กับประเทศไทย ไม่ให้ถูกเอาเปรียบด้านอธิปไตย และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ที่เป็นศุภจีฟีเวอร์ทำหน้าที่เป็นเซลล์ขายผลิตภัณฑ์การเกษตร
นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้สมัคร สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกระแสข่าวดีลเก้าอี้รัฐมนตรีตั้งรัฐบาลกันแล้วว่า ภท.ไม่มี รอให้ผลการเลือกตั้งออกมาก่อน เมื่อถามว่าในพื้นที่มีการยิงกระสุนกันหรือไม่ นายภราดร หยอกว่า “มีแต่โคกกระสุน ติดล้อยาง รั่วไปหมดแล้ว"
ที่ จ.สุราษฎร์ธานี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำดูแลพื้นที่ภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัด ยังตั้งเป้าได้ สส.ไม่น้อยกว่า 31 เขต ส่วนความกังวลคู่แข่งอย่างพรรคประชาธิปัตย์นั้น วันนี้ไม่ใช่เฉพาะพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นที่มีกระแส อดีตเคยเป็นของพรรคสีฟ้า แต่จากการเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมาพรรคสีฟ้าได้รับความนิยมลดลง และได้ สส. ลดน้อยถอยลงมาตลอด ในอดีต 55 เขต ท่านได้ถึง 54 เขต แต่วันนี้ทำไมเขาถึงหนีจากพวกท่านไป เรื่องนี้พรรคสีฟ้าต้องกลับไปพิจารณาตัวเองว่าในอดีตส่งเสาไฟฟ้าลงก็ปักธงได้ แต่วันนี้จำนวนสส.ลดลงตลอด
สวนทวงสมบัติพ่อเฒ่า
"อยากให้ท่านกลับไปทบทวนว่าตลอด 30 ปีที่ผ่านมา พวกท่านทำอะไรให้พี่น้องใน 14 จังหวัดภาคใต้บ้าง และเหตุใดความนิยมจึงลดลง ถ้าท่านทำดีมาตลอดคิดว่าคนใต้รักพวกท่านอยู่แล้ว แต่วันนี้ที่คนใต้เริ่มถอยห่างจากพวกท่าน เพราะพวกท่านพูดแล้วไม่เคยทำ ท่านคิดว่าภาคใต้เป็นสมบัติของพ่อเฒ่าแม่เฒ่า หมายความว่าต้องเลือกพวกท่านแน่นอน ผมอยากสะท้อนให้ท่านกลับไปดูหลังบ้านของท่าน ว่าทำไมท่านถึงมีจำนวน สส.ลดน้อยถอยลง วันนี้พวกท่านไม่มีนโยบายแล้วหรือถึงมาทวงสมบัติพ่อเฒ่าแม่เฒ่า แต่พวกท่านไม่สามารถรักษาไว้ได้ ก็ควรให้พรรคที่มีความตั้งใจมีจิตวิญญาณในการพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอน 14 จังหวัดภาคใต้ ได้เข้ามารับช่วงต่อจากพวกท่าน" นายพิพัฒน์ระบุ
นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะนายทะเบียนพรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวถึงกรณีที่หลายพรรคการเมืองประกาศไม่จับมือกับ กธ. ว่า ในกลุ่มการเมืองของ ร.อ.ธรรมนัส ซึ่งอยู่ในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารประเทศตั้งแต่ปี 62 ก็มีเราอยู่ในนั้นเสมอ เชื่อว่าพรรคที่เลือกว่าจะเอาใครเข้าร่วมรัฐบาลเห็นถึงศักยภาพ ทั้งในเรื่องการเมืองและการทำงานแบบถึงลูกถึงคน ซึ่งวันที่ 8 ก.พ.ทุกอย่างจะชัดเจน กธ.พร้อมร่วมงานกับทุกพรรคที่เห็นว่าทำประโยชน์ให้กับประเทศ โดยเงื่อนไขจะไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 และมาตราที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะทำให้สถาบันสั่นคลอน
