ผวาบาร์โค้ด!ยื้อเคาะบัตรใหม่

“กกต.” สั่งเลือกตั้งใหม่ สส.เขต-ปาร์ตี้ลิสต์ จ.พะเยา เขต 1 หน่วยเลือกตั้งที่ 6  พร้อมนับคะแนนใหม่อีก 7 หน่วยเลือกตั้งใน 4 จว. ผวา! คดีบาร์โค้ด ถกเครียดรูปแบบบัตรเลือกตั้งลงคะแนนใหม่ 3 หน่วย แถมงดตั้งโต๊ะแถลงข่าวหวั่นถูกขยายประเด็นเลือกแจงผ่านทางเอกสารแทน “กสม.” จี้เร่งสอบปมเลือกตั้ง’69 ผิดพลาด หวั่นสะท้อนความเชื่อมั่นนานาชาติ “กมธ.พัฒนาการเมือง สว.” ไกล่เกลี่ย กกต.ถอนฟ้อง ปชช. ปมเขต 10 จ.ชลบุรี หลายฝ่ายดาหน้าร้อง  “วุฒิสภา-ผู้ตรวจการแผ่นดิน” ชงศาล รธน.สั่งเลือกตั้งเป็นโมฆะ

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วันที่ 17 ก.พ.2569 มีการประชุม กกต. โดยพิจารณาต่อเนื่องจากเมื่อวันที่ 16 ก.พ. เกี่ยวกับการจัดพิมพ์บัตรออกเสียงลงคะแนนใหม่ ที่จะต้องใช้ในวันที่ 22 ก.พ.69 ตามที่ กกต.มีมติก่อนหน้านี้ว่าให้มีการออกเสียงลงคะแนนใหม่ใน 3 หน่วย คือ 1.หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15  คันนายาว กรุงเทพฯ 2.หน่วยเลือกตั้งที่ 3.เขตเลือกตั้งที่ 1 ต.ไชยสถาน อ.เมืองน่าน จ.น่าน  และ 3.หน่วยเลือกตั้งที่ 4 เขตเลือกตั้งที่ 6 ต.โพนสูง อ.ไชยวาน จ.อุดรธานี โดยที่ประชุมยังคงหารือไม่เป็นที่ยุติว่าบัตรที่จะจัดพิมพ์ใหม่นั้นจะยังคงใช้รูปแบบบัตรโดยกำหนดเลข เล่มที่ และเลขที่ของบัตร รวมทั้งสัญลักษณ์บาร์โค้ดเหมือนที่ใช้ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.หรือไม่

“หากไม่มีบาร์โค้ด จะเกิดข้อถกเถียงทางกฎหมายถึงความแตกต่างของบัตรที่ใช้ในการเลือกตั้งทั่วไปกับที่ใช้ในการออกเสียงลงคะแนนใหม่หรือไม่ และจะยิ่งไม่เป็นผลดีกับการที่ กกต.จะต้องสู้คดีที่ถูกฟ้องว่าการพิมพ์บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งเป็นการกระทำขัดรัฐธรรมนูญ และการเลือกตั้งต้องเป็นโมฆะหรือไม่” แหล่งข่าวระบุ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังจะมีมติสั่งให้มีการนับคะแนนใหม่เพิ่มเติมอีกกว่า 20 หน่วย หลังสำนักงาน กกต.เสนอว่าพบบัตรออกเสียงเลือกตั้งไม่ตรงกับจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง หรือที่เรียกว่า บัตรเขย่ง ซึ่งจะเห็นได้จากตัวเลขผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อ ที่ปรากฏในเว็บไซต์อีซีทีรีพอร์ต 69 ซึ่งเป็นเว็บไซต์รายงานผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการของสำนักงาน กกต. ที่มีตัวเลขแตกต่างกันระหว่างจำนวนผู้มาใช้สิทธิ สส.แบบแบ่งเขตและจำนวนผู้มาใช้สิทธิ สส.แบบบัญชีรายชื่อ กว่า 66,000 คน และทำให้จนขณะนี้ กกต.ยังไม่สามารถเปิดเผยรายงานผลคะแนนอย่างเป็นทางการได้ ซึ่งหาก กกต.มีมติให้มีการนับคะแนนใหม่ ในส่วนนี้น่าจะเกิดขึ้นช่วงปลายเดือน ก.พ.

