
ยังไม่ยอมแพ้ พรรคประชาชนชี้การมีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ทำลายหลักลงคะแนนโดยลับ-เปิดช่องทุจริต จี้ กกต.เร่งเปิดรายงานผลการนับคะแนนทุกหน่วย มอบ “หมอวาโย” ฟ้อง กกต.-เลขาฯ กกต. ผิด 157 ขณะที่ กกต.ยันอีกรอบ บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไม่กระทบหลักการลงคะแนนโดยตรงและลับตาม รธน.
เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ นายกิตติชัย เตชะกุลวณิชย์ รองหัวหน้าพรรคประชาชน และนายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน แถลงความคืบหน้าการติดตามตรวจสอบความโปร่งใสของการจัดการเลือกตั้ง 2569 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
นายพริษฐ์กล่าวว่า เจตนาของพรรคประชาชนในการตรวจสอบความโปร่งใสของการจัดการเลือกตั้งตลอด 4-5 วันที่ผ่านมา ไม่ได้มีเจตนาเพื่อมุ่งเปลี่ยนผลการเลือกตั้ง ไม่ใช่การไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้ง แต่เราจำเป็นต้องตรวจสอบความโปร่งใสของการเลือกตั้งเพื่อปกป้องเสียงของประชาชนทุกคน ว่าเสียงของเขาถูกบันทึกอย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะกาให้กับพรรคการเมืองไหนก็ตาม รวมถึงเราต้องการให้ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างบกพร่องหรือจงใจทุจริต ต้องรับผิดชอบต่อกฎหมาย เพื่อเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ทำให้เรามีการเลือกตั้งในอนาคตที่ประชาชนเชื่อมั่นเชื่อถือได้
โดยการแถลงในวันนี้มี 4 หัวข้อ หัวข้อแรกคือกรณีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ในการแถลงข่าวของ กกต.เมื่อวานนี้ (13 ก.พ.) มีข้อสรุปว่า บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดดังกล่าว ในทางทฤษฎีสามารถระบุตัวตนของผู้ใช้สิทธิลงคะแนนได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ และเราเห็นว่ามีปัญหา 3 เรื่องหลัก
ปัญหาแรก ทำให้การลงคะแนนเสียงไม่เป็นไปโดยลับ ตามหลักการที่สังคมเข้าใจโดยทั่วไปมาโดยตลอด
การลงคะแนนที่ "ลับ" หมายถึง เมื่อลงคะแนนไปแล้วจะต้องไม่สามารถระบุตัวตนผู้ลงคะแนนได้เลย แต่การแถลงของ กกต.เมื่อวาน เป็นการยืนยันว่าสามารถทำได้ในเชิงทฤษฎี หากมีการเข้าถึงข้อมูล 3 ส่วน คือ ข้อมูลบนบัตร, รหัสตรงต้นขั้ว และชื่อผู้ลงคะแนนของรหัสนั้นๆ ดังนั้นเราเห็นว่าประเด็นสำคัญไม่ใช่ความยากหรือง่ายในการเข้าถึงข้อมูล แต่ประเด็นอยู่ที่หากเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้ จะสามารถระบุตัวตนได้ ซึ่งต่างจากการเลือกตั้งในอดีต ที่ไม่ว่าใครจะเข้าถึงข้อมูลส่วนใด ก็ไม่มีทางรู้ได้ว่าใครเลือกใคร
ปัญหาที่สอง เป็นการเปิดช่องโหว่ขนาดใหญ่ให้พรรคการเมืองหรือผู้สมัครคนใดคนหนึ่ง สามารถใช้ประโยชน์จากบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดดังกล่าวเพื่อตรวจสอบได้ว่าใครลงคะแนนให้ใคร
