‘เอกนิติ’ปลื้มจีดีพีขยายตัว เข็นลงทุนดันปี69ทะลุ3%

ข่าวดี! "สภาพัฒน์" เผย GDP ปี 2568 ขยายตัว 2.4% คาดการณ์ปี 2569 โต 1.5-2.5% จับตาความไม่แน่นอนทางการเมืองหลังเลือกตั้ง หวั่นกระทบการจัดทำงบฯ ปี 2570 หากตั้งรัฐบาลล่าช้าเกิน มี.ค.-ต้น เม.ย. ด้าน "เอกนิติ" สุดปลื้มฟุ้งรับบท "หมอเอก" ผ่าตัดเศรษฐกิจไทยพ้น ICU ปักธงเข็นลงทุนปูพรมดันจีดีพีปี 69 วิ่งทะลุ 3%+ เตรียมพร้อมคนละครึ่งพลัส-เที่ยวดีมีคืน บูมต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ แถลงภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ปี 2568 และแนวโน้มปี 2569 ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปี 2568 ขยายตัว 2.5% สูงกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า ส่งผลให้ภาพรวมทั้งปี 2568 เศรษฐกิจไทยเติบโต 2.4% ซึ่งมาจากการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ โดยเฉพาะงบลงทุนของภาครัฐ และการฟื้นตัวเด่นชัดของการลงทุนภาคเอกชนในหมวดก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงด้านการท่องเที่ยว

สำหรับไตรมาสสุดท้ายของปีนั้น เศรษฐกิจได้แรงหนุนจากการอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนของภาครัฐในโครงการก่อสร้าง และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับพื้นที่ ควบคู่กับการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวถึง 6.5% โดยเฉพาะการก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมที่พุ่ง 12% จากมาตรการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุนของรัฐ ขณะที่ภาคการค้าและบริการขยายตัว 6.8% การขายส่ง-ค้าปลีก และการซ่อมยานยนต์เติบโตโดดเด่น โดยเฉพาะการซ่อมรถจักรยานยนต์และรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น 31.6% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการซ่อมแซมหลังเหตุอุทกภัย

ขณะที่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.71% ต่ำกว่า 0.76% ในไตรมาสก่อนหน้า และต่ำกว่า 0.88% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 อยู่ที่ -0.5% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ 0.6% ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 0.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา (27.4 พันล้านบาท) เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ 281.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 มีมูลค่าทั้งสิ้น 12.45 ล้านล้านบาท คิดเป็น 65.6% ของ GDP

นายดนุชากล่าวเพิ่มเติมว่า ตัวเลข GDP ไตรมาส 4 ที่ 2.5% สูงกว่าที่ประเมินภายใน ซึ่งเดิมคาดเพียงราว 1% เนื่องจากการลงทุนภาครัฐและเอกชนเร่งตัวแรงในช่วงเดือนสุดท้ายของปี โดยเฉพาะหมวดก่อสร้างและโครงการลงทุนใหม่ แม้มาตรการ “คนละครึ่ง” จะมีส่วนช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย และสร้างบรรยากาศเชิงบวกในภาคเศรษฐกิจนอกระบบ แต่ปัจจัยหลักที่ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเกินคาดคือการลงทุน

สำหรับแนวโน้มปี 2569 สภาพัฒน์คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในกรอบ 1.5-2.5% ค่ากลาง 2.0% โดยมีแรงสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่คาดว่าจะเติบโต 2.1% การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการส่งออกที่เริ่มมีสัญญาณบวกตามวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ โดยปรับประมาณการส่งออกเป็นขยายตัว 2.0% จากเดิมคาดหดตัว 0.3% ขณะที่คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 35 ล้านคน สร้างรายได้ราว 1.65 ล้านล้านบาท คาดว่ารายได้จะเพิ่มสูงขึ้นจากปี 2568 และประเมินอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยในช่วง 31-32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจปี 2569 ยังรวมถึงกรอบงบประมาณรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นราว 7-8% การอำนวยความสะดวกด้านการลงทุนผ่านระบบ “Thailand FastPass” ที่อำนวยความสะดวกในภาคลงทุนของภาคเอกชน คาดว่าในปีนี้จะขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนในสินค้าทุนและเครื่องจักรในระยะถัดไป ประกอบกับเรื่องของการอนุญาตให้ใช้ที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม การเพิ่มขึ้นของเที่ยวบินขาเข้า และแนวโน้มค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวกลุ่มรายได้สูงที่เพิ่มเป็นเฉลี่ย 47,000 บาทต่อทริป ตลอดจนสถานการณ์น้ำในเขื่อนหลักที่อยู่ในระดับสูงเกือบเต็มความจุ สนับสนุนภาคการเกษตร

นายดนุชากล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่ยังเป็นข้อจำกัดและมีความเสี่ยงคือความไม่แน่นอนทางการเมือง มองว่าการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งขบวนการอาจต้องใช้เวลา หากดำเนินการได้เร็วไม่เกินช่วงเดือนมีนาคม หรือล่าช้าไม่เกินต้นเดือนเมษายน อาจจะช่วยให้การจัดทำงบประมาณปี 2570 สามารถดำเนินการล่าช้าไม่มากนักประมาณ 2 เดือน แต่หากการตั้งรัฐบาลล่าช้าไปกว่านั้นจะส่งผลให้งบประมาณล่าช้ามากขึ้น อาจทำให้กระทบต่อเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจช้าลง ซึ่งการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจจะเป็นเครื่องมือในการประคับประคองเศรษฐกิจ โดยจากการคาดการณ์ของ สศช.ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2569 ช่วงเดือน (ต.ค.-ธ.ค.) จะพิจารณาใช้เม็ดเงินลงทุนของรัฐวิสาหกิจราว 9.2 หมื่นล้านบาทในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจ

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า ตัวเลขดังกล่าวออกมาดีกว่าคาดการณ์ สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยพ้นจากหล่มแน่นอน และพ้นจากหล่มอย่างเป็นทางการแล้ว จากความเชื่อมั่นของภาคประชาชน ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ รวมถึงดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ฟื้นตัวดีขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการรัฐ ทั้งโครงการคนละครึ่งพลัส, โครงการเที่ยวดีมีคืน และการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

นอกจากนี้ ตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวถึง 3.3% ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับช่วงไตรมาส 1-3/2568 ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ราว 2.5% เท่านั้น และอีกตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญมากและมีการเติบโตอย่างโดดเด่น คือ "ตัวเลขการลงทุนรวม" ซึ่งขยายตัวที่ 8.1% สูงสุดในรอบที่ผ่านมา หลักๆ เป็นผลมาจากการเร่งผลักดันการลงทุนของรัฐบาลตามแนวทางกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว และการลงทุนถือเป็นการวางแผนการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคตด้วย

ขณะที่แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ที่กระทรวงการคลังประเมินว่าจะขยายตัวที่ระดับ 2% นั้น รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลังระบุว่า หากสามารถสร้างความเชื่อมั่นในภาคเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้อย่างรวดเร็ว การเร่งผลักดันการลงทุนให้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้เติบโตได้ 3%+ ซึ่งเป็นตัวเลขการเติบโตตามศักยภาพของเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นการเติบโตต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ที่สะท้อนว่ามาตรการ Quick Big Win กระตุ้นสั้น ได้ผลยาวกระจายตัว ช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 “ตัวเลขที่ออกมาตอนนี้เป็นกำลังใจให้ทีมทำงานด้านเศรษฐกิจทุกคน ที่สามารถงัดเศรษฐกิจไทยให้พ้นจากหล่มได้ เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผมอยากขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชาชนชาวไทยทุกคนด้วยที่มีความมั่นใจ และช่วยกันงัดรถยนต์ของเศรษฐกิจไทยให้ออกจากหล่มอย่างแน่นอน และอย่างเป็นทางการ ตัวเลขจีดีพี 2.4% ในปี 2568 หากไปดูตัวเลขเม็ดเงินรายได้ประชาชาติ (Nominal GDP) ของไทยในขณะนี้เกือบแตะ 19 ล้านล้านบาทแล้ว ดีกว่าคาดการณ์ถึง 3 แสนล้านบาท นี่คือเม็ดเงินที่หมุนในระบบเศรษฐกิจ และเป็นตัวสะท้อนรายได้ของประชาชนในไตรมาส 4/2568 ที่ดีขึ้น” นายเอกนิติกล่าว

อย่างไรก็ดี รมว.การคลังยังกล่าวถึงประเด็นที่ประเทศไทยถูกขนานนามว่าเป็น "คนป่วยแห่งเอเชีย" ว่า ยอมรับว่ายังมีปัจจัยท้าทายที่รัฐบาลต้องเร่งจัดการ และเป็นโจทย์สำคัญทางเศรษฐกิจ นั่นคือการขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยกลับมาวิ่งต่อและเติบโตได้ดียิ่งขึ้น โดยเชื่อว่าหากทุกฝ่ายยังคงมุ่งมั่น สามัคคีร่วมมือกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย มั่นใจอย่างยิ่งว่าจะเป็นปัจจัยที่ช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาแข็งแรงได้อีกครั้ง

 “ในฐานะหมอเอก เรารู้แล้วว่าตอนนี้เราสามารถเอาคนป่วยออกจากห้อง ICU ได้แล้ว แต่โจทย์หลังจากนี้คือ จะทำอย่างไรให้คนป่วยคนนี้กลับมาเข้มแข็งและแข็งแรงได้อีกครั้ง ทุกคนรู้ว่าเราจะต้องออกกำลังกาย ทำให้ร่างกายแข็งแรง เพื่อให้พร้อมกลับมาวิ่งต่อได้ ตรงนี้เป็นสิ่งและเป็นปัจจัยสำคัญมากๆ โดยโจทย์หินของปีนี้คือ ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ที่พูดแบบนี้เพราะมันเป็นปัจจัยที่เราควบคุมเองไม่ได้ เราต้องวางแผนเตรียมรับมือให้ดี” นายเอกนิติระบุ

สำหรับความคืบหน้าของโครงการคนละครึ่งพลัส และโครงการเที่ยวดีมีคืนนั้น ยืนยันว่าจะมีการดำเนินการอย่างแน่นอน แต่ขณะนี้ต้องรอดูความชัดเจนเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล และนโยบายของรัฐบาลใหม่อีกครั้ง หากรัฐบาลมีนโยบายออกมาอย่างแน่นอน กระทรวงการคลังก็พร้อมจะรีบทำทันที

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจไทยปี 2569 โต 2% นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ กล่าวว่า "ใช่ๆ มันดีขึ้นจริง".

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘สภาพัฒน์‘เปิดจีดีพีปี68โต2.4%จับตาตั้งรัฐบาลใหม่ช้าหวั่นกระทบงบปี70

‘สภาพัฒน์’ เผย GDP ปี 2568 ขยายตัว 2.4% คาดการณ์ปี 2569 โต 1.5–2.5% จับตาความไม่แน่นอนทางการเมืองหลังเลือกตั้ง หวั่นกระทบการจัดทำงบฯปี 2570 หากตั้งรัฐบาลล่าช้าเกินมี.ค.–ต้นเม.ย. พร้อมเตรียมใช้เม็ดเงินรัฐวิสาหกิจ 9.2 หมื่นล้านบาทพยุงเศรษฐกิจหากจำเป็น