 “ในการประชุม กกต.วันที่ 16 ก.พ. มีการเรียกตัวผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสมุทรปราการมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม กรณีเกิดพบแบบขีดคะแนนสำหรับการเลือกตั้ง สส.ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อของเขตเลือกตั้งที่ 6 ถูกทิ้งบริเวณบ่อขยะเทศบาลลัดหลวง พื้นที่ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ หลังจากที่ กกต.กลางได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงไปสอบสวนก่อนแล้ว และพบความผิดปกติว่าแบบขีดคะแนนที่พบถูกทิ้งนั้นเป็นแบบขีดคะแนนที่ยังไม่มีคะแนนรวม และกปน.ให้ถ้อยคำว่าขีดผิด จึงได้เซ็นกำกับ และเปลี่ยนนำแบบขีดคะแนนสำรองขึ้นมาใช้ โดยมีการลอกคะแนนจากแบบขีดคะแนนที่ชำรุดมาใส่จนครบถ้วนและนับคะแนนต่อ ซึ่งขณะดำเนินการมีประชาชนที่มาสังเกตการณ์อยู่ร่วมในการเหตุการณ์ด้วย และมีการลงบันทึกประจำหน่วยไว้แล้ว เมื่อนับคะแนนเสร็จ ก็นำแบบขีดคะแนนฉบับที่มีการรวมคะแนนเก็บใส่ในหีบบัตรเรียบร้อยก่อนนำมาส่งที่ทำการเขตเลือกตั้งที่ 6 ส่วนแบบขีดคะแนนที่ชำรุดได้แยกไว้อีกถุง และนำมาเก็บที่ทำการเขตเลือกตั้งที่ 6 เช่นกัน แต่เหตุใดจึงหลุดลอดถูกนำไปทิ้งที่กองขยะ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนว่ามีผู้ใดนำแบบขีดคะแนนฉบับดังกล่าวออกไปหรือไม่ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการสร้างสถานการณ์หรือไม่” แหล่งข่าวระบุ

สั่งเลือกตั้งใหม่เขต 1 พะเยา

มีรางานว่า ที่ประชุมยังเห็นว่าสถานการณ์ในขณะนี้ หากจะมีการตั้งโต๊ะแถลงข่าวเหมือนช่วงเลือกตั้งน่าจะไม่เป็นผลดีกับ กกต. เพราะที่ผ่านมาการชี้แจงของ กกต.จะถูกนำไปตีความ ขยายความ ยิ่งจะเกิดผลเสียกับ กกต.มากกว่า จึงเน้นที่จะใช้วิธีการชี้แจงผ่านทางเอกสารเป็นหลัก 

อย่างไรก็ตาม กรณีมีผู้ยื่นคำร้องต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ให้เอาผิด กกต.เรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสามารถสืบย้อนกลับผู้ลงคะแนนได้นั้น ล่าสุด กกต.ได้ทำหนังสือชี้แจงส่งกลับไปยัง สคส.เรียบร้อยแล้วในประเด็นข้อกฎหมาย  โดยยืนยันประเด็นการเลือกตั้งเป็นการเลือกตั้งโดยตรงและลับในคูหา ส่วนที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งหนังสือขอให้ กกต.ทำชี้แจงเรื่องดังกล่าวภายใน 7 วันนั้น เนื่องจากหนังสือดังกล่าวเพิ่งมาถึง จึงอยู่ระหว่างการจัดทำหนังสือ 