แม้ กกต.จะชี้แจงว่ามีการเก็บรักษาบัตรและต้นขั้วไว้ในที่ปลอดภัย แต่หากมีพรรคการเมืองหรือผู้สมัครคนใดรู้เรื่องบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดมาก่อน อาจเปิดช่องให้สามารถออกแบบกระบวนการในการตรวจสอบได้ว่าใครโหวตอย่างไร โดยไม่จำเป็นต้องเข้าถึงบัตรหรือต้นขั้วที่ กกต.เก็บไว้หลังปิดหีบ เช่น ตัวแทนพรรคอาจใช้อิทธิพลข่มขู่ให้ประชาชนแจ้งรหัสต้นขั้วก่อนลงคะแนน และจากนั้นมีการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งทุกใบขณะนับคะแนน เพื่อนำมาสแกนตรวจสอบภายหลังว่าลงคะแนนตามที่ตกลงหรือไม่ หรือหากกรรมการประจำหน่วย (กปน.) ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก็อาจแอบถ่ายภาพต้นขั้วบัตรเพื่อส่งให้ตัวแทนพรรคที่กระทำการดังกล่าวได้
เปิดช่องโหว่ขนาดใหญ่
ดังนั้น แม้ กกต.ชี้แจงว่าทั้งหมดที่ทำเป็นไปเพื่อ “รักษาความปลอดภัย” และแม้เรายอมเชื่อไว้ก่อนว่า กกต.มีเจตนาดีเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวจริง การดำเนินการของ กกต.ได้เปิดช่องโหว่ขนาดใหญ่ ที่ทำให้การเลือกตั้งอาจจะไม่สุจริตเที่ยงธรรม และกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ใช้สิทธิ
ปัญหาที่สาม ความเสียหายระยะยาวต่อการเลือกตั้งในอนาคต เมื่อมีการเก็บบัตรและต้นขั้วไว้ หากข้อมูลดังกล่าวรั่วไหลหรือมีบุคคลใดเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว จะเกิดปัญหาสำหรับอนาคต เพราะข้อมูลการเลือกพรรคการเมืองของประชาชน ถือเป็นข้อมูลที่อ่อนไหว และจะกลายเป็นข้อมูลที่ผู้มีอำนาจสามารถนำไปใช้จัดเก็บสถิติแยกตามเพศ อายุ และพื้นที่ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการเตรียมการเลือกตั้งครั้งถัดไปได้
ล่าสุด พรรคได้มอบหมายให้ นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรค เป็นผู้รวบรวมข้อเท็จจริงและทำคำร้องเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เพื่อดำเนินคดีกับ กกต.และเลขาธิการ กกต. ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า หัวข้อต่อมาเป็นข้อสังเกตต่อประเด็นบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ คือแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ ที่มีจำนวนไม่เท่ากันในเขตเลือกตั้งเดียวกัน โดยพบปัญหานี้ในหลายเขตเลือกตั้ง เมื่อวานนี้ กกต.ระบุว่าความคลาดเคลื่อนเกิดจากระบบรายงานผลบนเว็บไซต์ของ กกต. แต่เราต้องยืนยันว่าข้อสังเกตของพรรคประชาชน ไม่ได้อ้างอิงข้อมูลเว็บไซต์ของ กกต. แต่อ้างอิงจากข้อมูลที่อยู่ในบอร์ดรายงานผลในแต่ละเขตเลือกตั้ง
ดังนั้น ไม่ว่ากระบวนการในการรายงานตัวเลขผ่านเว็บไซต์ของ กกต.จะมีปัญหาแค่ไหน แต่เป็นคนละเรื่องกับหลักฐานที่เราเอามากางก่อนหน้านี้และในวันนี้ ยกตัวอย่างความผิดปกติที่ชัดเจนในพื้นที่สงขลา เขต 3 และศรีสะเกษ เขต 2 ที่ได้มีการเปิดข้อมูลไปก่อนหน้านี้ รวมถึงอีกหลายเขตที่มีการเปิดเผยข้อมูลในวันนี้ ซึ่งในเขตเลือกตั้งดังกล่าว มีทั้งเขตที่พรรคประชาชนแพ้เลือกตั้งเป็นอันดับ 3 และเขตที่พรรคประชาชนชนะการเลือกตั้ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเราไม่ได้ตรวจสอบเรื่องนี้เพื่อหวังจะทำให้พรรคประชาชนมี สส.มากขึ้น แต่เราต้องการตรวจสอบประเด็นนี้เพื่อปกป้องเสียงของประชาชนทุกคน และทำให้เรื่องนี้สิ้นข้อสงสัย
ฟ้องร้องเอาผิด กกต.
