นายกฯ มอบ “เอกนิติ-ศุภจี-สศช.” ติดตามภาษีทรัมป์ใกล้ชิด เร่งประเมินผลกระทบส่งออกไทย พร้อมเตรียมมาตรการรองรับ “รมว.พาณิชย์" ชี้ระยะสั้นไทยได้ประโยชน์ ครม.เห็นชอบร่างแก้ไขความตกลง CMIM เสริมเกราะการเงินอาเซียน+3 เพิ่มกลไกช่วยเหลือฉุกเฉินรับมือวิกฤตโลก
ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 24 กุมภาพันธ์ น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ในที่ประชุม ครม. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ปรารภถึงสถานการณ์การปรับขึ้นภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของสหรัฐอเมริกา ภายหลังศาลสูงสุดสหรัฐมีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกการจัดเก็บภาษีนำเข้าที่ออกตามกฎหมายอำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ โดยเห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้มาตรการภาษีเดิมที่เคยประกาศเรียกเก็บจากหลายประเทศรวมถึงไทยในอัตราร้อยละ 19 ถูกยกเลิก อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีสหรัฐได้ออกคำสั่งใหม่ โดยใช้อำนาจตามมาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้าของสหรัฐ กำหนดจัดเก็บภาษีนำเข้าจากทุกประเทศทั่วโลกในอัตราร้อยละ 15 เป็นการชั่วคราว และมีผลใช้บังคับได้ไม่เกิน 150 วัน แม้อัตราภาษีดังกล่าวจะต่ำกว่าเดิม แต่หลายฝ่ายประเมินว่าอาจส่งผลกระทบต่อการค้าโลก โดยเฉพาะภาคการส่งออกของประเทศคู่ค้า
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจึงได้มอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง ร่วมกับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งประเมินผลกระทบต่อภาคการส่งออกและเศรษฐกิจไทยในภาพรวม เพื่อเตรียมมาตรการรองรับอย่างเหมาะสมและทันท่วงที
ด้านนางศุภจีเปิดเผยว่า มีการรายงานต่อที่ประชุม ครม. ถึงกรณีที่ผู้นำสหรัฐอเมริกาปรับมาตรการภาษีตอบโต้รายประเทศ เป็น 15% ทั่วโลก ซึ่งเป็นการใช้กฎหมายมาตรา 122 มาตรา ของผู้นำสหรัฐ ซึ่งในระยะต่อไปรัฐบาลจะดูความชัดเจนของมาตรการภาษี หลังจาก 150 วันนี้ว่าจะออกมาในลักษณะใด ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจนในส่วนนี้ ตอนนี้ในระยะสั้นถือว่าเราได้ประโยชน์ เพราะว่าเดิมเราได้ 19% แต่ว่าหลังจากนี้ต้องรอความชัดเจนเพิ่มเติม
เมื่อถามว่า รายละเอียดสินค้าต่างๆ จะต้องมีการเจรจากำหนดใหม่หรือไม่ นางศุภจีกล่าวว่า ไม่ต้องเจรจาใหม่ เนื่องจากสหรัฐได้มีการกำหนดราคาสินค้ามา ซึ่งบางสินค้าได้มีการยกเว้นให้
วันเดียวกัน น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม.มีมติเห็นชอบร่างความตกลงมาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่การเป็นพหุภาคี (Chiang Mai Initiative Multilateralisation : CMIM) ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม และอนุมัติการลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือผู้แทน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพกลไกความร่วมมือทางการเงินของกลุ่ม ASEAN+3 ในการรับมือความผันผวนเศรษฐกิจโลก หลังการลงนามครบทุกภาคี ความตกลงฉบับแก้ไขเพิ่มเติมจะมีผลบังคับใช้ภายใน 7 วัน และจะยกเลิกฉบับเดิมโดยอัตโนมัติ
รองโฆษกฯ กล่าวว่า การแก้ไขเพิ่มเติมครั้งนี้มีสาระสำคัญเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการให้ความช่วยเหลือทางการเงินระหว่างประเทศสมาชิก โดยเฉพาะการเพิ่มกลไกการให้ความช่วยเหลือแบบเร่งด่วน เพื่อช่วยประเทศที่ประสบปัญหาดุลการชำระเงินจากปัจจัยภายนอกที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน เช่น ภัยธรรมชาติหรือโรคระบาด พร้อมปรับปรุงแนวปฏิบัติทางเทคนิคให้ชัดเจนและยืดหยุ่นมากขึ้น อาทิ การต่ออายุความช่วยเหลือก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ และการนิยาม “วันทำการ” สำหรับธุรกรรมสกุลเงินท้องถิ่น ทั้งนี้ วงเงินรวมของ CMIM ยังคงเดิมที่ 240,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเงินสมทบของประเทศไทย 9,104 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
“การเห็นชอบร่างความตกลง CMIM ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งนี้ จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจและการเงินของอาเซียน+3 ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น สร้างความเชื่อมั่นว่าประเทศสมาชิกสามารถเข้าถึงสภาพคล่องได้อย่างเพียงพอในยามฉุกเฉิน พร้อมเดินหน้ากลไกใหม่เพื่อรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม" น.ส.ลลิดาระบุ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เขมรยิงระเบิดค.ใส่ไทย ซัดไร้วินัยจ่อฟ้องยูเอ็น
ทบ.แฉ "กัมพูชา" ยิงเครื่องยิงลูกระเบิด ค.40 มม. ตกบริเวณพลาญหินแปดก้อน
ยธ.อุบหมายจับเบนสมิธ ธปท.คุมเบิก5ล.สกัดเทา
"แบงก์ชาติ" ลุยสกัดธุรกรรมสีเทา ไม่เกินกลาง มี.ค. คลอดเกณฑ์ใหม่
อนุทินยังไม่ปิดดีลรบ.
“อนุทิน” ย้ำเป็นคนดีลตั้งรัฐบาล ขณะนี้ยังไม่มีการปิด เพราะต้องรอ กกต.แถลงเป็นทางการก่อน
ลุ้นปล่อยผี396สส. กกต.รับรองเขตล็อตแรก‘ปาร์ตี้ลิสต์’ต้นมี.ค./สภาฯพร้อม
“กกต.” จ่อปล่อยผีประกาศรับรองผลเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตล็อตแรก 25 ก.พ.นี้
บี้รมว.กห.เขมร หยุดทหารโกหก ไร้วินัย-เผาป่า!
ไทยสกัดไฟป่าจุดชนวนชายแดนไทย-เขมรปะทะ “บิ๊กเล็ก” กังวลลอบวางทุ่นระเบิด ต่อสาย “รมว.กลาโหมกัมพูชา”
ตั้งทีมมอนิเตอร์‘ทรัมป์’ ‘ศุภจี’จับตามีแผนสอง
"เอกนิติ" ชี้ส่งออกไทยรับผลบวกช่วงสั้นหลัง "ทรัมป์" หันเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลก 15%

