นายกฯ ให้อำนาจผู้ว่าฯ ประกาศภัยพิบัติหรือไม่ หลังค่าฝุ่น PM 2.5 พุ่งหนัก "สุชาติ" สั่งยกระดับสู้ไฟป่า ตั้งศูนย์ส่วนหน้าภาคเหนือ "ปลัด มท." เตือนงดกิจกรรมกลางแจ้งช่วง 2-3 วันนี้ สภาถก 4 ญัตติฝุ่นพิษ รุมสวดรัฐบาล ยกเป็นวาระชาติบรรจุในนโยบาย พร้อมเร่งชง พ.ร.บ.อากาศสะอาดก่อนเดดไลน์
เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการประกาศให้จังหวัดเชียงใหม่เป็นพื้นที่ภัยพิบัติ หลังจากค่าฝุ่น PM 2.5 เกินมาตรฐานหรือไม่ว่า ปลัดกระทรวงมหาดไทยจะเดินทางไปในพื้นที่ภัยพิบัติ พร้อมเรียกประชุมหน่วยงาน ทราบมาเบื้องต้นว่าแต่ละจังหวัดจะดำเนินการตามดุลยพินิจ และความจำเป็นเร่งด่วน โดยได้กำชับให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยไปบัญชาการเหตุการณ์ในพื้นที่
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความจำเป็นในการประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติหรือไม่นั้น นายกฯ ตอบว่า ผู้ที่จะประกาศคือผู้ว่าราชการจังหวัด และให้คนอยู่หน้างานเป็นผู้ดู ได้ให้อำนาจและการตัดสินใจไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด พร้อมย้ำว่าให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยลงพื้นที่สร้างความมั่นใจ และเตรียมการช่วยเหลือประชาชนในทุกด้าน และเมื่อวานนี้ (31 มี.ค.) ยังมอบหมายให้นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งรับผิดชอบดูแลเรื่องนี้ จะลงพื้นที่พร้อมอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. ซึ่งจะอยู่ในพื้นที่ตลอดเวลาในช่วงที่มีสถานการณ์ฝุ่น
ทางด้านนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า พบ 5 กลุ่มป่าที่มีจุดความร้อนสะสมสูงสุด ได้แก่ กลุ่มป่าเขื่อนภูมิพล กลุ่มป่าแม่ยม กลุ่มป่าศรีลานนา-แม่ลาว กลุ่มป่าถ้ำผาไท และกลุ่มป่าเหนือเขื่อนสิริกิติ์ ครอบคลุม 9 จังหวัดภาคเหนือ ประกอบด้วย ลำปาง เชียงใหม่ แพร่ ตาก แม่ฮ่องสอน น่าน ลำพูน เชียงราย พะเยา
ทั้งนี้ กระทรวงจึงยกระดับการทำงานเชิงรุกเต็มรูปแบบ เร่งบูรณาการทุกภาคส่วน ควบคู่การใช้เทคโนโลยีและการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อลดผลกระทบและเร่งคืนอากาศบริสุทธิ์ให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด โดยได้มอบหมายให้ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัด ทส. ออกคำสั่งจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน (ส่วนหน้า ภาคเหนือ) พ.ศ.2569 ในพื้นที่รับผิดชอบของกระทรวง ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง “สั่งการ-ประสาน-ปฏิบัติ” เชื่อมโยงทุกหน่วยงานให้ทำงานเป็นหนึ่งเดียว เพิ่มความรวดเร็วและแม่นยำในการควบคุมสถานการณ์ โดยศูนย์ดังกล่าวจะสนธิกำลังเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย เดินหน้าปฏิบัติการเชิงรุก พร้อมติดตามและรายงานสถานการณ์แบบเรียลไทม์ เพื่อรับมือได้ทันต่อสถานการณ์ โดยแต่งตั้ง พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ที่ปรึกษา รมว.ทส. เป็นที่ปรึกษาศูนย์ และนายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ รองปลัด ทส. เป็นผู้อำนวยการศูนย์
ที่ศูนย์บัญชาการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก อ.เมืองฯ จ.เชียงใหม่ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมติดตามและบริหารจัดการสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