ท้ายสุดนี้มีข้อเรียกร้องต่อ กกต.คือ (1) ขอให้ชี้แจงว่าทำไมจำนวนบัตรเลือกตั้ง 2 ใบในเขตเลือกตั้งเดียวกัน ที่ปรากฏในบอร์ดรายงานผลการลงคะแนนสำหรับบางเขตเลือกตั้ง จึงคลาดเคลื่อนและต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (2) เรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อมูลรายหน่วยเพื่อให้ประชาชนตรวจสอบโดยสะดวกมากขึ้น ซึ่งประกอบด้วยเอกสารสองอย่าง คือ กกต.ต้องเร่งเผยแพร่รายงานผลการนับคะแนน (ส.ส. 5/18) รายหน่วย ให้ครบทุกหน่วยเลือกตั้งตามที่กฎหมายกำหนด และควรเปิดเผยใบขีดคะแนน (ส.ส. 5/11) รายหน่วย แม้กฎหมายจะไม่ได้กำหนดให้เปิดเผย แต่ควรเปิดเผยเพื่อความโปร่งใส โดยเฉพาะในเขตเลือกตั้งที่ประชาชนมีข้อสงสัย
ด้านนายกิตติชัย กล่าวถึงภาพรวมของเรื่องร้องเรียนที่ผู้สมัคร สส.ของพรรคและประชาชนแจ้งเบาะแสเข้ามาเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยในส่วนผู้สมัคร สส.ของพรรค รับเรื่องร้องเรียนมาทั้งหมด 57 เรื่อง ฝ่ายกฎหมายได้ทำเรื่องไปยัง กกต. ขอให้มีการตรวจสอบแล้ว 37 เรื่อง ส่วนการร้องเรียนของประชาชนผ่านเว็บไซต์ report69 ยอดทั้งหมดกว่า 4,000 เรื่อง ตรวจสอบแล้วพบว่ามีข้อมูลและข้อเท็จจริงที่จะไปสู่การร้องเรียนได้ 1,260 เรื่อง ฝ่ายกฎหมายได้ดำเนินการตรวจสอบและส่งให้ผู้สมัคร สส.ของพรรคร้องคัดค้านการประกาศผลต่อไป
และหัวข้อสุดท้าย เป็นเรื่องร้องเรียนใหม่ที่สมุทรปราการ เขต 6 มีประชาชนส่งคลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นว่ามีการทิ้งอุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดการเลือกตั้ง รวมถึงใบขีดคะแนน (ส.ส. 5/11) ที่บ่อขยะแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ โดยเอกสารดังกล่าวระบุวันที่ 8 กุมภาพันธ์ และระบุหน่วยเลือกตั้งด้วย จุดดังกล่าวไม่ใช่จุดรวมหีบหรือจุดยุบหีบเหมือนกรณีชลบุรี เขต 1 อย่างแน่นอน เพราะเห็นชัดเจนว่าเป็นบ่อขยะ และจุดรวมหีบของสมุทรปราการ เขต 6 เองอยู่ห่างจากจุดของบ่อขยะนี้ถึง 8 กิโลเมตร ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้น ต้องมีใครคนใดคนหนึ่งนำมาทิ้งไว้ ซึ่งเรื่องนี้เราต้องขอให้ กกต. และ กกต.สมุทรปราการ เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและชี้แจงต่อพี่น้องประชาชนโดยเร็ว ว่าเกิดเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร โดยประชาชนที่ส่งหลักฐานเข้ามาได้ลงบันทึกประจำวันกับสถานีตำรวจไว้แล้ว
ในวันจันทร์นี้ (16 ก.พ.) ผู้สมัคร สส.สมุทรปราการ เขต 6 ของพรรคคือ นายวีรภัทร คันธะ จะนำหลักฐานนี้ไปร้องต่อ กกต.ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ พรรคประชาชนขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่แจ้งเบาะแสเข้ามา เราจะรวบรวมและดำเนินการในการร้องต่อ กกต.ต่อไป
กกต.ยันเพื่อความโปร่งใส
ที่ศูนย์ต่อต้านข่าวเท็จ สำนักงาน กกต. ออกเอกสารชี้แจงระบุว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวจากแหล่งต่างๆ ว่า บัตรเลือกตั้ง สส.ที่มีการจัดพิมพ์รหัส เพื่อใช้เป็นมาตรการควบคุมและรักษาความปลอดภัยไว้บนบัตรเลือกตั้ง ในรูปแบบ barcode อาจทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่เป็นไปโดยตรงและลับนั้น กกต.ขอชี้แจงว่า ในกระบวนการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง สส.ในครั้งนี้ เป็นการออกเสียง “โดยตรงและลับ” ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องมาใช้สิทธิด้วยตนเอง ลงคะแนนในคูหาเพียงลำพัง และหย่อนบัตรด้วยตนเอง โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งห้ามเปิดเผยหรือถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ได้ลงคะแนนแล้ว ว่าตนลงคะแนนให้ผู้ใด อันเป็นหลักประกันความเป็นอิสระ และความปลอดภัยของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งผู้อื่นไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้
ทั้งนี้ กกต.ยังมีมาตรการป้องกันการทุจริต โดยในการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ตาม พ.ร.ป.การเลือกตั้ง สส. พ.ศ.2561 และระเบียบที่เกี่ยวข้อง ให้อำนาจ กกต.กำหนดลักษณะบัตรเลือกตั้ง และอาจกำหนด “รหัส เครื่องหมาย หรือข้อความพิเศษ” เพื่อใช้ในการตรวจสอบการปลอมแปลงหรือการนำบัตรออกไปนอกหน่วยเลือกตั้ง รหัสดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมจำนวนบัตร แยกประเภทบัตร ตามเขต และป้องกันการทุจริต
นอกจากนี้ ภายหลังการนับคะแนน บัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง จะถูกจัดเก็บใส่ถุงใสปิดผนึก รัดด้วยสายรัดพร้อมลงลายมือชื่อกำกับ และเก็บไว้ในหีบบัตรที่มีการปิดผนึกอีกชั้นหนึ่ง โดยห้ามผู้ใดเปิดหีบดังกล่าว พร้อมนำไปเก็บรักษาในสถานที่มั่นคงปลอดภัย ตามระเบียบของ กกต.