ช่วงเย็น กกต.มีเอกสารข่าวชี้แจงกรณีพบเอกสารการเลือกตั้ง สส.สมุทรปราการ เขตเลือกตั้งที่ 6 และเอกสารเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ ถูกพบอยู่ในบ่อขยะที่ อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ ว่า กกต.ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเอกสารดังกล่าวนั้นเป็นเอกสารที่ใช้ ณ หน่วยเลือกตั้ง ซึ่งข้อมูลเอกสารตามข่าว เจ้าหน้าที่ได้ใช้ในการเลือกตั้งจนเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว และรายงานผลการนับคะแนนไปเรียบร้อยแล้ว จึงไม่มีผลกระทบต่อคะแนนการเลือกตั้ง หรือความสุจริตเที่ยงธรรม

นอกจากนี้ กกต.ยังออกเอกสารอีกฉบับเนื้อหาระบุว่า ที่ประชุม กกต.ได้มีมติให้นับคะแนนใหม่ จำนวน 8 แห่ง และออกเสียงลงคะแนนใหม่ จำนวน 1 แห่ง ดังนี้ ข้อ 1 กรณีการนับคะแนนออกเสียงประชามติใหม่ จำนวน 1 แห่ง คือหน่วยออกเสียงประชามติที่ 10 เขตออกเสียงประชามติที่ 15 แขวงคันนายาว เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร ในวันอาทิตย์ที่ 22 ก.พ.2569 เวลา 10.00 น. ณ สถานที่ออกเสียงเดิม, ข้อ 2 การนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ สส.แบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 7 แห่ง ได้แก่ 1.จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอสามร้อยยอด หน่วยเลือกตั้งที่ 2 ตำบลไร่ใหม่ 2.จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอสามร้อยยอด หน่วยเลือกตั้งที่ 8 ตำบลสามร้อยยอด 3.จังหวัดเพชรบูรณ์ เขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ หน่วยเลือกตั้งที่ 1 ตำบลนายม 4.จังหวัดเพชรบูรณ์ เขตเลือกตั้งที่ 4 อำเภอหนองไผ่ หน่วยเลือกตั้งที่ 2 ตำบลหนองไผ่ 5.จังหวัดกำแพงเพชร เขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอเมืองกำแพงเพชร หน่วยเลือกตั้งที่ 8 ตำบลนิคมทุ่งโพธิ์ทะเล 6.จังหวัดกำแพงเพชร เขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอเมืองกำแพงเพชร หน่วยเลือกตั้งที่ 14 ตำบลเทพนคร และ 7.จังหวัดสกลนคร เขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอเมืองสกลนคร หน่วยเลือกตั้งที่ 32 ตำบลธาตุเชิงชุม, ข้อ 3 ให้มีการออกเสียงลงคะแนนใหม่ ทั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ ของจังหวัดพะเยา เขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอเมืองพะเยา หน่วยเลือกตั้งที่ 6 ตำบลท่าวังทอง

ทั้งนี้ สำหรับข้อ 2 และข้อ 3 วัน เวลา และสถานที่ ในการนับคะแนนและการออกเสียงลงคะแนนใหม่ จะแจ้งให้ทราบต่อไป

ขณะที่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์เรื่อง การเร่งตรวจสอบและเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2569 หลังมีการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและนับคะแนนใหม่ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงวิกฤตความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้งที่มีผลโดยตรงต่อสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของประชาชน รวมทั้งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในสายตานานาชาติ อันจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนจากต่างประเทศได้ จึงขอให้หน่วยงานที่มีอำนาจและหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาและตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเลือกตั้งอย่างโปร่งใส รวดเร็ว โดยคำนึงถึงหลักนิติธรรม และเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก รวมทั้งชี้แจงต่อสาธารณะอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน และเพื่อให้การเลือกตั้งนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่อยู่บนพื้นฐานของการเคารพหลักสิทธิมนุษยชนและหลักประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ  รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ให้สัมภาษณ์ถึงความกังวลการเลือกผลการเลือกตั้ง สส. 2569 จะเป็นโมฆะหรือไม่ว่า อยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ

กมธ.ไกล่เกลี่ยถอนฟ้องชลฯ

ด้านนายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคภูมิใจไทย เดินทางมายัง กกต. เพื่อเข้าให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสืบสวนและสอบสวน กกต. เนื่องจากในช่วงเลือกตั้งได้ยื่นเรื่องร้องเรียนเอาผิดบุคคล, พรรคการเมือง และสื่อมวลชน ที่มีการกระทำผิดกฎหมายการเลือกตั้ง โดยได้ยื่นเรื่อง 15 เรื่อง เกี่ยวกับการกระทำความผิดตาม พ.ร.ป.การเลือกตั้ง สส.  มาตรา 73 เกี่ยวกับการหาเสียงโดยใส่ร้าย ใส่ความอันเป็นเท็จ โดยยังไม่ขอเปิดเผยว่าเป็นพรรคใด และหากไม่มาดำเนินการเรื่องก็จะค้างอยู่ที่ กกต.

นายศุภชัยกล่าวถึงกรณีบัตรเลือกตั้งของ กกต.ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า กกต.ก็ต้องชี้แจงให้ชัดเจน แต่ในปัจจุบันโลกเปลี่ยน โซเชียลก็มีความรวดเร็ว และกระจายวงกว้าง คิดว่าควรปล่อยเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายดีกว่า โดยบาร์โค้ดที่ปรากฏบนบัตรเลือกตั้งก็เห็นว่ามีมาตั้งแต่การเลือกตั้งสมัยที่แล้ว กระบวนการที่จะสืบย้อนกลับไปยังบัตรว่ามีการทุจริตหรือไม่ ทาง กกต.ก็มีกระบวนการเพื่อตรวจสอบว่าใครเบิกไปอย่างไร ซึ่งมีมาตั้งแต่ดั้งเดิม คล้ายกับลอตเตอรี่ ที่มีไว้เพื่อดูว่าเป็นของจริงหรือของปลอม คิดว่าเป็นเรื่องปกติ มีไว้เพื่อป้องกันตรงส่วนนั้นมากกว่า ส่วนเรื่องชั้นความลับก็มีความเห็นว่าไม่มีทางตรวจสอบได้ ควรสนใจแค่ในตอนกาเป็นความลับหรือไม่ ขนาดบัตรของตนเลือกแล้วไปอยู่ตรงไหนยังไม่รู้เลย และไม่ได้มีความกังวลในส่วนนี้

 “ที่มีการยื่นเรื่องร้องเรียนต่อหน่วยงานต่างๆ ให้มีการตรวจสอบนั้น ก็ต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ไม่กังวลการจะตั้งครั้งนี้ถึงขั้นโมฆะ เพราะทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย หากบ้านเมืองไม่มีกฎหมายจะวุ่นวาย” นายศุภชัยกล่าว

ที่รัฐสภา เวลา 09.50 น. ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่มีนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. เป็นประธาน กมธ. วาระพิจารณากรณีที่ กกต.ดำเนินคดีกับประชาชนผู้เข้าร่วมเรียกร้องให้นับคะแนนผลการเลือกตั้งใหม่ ในเขตเลือกตั้งที่ 1 จ.ชลบุรี โดยมีการเชิญฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง อาทิ น.ส.เบญจพร สุขสว่าง, น.ส.กนกวรรณ สร้อยสน  ขณะที่ฝ่าย กกต. ได้ส่งนายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต., นายประยูร วัฒนศิริบรรจง ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง จ.ชลบุรี เขต 1 เข้าชี้แจงต่อ กมธ.ผ่านระบบออนไลน์