ปลัดกระทรวงมหาดไทยกล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็กในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ตลอดจนถึงจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนืออยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่พบจุดความร้อน (Hotspot) มากกว่า 200 จุด รองลงมาคือจังหวัดตาก ในขณะที่จังหวัดเชียงใหม่ ณ เวลานี้ จำนวนจุดความร้อนลดลงเหลือ 100 จุด ซึ่งเราต้องหาสาเหตุของปัญหา ด้วยการหาจุดความร้อน และปฏิบัติการแก้ไขปัญหาในแต่ละพื้นที่ควบคู่การสร้างการรับรู้อย่างต่อเนื่อง
ในส่วนของผู้ที่ยังฝ่าฝืนกฎหมายไม่ปฏิบัติตามประกาศหรือข้อบังคับต่างๆ หรือปล่อยปละละเลย ก็จะต้องดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ไม่มีละเว้น ขณะเดียวกันเมื่อเราแก้ไขปัญหาภายในพื้นที่ของเราได้แล้ว หากยังมีสถานการณ์จากประเทศเพื่อนบ้าน ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องใช้กลไกการเจรจาระหว่างประเทศเพื่อขอความร่วมมือประเทศเพื่อนบ้านในการยุติปัญหาต่อไป และในระยะต่อไป อย่างไรก็ตาม หากผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอพบว่าสถานการณ์ที่ดีขึ้น ขอให้ได้แถลงข่าวประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับรู้ด้วย
นายอรรษิษฐ์กล่าวว่า ช่วงนี้ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ร่วมกับนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รณรงค์สร้างการรับรู้ให้ประชาชนได้ดูแลสุขภาพของตนเอง ด้วยการสวมใส่หน้ากากอนามัย และงดทำกิจกรรมกลางแจ้ง ทั้งนี้ ระบบ Cell Broadcast ได้ส่งข้อความแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือได้สวมหน้ากากป้องกันฝุ่น และงดกิจกรรมกลางแจ้งในช่วง 2-3 วันนี้
ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง เป็นประธานการประชุม วาระการพิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่องขอให้สภาสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเสนอมาตรการเร่งด่วนและนโยบายการจัดการปัญหาฝุ่น PM 2.5 มี สส.ฝ่ายค้านและรัฐบาล ร่วมเสนอญัตติด่วน 4 คน ได้แก่ นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน, นายธนรัช จงสุทธานามณี สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย, นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และ น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สส.นครศรีธรรมราช พรรคภูมิใจไทย
โดยนายภัทรพงษ์อภิปรายว่า ขณะนี้ 9 จังหวัดภาคเหนือเข้าข่ายเป็นเขตภัยพิบัติฉุกเฉินแล้ว ควรเร่งประกาศให้ 9 จังหวัดเป็นเขตภัยพิบัติเพื่อให้มีงบประมาณมาแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว โดยรัฐมนตรีมหาดไทยต้องมานั่งหัวโต๊ะและแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ส่วนเรื่องมลพิษข้ามแดน ต้องใช้การเจรจาระหว่างประเทศ ให้แจ้งไปยังศูนย์ภัยพิบัติอาเซียนขอความช่วยเหลือประเทศอาเซียนมาจัดการปัญหา
"อย่าดีแต่ลมปาก แต่ทำจริงไม่ได้สักอย่าง ที่ผ่านมาปล่อยให้ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดตกไป ขอให้ตัวแทน ครม.ลุกขึ้นมาพูดให้ประชาชนคลายความกังวลว่า หากรัฐบาลชุดนี้ไม่หยิบร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดขึ้นมาพิจารณาภายในวันที่ 13 พ.ค. นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี หากเป็นเช่นนี้ประชาชนจะสบายใจ เลิกทำงานด้วยการสั่ง และขู่ให้ผู้ว่าฯ ไปขู่ปลัดอำเภอ ปลัดอำเภอก็ไปขู่คนดับไฟ ขอให้เลิกทำงานด้วยคำขู่แล้วหันมาใช้มันสมองสักที” นายภัทรพงษ์ระบุ