ดังนั้น การกำหนดรหัสบนบัตรเลือกตั้งเป็นมาตรการป้องกันการปลอมแปลง และการป้องกันการทุจริต มิได้กระทบต่อหลักการลงคะแนนโดยตรงและลับตามรัฐธรรมนูญ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจึงสามารถใช้สิทธิได้อย่างมั่นใจว่าคะแนนเสียงของตนจะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายทุกประการ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘กล้าธรรม’หนาว! ‘โฆษกภท.’เผยในทางการเมืองไม่มีการการันตีอะไรทั้งนั้น
เพื่อไทยชักแม่น้ำทั้ง 5 รองรับการเข้าร่วมรัฐบาลอนุทิน "ยศชนัน" ยอมรับไม่ใช่เรื่องง่าย กราบขออภัยจากใจ หลังมีทั้งคนเห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย แต่ส่วนใหญ่บอกให้ร่วม
นึกว่า‘รังสแกมเมอร์’!
"ไอติม" ดิ้น! แก้ข่าว "สเปกเตอร์ ซี" ไอโอสีส้ม เจอพิรุธเพียบ! ยอมรับเป็นบริษัทของเลขาฯ พรรค แต่ไม่ได้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร เผยชั้น 4 ที่ทำการพรรคเป็นที่ทำการของพนักงานประจำ
'สหัสวัต' ขู่ 'แก้วตา ธิษะณา' หยุดแฉไอโอส้ม ระวังโดนกลับ ลั่นไม่ยอมให้มาทำร้ายคนหลังบ้าน
นายสหัสวัต คุ้มคง ว่าที่ สส.ชลบุรี พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า "ถึงแก้วตา ธิษะณา" ที่เคยร่วมงานกันมา 2 ปีกว่าๆ เอาจริง ผมเป็นคนคนนึงที่ให้กำลังใจคุณ ยืนข้างคุณมาตลอด เห็นคุณเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์
กกต. ย้ำ บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ไม่กระทบหลักการลงคะแนนโดยตรงและลับ
กกต. ยันอีกรอบ บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ไม่กระทบหลักการลงคะแนนโดยตรงและลับตามรธน.
ลากไส้ไอโอส้ม! สเปกเตอร์ C ชั้น 4 วางยุทธศาสตร์ ฐานปั่นจริงอยู่รัชดาฯ
งานเข้าเต็มๆ “ไทกร” แฉเดือด หลัง “ไอติม” พาสื่อดูชั้น 4 ที่ทำการพรรคส้ม พบเพียงผ้าคลุมอุปกรณ์ ไม่เปิดชั้น 5 ระบุสเปกเตอร์ C ชั้น 4 กำหนดยุทธศาสตร์ ก่อนส่งประเด็นลงฐานปฏิบัติการไอโอทีมปั่นกระแสจริงๆ อยู่ตึกแถวใกล้ MRT รัชดาฯ รับงานอีกทอดแล้วเดินเครื่องออนไลน์ครบทุกแพลตฟอร์ม
ไอโอส้มซวยแล้ว! สเปกเตอร์ ซี แค่บทโหมโรง บริษัทที่เหลือกำลังตามมา
สืบเนื่องจาก นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ หรือ “แก้วตา” อดีต สส.กทม. พรรคประชาชน เปิดเผยในรายการถกไม่เถียง ทางสถานีโทรทัศน์ช่องวัน 31 เมื่อ 13 กุมภาพัน

