กกร.ปลุกคนไทยเลือกพรรคต้านคอร์รัปชัน ยกระดับมาตรฐานการเมือง ห่วงนโยบายประชานิยม กระตุ้นเศรษฐกิจช่วงสั้น แต่ใช้งบสูงทำหนี้สาธารณะพุ่ง แนะวางยุทธศาสตร์ระยะยาว โตมั่นคงยั่งยืน
เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเครือข่าย “เพื่อนไม่ทน” เปิดเผยว่า คอร์รัปชันถือเป็นต้นทุนแฝงที่สูงมาก และส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบธุรกิจในทุกระดับ ขอขอบคุณพรรคการเมืองส่วนใหญ่ที่ได้นำแนวคิดการต่อต้านคอร์รัปชันไปปรับใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงอย่างกว้างขวาง รวมถึงการหยิบยกประเด็นดังกล่าวไปเป็นแนวทางหลักในเวทีดีเบต และการสื่อสารผ่านสื่อต่างๆ ซึ่งสะท้อนถึงกระแสความตื่นตัวของสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง
ที่ผ่านมาคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ผลักดันประเด็นการต่อต้านคอร์รัปชันให้กลายเป็นกระแสของสังคมอย่างต่อเนื่อง ผ่านการจัดกิจกรรมและอีเวนต์ในหลากหลายรูปแบบ โดยมุ่งหวังให้เกิดการบูรณาการเชิงโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรม ยกระดับการไม่ทนต่อการคอร์รัปชันให้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายและแนวปฏิบัติของทุกภาคส่วน ไม่ใช่เพียงการรณรงค์ระยะสั้นในช่วงการเลือกตั้ง พร้อมเปิดพื้นที่ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้อง อาทิ ขบวนการสแกมเมอร์ และการทุจริตในกระบวนการเลือกตั้ง โดยเตรียมเปิดเผยผลการสำรวจในประเด็น “ธุรกิจไทยยังถูกเรียกรับสินบนในการขออนุญาต” เพื่อกระตุ้นและย้ำเตือนต่อว่าที่รัฐบาลให้การต่อต้านคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติ และผลักดันการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง
"กกร.ขอแสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนในการรณรงค์ไปยังพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ให้ความสำคัญกับการต่อต้านคอร์รัปชันในการตัดสินใจเลือกตั้ง โดยในการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.นี้ ขอเชิญชวนประชาชนใช้สิทธิอย่างมีความรับผิดชอบ เลือกพรรคการเมืองที่มีนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรม และหลีกเลี่ยงการเลือกพรรคการเมืองหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ทุจริต ซื้อสิทธิ์ขายเสียง เพื่อร่วมกันยกระดับมาตรฐานทางการเมือง สร้างความโปร่งใส และนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการสร้างรายได้ของทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึง" นายพจน์ระบุ
ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ที่ประชุม กกร.แสดงความกังวลต่อนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง ที่ส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับนโยบายประชานิยมและการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ซึ่งใช้งบประมาณสูงมาก มากกว่าการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว รวมถึงขาดนโยบายในการสร้างรายได้ให้ประเทศอย่างเป็นระบบและยั่งยืน
ขณะเดียวกัน พรรคการเมืองควรตระหนักถึงข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางนโยบายการคลัง จากระดับหนี้สาธารณะที่ปรับสูงขึ้น โดย ณ เดือน ธ.ค.2568 หนี้สาธารณะคงค้างอยู่ที่ 12.45 ล้านล้านบาท คิดเป็น 66.09% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งเข้าใกล้กรอบวินัยการคลังที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่เกิน 70% ต่อจีดีพี ทำให้การกำหนดนโยบายด้านการใช้จ่ายมีข้อจำกัดมากขึ้น ดั้งนั้น ที่ประชุมเห็นว่าการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจในระยะต่อไป ควรให้ความสำคัญกับการวางยุทธศาสตร์การเติบโตในระยะยาว ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรทางการคลังอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเสริมสร้างฐานรายได้ใหม่ให้ประเทศ ผ่านการเพิ่มผลิตภาพของภาคการผลิต การยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนการสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ สามารถรองรับความผันผวนในอนาคต และเติบโตได้อย่างมั่นคง สมดุล และยั่งยืน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ต้นทุนดันค่าFtพุ่ง58สต. กกพ.ชงอุ้ม‘เปราะบาง’
กกพ.ชี้สงครามกระทบต้นทุน LNG พุ่ง ดันเอฟทีแตะ 58 สตางค์/หน่วย
ทรัมป์ขีดเส้นเปิดฮอร์มุซ ‘อิหร่าน’ขู่เจอโต้ตาต่อตา
กต.ย้ำขอคนไทยในพื้นที่เสี่ยงเร่งออกนอกพื้นที่ สงครามตะวันออกกลางเข้าสู่สัปดาห์ 4
โพลยํ้าปชช.ตื่น ‘วิกฤตพลังงาน’ ไม่เชื่อฝีมือ‘รัฐ’
"นิด้าโพล" เผยประชาชนค่อนข้างตื่นตระหนกกับวิกฤตการณ์น้ำมัน
บวรศักดิ์โบกมือลาครม.หนู2
ครม.อนุทิน 2 ใกล้คลอด ว่าที่ รมต.ส่งเอกสารตรวจสอบประวัติฯ
งัดนํ้ามันสำรอง!ใช้ ‘อนุทิน’มีคำสั่งให้‘ผู้ค้า’นำออกมาแก้ปัญหาขาดแคลน
นายกฯ ออกคำสั่งให้ผู้ค้าน้ำมันนำน้ำมันสำรองออกมาใช้ได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว
ตรวจ‘คลังนํ้ามัน’ กวดขันห้ามกักตุน
กรมธุรกิจพลังงานนำกำลังเข้าตรวจสอบคลังน้ำมันพระโขนง ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ขณะที่ดีเอสไอสอบกำลังผลิต-การส่งออก เป็นไปตามขั้นตอนป้องกันให้ปริมาณน้ำมันเป็นไปตามกลไกตลาด