ทางด้านนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และแคนดิเดตนายกฯ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” กรณีถูกมองว่าพรรคปลุกความแตกแยกให้กับสังคมว่า ที่ผ่านมาพรรคไม่เคยปลุกปั่นใครให้มีการความแตกแยก สิ่งที่นำเสนอ คือพยายามเสนอว่าสังคมไทยที่อยากเห็นเป็นอย่างไร คนเท่าเทียมกัน ไม่ได้เข้ามารื้อทุกอย่าง อะไรที่เป็นสิ่งดีก็เก็บไว้ การเลือกตั้งครั้งนี้ คนที่อยู่ในฝั่งอนุรักษนิยม เริ่มออกมาแสดงตัวมากขึ้นว่าอยากกาเพื่อการเปลี่ยนแปลง
“ขอโอกาสครั้งนี้ครั้งเดียว เข้าไปแล้ว ผมให้คำมั่นสัญญาว่าเราจะไปสร้างการเปลี่ยนแปลงการเมืองให้ดีขึ้น ประเทศไทยกลับมาอยู่ในร่องในรอยได้ดีกว่าเดิมแน่นอน แต่ถ้าเราทำแล้วล้มเหลว 4 ปีต่อไป คุณก็ไม่ต้องมาเลือกเราอีก” นายณัฐพงษ์ระบุ
ส่วนที่มีคนประเมินว่าการเลือกตั้งรอบนี้ยากกว่ารอบที่แล้วนั้น นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ถูกต้อง เราเติบโตโดยตลอด 6 ล้านเสียง 14 ล้านเสียง เป้าหมายครั้งนี้มั่นใจว่าไปถึง 20 ล้านเสียงบัญชีรายชื่อได้ รัฐบาลประชาชนมาแน่นอน และมั่นใจจะได้ สส.มากกว่า 200 ที่นั่งแน่นอน จากทั้งระบบ สส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่อ ไม่ใช่ตั้งเป้าเกินเหตุ แต่เป็นเป้าหมายขั้นต่ำ เพื่อไม่ให้ใครปฏิเสธเราอีก แต่ถ้าได้ที่ 2 จะเป็นฝ่ายค้านเลย ไม่ไปจับกับที่ 3-4 เพื่อแข่งจัดตั้งรัฐบาล เพราะถ้าไม่ได้ตำแหน่งนายกฯ สร้างการเปลี่ยนแปลงแทบไม่ได้
ที่ว่าการอำเภอศรีเมืองใหม่ จ.อุบลราชธานี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย (พท.) พร้อมด้วยแกนนำพรรค พท. ปราศรัยหาเสียงช่วยผู้สมัครของพรรค โดยย้ำเรื่องความกตัญญูรู้คุณ ทั้งนี้ เขตเลือกตั้งที่ 7 เดิมเป็นของพรรคเพื่อไทย แต่ น.ส.สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ อดีต สส.อุบลราชธานี ย้ายไปสังกัด ภท.
นายยศชนันให้สัมภาษณ์ว่า มั่นใจจะทวงเก้าอี้คืนได้ ส่วนการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พท.ได้ สส.ในภาคอีสาน 133 คนนั้น คิดว่าต้องทำให้ดีที่สุด อย่างน้อยมากกว่าครั้งที่แล้ว สิ่งที่เราร่วมกันผลักดันกับประชาชนภาคอีสานจะมีความผูกพัน และมีการดูแลมาตลอด ซึ่งมั่นใจว่าตัวนโยบายและผู้สมัครจะสามารถช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้จริง
เมื่อถามว่า เรื่องชายแดนเป็นจุดอ่อนของพรรคเพื่อไทยที่อาจจะถูกโจมตีนั้น นายยศชนันกล่าวว่า คิดว่าไม่เกี่ยว สิ่งที่เป็นประเด็นชายแดนทุกคนอยู่ฝั่งเดียวกัน และสิ่งนี้ไม่เกิดความแตกแยก วันนี้เราเดินทางมาแล้วพูดคุยกับประชาชนทุกคน และมองไปข้างหน้าเพื่อที่จะทำให้สถานการณ์ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติให้เร็วที่สุด ส่วนจะแก้เกมอย่างไรเรื่องชาตินิยมที่ทางฝั่งสีน้ำเงินนั้น ตรงนี้ไม่มีผล เพราะเราสื่อสารตลอดว่าเรื่องของชาติคือเรื่องที่ทุกคนอยู่ฝั่งเดียวกัน