ด้านนายธนรัชกล่าวว่า เรื่องนี้ควรจะต้องเป็นวาระแห่งชาติ ควรบรรจุอยู่ในคำแถลงนโยบาย ต้องมีการเจรจากับภูมิภาค ประเทศ ครอบคลุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วนเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตอ
ขณะที่นางการดี อภิปรายเรื่องขอให้ตั้ง กมธ.วิสามัญติดตามการแก้ไขปัญหาวิกฤต PM 2.5 ในภาคเหนือและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อทั้งประเทศว่า เชื่อมั่นว่าอากาศสะอาดควรจะเป็นสิทธิพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนของพลเมืองไทยทุกคน ซึ่งได้มีการยื่นร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดไป แต่ยุบสภาเสียก่อน ดังนั้น ณ นาทีนี้ความเร่งด่วนเกิดขึ้น จึงเห็นว่าเราควรจะยื่นร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด และพิจารณาอีกครั้ง ก่อนถึงเส้นตายเพียง 6 สัปดาห์ข้างหน้า นี่คือเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องร่วมกันรับผิดชอบ
น.ส.พิมพ์ภัทราอภิปรายเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาศึกษามาตรการ และแนวทางการบริหารจัดการการแก้ไขปัญหาไฟป่า และฝุ่นละออง PM 2.5 อย่างเป็นระบบและยั่งยืนว่า การแก้ปัญหาไม่สามารถทำได้โดยกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่ต้องบูรณาการร่วมกัน โดยขอเสนอรัฐบาลให้มีข้อมูลกลางแบบเรียลไทม์ รวบรวมทุกกระทรวงอยู่ด้วยกัน มีแพลตฟอร์มกลางในการบริหารจัดการ ไม่จำกัดอยู่กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง รวมเป็นวาระแห่งชาติในแพลตฟอร์มเดียว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ปชป.เปิดตัว ‘อนุชา’ เลือกตั้งไทม์ไลน์เดิม
ผอ.กกต.กทม.เผยหาก “ชัชชาติ” ลาออก ต้องเลือกผู้ว่าฯ คนใหม่ภายใน 60 วัน ยันจัดตามไทม์ไลน์เดิม 28 มิ.ย.69 ย้ำบัตรเลือกตั้งไม่มี QR Code
เผยเบื้องหลัง นายกฯสั่งการ ช่วย ‘ลุงโยชน์’
“อนุทิน” ยอมรับเป็นนิมิตหมายดีที่กัมพูชาส่งตัว “ลุงโยชน์” กลับไทย โดยไม่ใช้เป็นเงื่อนไขต่อรอง ย้ำไม่หมายความว่าทำแบบนี้แล้วไทยจะยอมทุกอย่าง ชี้ “UNCLOS”
กกต.ได้ ‘5นักกม.’ สู้คดีคิวอาร์โค้ด
เลขาฯ กกต.เผยได้ 5 นักกฎหมาย เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดทำรัฐธรรมนูญ 4 คน และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี 1 คน เป็นพยานในคดีบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด
รถไฟชนรถเมล์! อุบัติเหตุใหญ่กลางกรุงเสียชีวิต8รายแฉเหตุไม้กั้นไม่ลง
สลด! เกิดเหตุรถไฟชนรถเมล์โดยสารทางตัดใต้สถานีรถไฟแอร์พอร์ตเรลลิงก์มักกะสัน ถนนอโศก-ดินแดง ไฟลุกท่วมเสียชีวิต 8 ราย รมช.คมนาคมพบมีความผิดปกติ สั่งสอบ "กล่องดำ" ทำไมไม้กั้นไม่ลงขณะรถไฟวิ่งผ่าน ทั้งที่ตามมาตรฐานความปลอดภัยต้องลง นายกฯ บินกลับจากเพชรบูรณ์ด่วนไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ
เมิน‘โพลรู้สึกโกง’!
ประเด็นหน่วยงานรัฐคอร์รัปชันร้อนเป็นไฟ นายกฯ ยันเอาความจริง ไม่เอาโพล ไม่เอาความรู้สึก หากกล้าบอกใครทำผิดก็ต้องพร้อมถูกฟ้องกลับด้วย ยืนยันรัฐบาลนี้ปราบทุจริตเข้มงวด
หนูจี้เคลียร์สินบน ลั่นล้าง‘ตราบาป’
ผลสำรวจ กกร. 10 หน่วยงานรัฐมีมูลค่าสินบนสูง ทำหลายองค์กรเต้นแจง “อนุทิน” ลั่นต้องล้างตราบาป “พิพัฒน์” สั่งปลัดคมนาคมสอบข้อเท็จจริง