หลังการประชุม เวลา 13.00 น. นายนรเศรษฐ์แถลงว่า ประเด็นสำคัญที่เป็นหัวใจในการพูดคุยคือ กกต.ที่เป็นหน่วยงานภาครัฐฟ้องร้องประชาชน ตนมีการพูดคุยและตั้งข้อสังเกตว่าการทำหน้าที่ประชาชนสอบถามเรียกร้องสิทธิ์ ตรวจสอบความถูกต้องโปร่งใสจนถูกฟ้องร้องจากผู้มีอำนาจ เป็นการกระทำในลักษณะฟ้องปิดปากหรือไม่ ซึ่งได้มีการสอบถามเจตนารมณ์ของ กกต.ในที่ประชุมมีความพยายามพูดคุยให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจเจตนารมณ์ซึ่งกันและกัน จะดีกว่าถ้า กกต.ได้ฟังภาคประชาชน ตนคาดหวังว่ากระบวนการต่อไป ประชาชนจะมีการพูดคุยกับ กกต.ชลบุรี ซึ่งเป็นผู้ฟ้องร้องประชาชน ถ้ามีการไกล่เกลี่ยและถอนฟ้องกันได้ ก็จะเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝั่ง ไม่ว่าจะเป็นฝั่งประชาชนที่ต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตน และ กกต.ก็ต้องเป็นภาระที่อาจจะถูกมองเรื่องภาพลักษณ์ว่าเป็นการฟ้องปิดปากประชาชน หลังจากนี้หวังว่าการติดตามตรวจสอบโดยภาคประชาชนคงต้องดำเนินต่อไปสมกับเจตนารมณ์ของ กกต.ที่จะทำให้การเลือกตั้งทุกครั้งเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และ กมธ.ก็ส่งเสริมกระบวนการประชาธิปไตย

ขอส่งศาล รธน.ชี้เลือกตั้งโมฆะ

 “รองเลขาธิการ กกต.ให้ความเห็นว่า กกต.ไม่ได้มีความตั้งใจจะฟ้องร้องประชาชน แต่ถ้าหากไม่ดำเนินคดีอาจถูกฟ้องร้องตามมาตรา 157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้เช่นกัน ซึ่งในกรณีนี้ผมมองว่าหาก กกต.ไม่ฟ้องประชาชน ความเสียหายก็ไม่ได้เกิดขึ้น นายครรชิตยังกล่าวด้วยว่าที่ผ่านมาเป็นการตอบโต้ผ่านการให้สัมภาษณ์ อาจทำให้เข้าใจเจตนารมณ์ซึ่งกันและกันผิด และจากการที่พูดคุยกันในวันนี้ อยากให้ลองติดต่อไปที่ กกต.ชลบุรี เพื่อพูดคุยกันถ้าเข้าใจกันได้ เรื่องของการถอนฟ้องขอให้เป็นความเห็นของ กกต.ชลบุรี ผลจะเป็นอย่างไรก็ให้ กกต.ชลบุรีรายงานผลมาที่ กกต.ใหญ่ เรื่องการฟ้องร้องภาคประชาชน ผมก็เชื่อว่าทางที่ดีที่สุดคือน่าจะถอยกันคนละก้าว เพื่อทำให้ภาพลักษณ์ของ กกต.ดีขึ้น และทำให้ประชาชนเข้าใจว่าท่านเอง ไม่ได้มีเจตนาฟ้องร้องประชาชน และประชาชนเองก็สามารถต่อสู้คดีต่อไปได้ง่ายมากขึ้น” นายนรเศรษฐ์กล่าว

ส่วนนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น   บุรีรัมย์ ตัวแทนภาคประชาชน ยื่นหนังสือต่อ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว.กลุ่มอิสระ กรณีขอให้วุฒิสภาส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เนื่องจากมีข้อกังขาเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงคนไทยตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการโกงมากกว่าปี 2500 ด้วยซ้ำ ซึ่งหาก สว.รวมเสียงกัน 20 คน เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ  เป็นการเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่ และเป็นความลับตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่ จึงหวังว่า สว.ฝ่ายอิสระจะสามารถรวมเสียงกันได้ 20 เสียง เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