จากนั้นนายยศชนันเดินทางไปที่วัดวารีอุดม อ.น้ำยืน พร้อมปราศรัยตอนหนึ่งว่า สถานการณ์ชายแดนเป็นสิ่งแรกที่จะสื่อสารกับพ่อแม่พี่น้อง จะทำให้ดีที่สุด นำสันติภาพรวมถึงอธิปไตยมาให้กับพ่อแม่พี่น้อง ทั้งเรื่องเยียวยา การเจรจาทุกรูปแบบ แน่นอนว่าเราจะชดเชยให้กับประชาชนทุกรูปแบบ
ปชป.ปลุกไว้ใจอภิสิทธิ์
ที่ลานอเนกประสงค์ ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์เมืองกันตัง จ.ตรัง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกฯ พร้อมด้วยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรค ลงพื้นที่หาเสียงให้กับผู้สมัคร สส.ตรังของพรรค โดยช่วงแรก นายสาทิตย์กล่าวทักทายประชาชนที่มาต้อนรับโดยแซวนายอภิสิทธิ์ว่า “ไม่ต้องเดินเองแล้ว เพราะมีชาวบ้านรุนมา” ก่อนจะย้ำว่า “ขอให้ส่งเสียงดังๆ ไปให้ถึงบุรีรัมย์เลย“
จากนั้นนายอภิสิทธิ์และคณะปราศรัยที่ตลาดทุ่งยาว อ.ปะเหลียน ว่า ใครเคยสบประมาทประชาธิปัตย์ ให้มาดูพี่น้องที่นี่ก่อน ที่เป็นกำลังใจให้กับพรรคประชาธิปัตย์ วันนี้เรามาตั้งหลักกันใหม่ เพราะอยากให้เศรษฐกิจดี ค้าขายดี มีโครงการดีๆ มาให้ประชาชน ต้องเอาการเมืองสุจริตกลับมา ซึ่งการเมืองสุจริตที่จะกลับมา คือ การเมืองที่คนตรังชื่อ นายชวน หลีกภัย ต่อสู้มาโดยตลอด การเมืองสุจริตคือ การเมืองที่จะทำให้เราได้นักการเมืองที่ไม่เพียงแต่สุจริต แต่เมื่อไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงก็จะทำสิ่งดีๆ โครงการดีๆ ให้กับประชาชนได้ วันนี้ขออาสาเข้ามาทำเรื่องนี้ ที่เน้นที่นี่ เพราะว่าพี่น้องชาวใต้เคยเคียงบ่าเคียงไหล่ต่อสู้กันมานานหลาย 10 ปี วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ จะไล่นักการเมืองซื้อสิทธิ์ขายเสียงออกจากตรัง ออกจากภาคใต้ให้หมด
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ปราศรัยที่ตลาดย่านตาขาวว่า ช่วงที่กลับเข้ามาใหม่ๆ มีตัวเลขน่ากลัวมาก เวลาย้ายพรรคเขาบอกว่ามีตัวเลข 30, 50, 70 ล้านบาท พี่น้องนึกภาพดู ถ้า สส. 1 คน มีราคา 50 ล้านบาท สส. 400 คน เฉพาะพรรคเดียว ถ้า 2 พรรค 3 พรรค เขาไปเอาเงินมาจากไหน ถ้าไม่ใช่เงินที่ผิดกฎหมาย หรือเงินที่โกงกินไปจากพี่น้องประชาชน เราจะทนต่อไปหรือไม่ ต้องไม่ทน นี่คือเหตุผลที่เราต้องช่วยกันเพื่อให้การเมืองกลับมาเป็นการเมืองเพื่อพี่น้องทุกคน ขอให้ความมั่นใจว่าถ้าเราสร้างการเมืองสุจริต เศรษฐกิจจะโตได้อย่างแน่นอน อีก 5 วันเสียงประชาชนจะมีเสียงแผ่วลงหรือไม่ เพราะเจออิทธิฤทธิ์ทุนเทาที่แปลงเป็นแบงก์เทา ดังนั้นขอให้เลือกพรรคประชาธิปัตย์และผู้สมัครของพรรค เพื่อการเมืองสุจริต
วันเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ได้เปิดตัวแคมเปญสื่อประชาสัมพันธ์ด้วยการขึ้นภาพบนจอแอลอีดีขนาดใหญ่ในจุดแลนด์มาร์กสำคัญทั่วกรุงเทพมหานคร 50 จุด อาทิ พาร์คพารากอน และแยกรัชดาฯ-ลาดพร้าว เพื่อสื่อสารโดยตรงกับคนเมืองและคนรุ่นใหม่ เน้นย้ำจุดยืน “การเมืองสุจริต” พร้อมกับ 3 ข้อความหลัก 1.ทางรอดที่ปลอดภัย การเลือกพรรคประชาธิปัตย์ เป็นการเลือกอนาคตทางเดียวที่จะปลอดภัยจากทุนเทา สแกมเมอร์ และคอร์รัปชัน 2.ไว้ใจอภิสิทธิ์ ที่ยึดมั่นการเมืองสุจริต ตอกย้ำความเชื่อมั่นในตัวผู้นำที่มีประสบการณ์และอุดมการณ์ที่มั่นคง 3.ไล่เทา เลือกฟ้า กา 2 ใบ เพื่อสื่อถึงอำนาจในมือประชาชนที่จะช่วยกันไล่ทุนเทา และการทุจริตออกจากการเมือง
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทย หมายเลข 48 แถลงว่า ขณะที่ไทยกำลังเผชิญกับระเบิดเวลาจากภาระงบประมาณบัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรค ที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 2.7 แสนล้านบาท แต่กลับส่งผลให้โรงพยาบาลขาดทุนสะสมร่วมหมื่นล้านบาท และบุคลากรทางการแพทย์ต้องทำงานหนักเกินขีดจำกัด คนไทยเจ็บป่วยมากขึ้น ในส่วนของปัญหาบุคลากรทางการแพทย์นั้น เกิดความเหลื่อมล้ำอย่างรุนแรง โดยในกรุงเทพฯ มีสัดส่วนแพทย์ 1 คนต่อประชากร 462 คน แต่ในจังหวัดเช่นบึงกาฬกลับมีสัดส่วนสูงถึง 1 ต่อ 5,000 คน จึงเสนอแนวทาง “กู้ชีพ 30 บาท” ด้วยการปรับโครงสร้างค่าตอบแทนให้บุคลากรในพื้นที่ห่างไกลสูงกว่าในเมืองเพื่อดึงดูดบุคลากรให้อยู่ในระบบ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘จีดีพี’ไทยโตต่ำ ไม่ทันเพื่อนบ้าน ผ่าตัดใหญ่SME
กรุงไทยคาดจีดีพีไทยปี 2569 เติบโต 1.8% ช้ากว่าเพื่อนบ้านในกลุ่ม ASEAN-6
บรรจุอัฐิ42ทหารกล้า รัฐบาลสวนฮุนมาเนต
"ในหลวง" ทรงห่วงใยชายแดนไทย-กัมพูชา โปรดเกล้าฯ ให้องคมนตรีเยี่ยมให้กำลังใจ
ศาลปค.ยกฟ้อง‘กกต.’
“กกต.” โล่ง ศาลปกครองยกฟ้องปมลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าแค่ 3 วัน
กกต. ส่งศาลฎีกา ถอนชื่อผู้สมัคร สส. 28 ราย จ่อเอาผิดอาญาถึงหัวหน้าพรรค
กกต.เสนอให้ส่งศาลฎีกาสั่งถอนชื่อผู้สมัคร สส. จะพรรคการเมืองต่างๆอีก 28 ราย เนื่องจากตรวจสอบพบว่าเป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกจำกัดสิทธิ์ เนื่องจากไม่ได้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งเรา
มาแล้ว! กกต. แพร่ความเห็น เจาะลึกนโยบาย 'ประชานิยม' ที่มางบไม่ชัดเจน หนี้สาธารณะพุ่ง
กกต.เผยแพร่ความเห็นของคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงิน 51 พรรคการเมือง 4 หน้า พบ นโยบายหลายพรรคหาเสียงไม่ตรงปก ที่มางบประมาณคลุมเครือไม่ชัดเจน เสี่ยงกระทบวินัยการเงินการคลังประเทศ หนี้สาธารณะพุ่ง
คปท. ร้องกกต. ตั้งข้อสังเกตหลัง 'ไอลอว์' ชี้นำประชาชน เห็นชอบแก้ รธน. ผิดกฎหมายหรือไม่
ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายพิชิต ชัยมงคล แกนนำกลุ่มนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) เดินทางยื่นห