“คิวอาร์โค้ดหรือบาร์โค้ดไม่ควรอยู่ในบัตรเลือกตั้ง เพราะทำให้ประชาชนไม่มีความปลอดภัย ส่วนตัวมองว่าการแถลงข่าวแต่ละครั้งของ กกต.ก็เป็นเหมือนเป็นการแถมากกว่า ซึ่งการที่ กกต.บอกว่าสามารถป้องกันการปลอมแปลงบัตรได้ จึงอยากจะถามว่าบัตรเขย่งมาจากไหน เยอะจนจะได้แชมป์โลก หากมีการแข่งขันโอลิมปิกเรื่องบัตรเขย่ง เชื่อว่าหากส่ง กกต.ชุดนี้ไปเป็นโค้ชรับรองว่าประเทศไทยได้เป็นแชมป์แน่นอน" ทนายอั๋นกล่าว พร้อมตั้งคำถามว่า ขณะนี้ผลการเลือกตั้งมีแค่ 94% อีก 6% ไว้เกลี่ยให้ลงตัวหรือไม่

ด้าน น.ส.นันทนากล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุดในการเมืองไทย นับจากปี 2500 เป็นต้นมา นอกจากสกปรกเลอะเทอะแล้ว การจัดการก็ยังสกปรกไม่เป็นระบบ มีบัตรเขย่ง รวมถึงมีการทำคะแนนที่ยาวนาน เรายังไม่สามารถทราบได้ว่าผลการเลือกตั้งที่แท้จริงเป็นอย่างไร แต่ทางซีกพรรคการเมืองที่เขาได้เสียงข้างมากก็ไปจัดตั้งรัฐบาลกันแล้ว ทั้งที่ผลการเลือกตั้งยังมีปัญหา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการรับหนังสือและตอบคำถามสื่อมวลชน น.ส.นันทนาและคณะได้ร่วมกันแสดงสัญลักษณ์ชู 2 นิ้ว เป็นสัญลักษณ์วิคตอรี พร้อมระบุว่า “สู้อีกสักตั้ง” ทั้งนี้ ก่อนหน้านั้นเมื่อ ส.ค.68 น.ส.นันทนาได้พยายามเข้าชื่อกันเพื่อส่งศาลรัฐฐธรรมนูญให้ถอดถอน สว. 136 คน เพื่อยุติกระบวนการแต่งตั้งองค์กรอิสระ เนื่องจากที่มีประเด็นถูกตรวจสอบที่มาจากการเลือกกันเองที่ไม่สุจริต หรือมาโดยกระบวนการฮั้ว แต่ไม่สำเร็จเพราะมี สว.ร่วมลงชื่อไม่ถึง 1 ใน 10

ส่วนนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร ทนายความและประธานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม เข้ายื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ตรวจสอบ กกต.กรณีบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด

อาจกระทบต่อหลักการลงคะแนนลับของประชาชน เพื่อส่งต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยจะได้ข้อยุติที่ชัดเจนไม่ต้องโต้แย้งกันในสังคม.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กกต. สั่งเลือกตั้งใหม่ 1 หน่วย จ.พะเยา นับคะแนนใหม่ 8 แห่ง

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกเอกสารระบุว่าที่ประชุมกกต. ได้มีมติให้นับคะแนนใหม่ จำนวน 8 แห่งและออกเสียงลงคะแนนใหม่ จำนวน 1 แห่ง ดังนี้ ข้อ 1. กรณีการนับคะแนนออกเสียงประชามติใหม่ จำนวน 1 แห่ง

กกต. เครียด! เถียงไม่จบพิมพ์บัตรเลือกตั้งใหม่ 3 หน่วย หวั่นกระทบสู้คดีบาร์โค้ด

กกต.ถกเครียด รูปแบบบัตรเลือกตั้งลงคะแนนใหม่ 3 หน่วย หวั่นกระทบการต่อสู้คดีบาร์โค้ด เล็งสั่งนับคะแนนใหม่ 20 กว่าหน่วย หลังพบบัตรเขย่ง เร่งหาตัวมือดี นำใบขีดคะแนน ที่สมุทรปราการ ไปทิ้งบ่อขยะ