พรฎ.เปิดสภา/ลุ้นกธ.โหวตปธ.

“ครม.” เห็นชอบร่าง พ.ร.ฎ.เรียกประชุมรัฐสภาโดยยังไม่ระบุวันที่ “อนุทิน” แจ้งป่วยลาประชุม “ธรรมนัส” ก็ไม่เข้า ก่อนนายกฯ  โผล่เข้าทำเนียบฯ ช่วงเที่ยง “3 แกนนำ ภท.” ดาหน้าปัดนั่งเก้าอี้ รมต.ใหม่ “อดุลย์” อุบขยับเป็น รมว.กลาโหม “กธ.” นัด 14 มี.ค. ถกท่าทีโหวตประธานสภาฯ-นายกฯ “โรม” ชี้บอก ปชช.คาดหวัง ครม.ที่มีความสามารถ ไม่ใช่แก๊งลูกเทพ  “ปชน.” ลุยเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. หวังกวาดทั้งพ่อเมือง-สก. “หมอวรงค์” ประกาศชัดเป็นฝ่ายค้านที่รักชาติ ตรวจสอบยึดประโยชน์ชาติ ไม่มาสร้างอีเวนต์

ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 10 มี.ค.2569 เวลา 10.00 น. ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)  ประจำสัปดาห์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย แจ้งลาป่วย และมอบหมายให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม ทำหน้าที่ประธานแทน นอกจากนี้ยังมี ครม.ที่ลาประชุมอีกคือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.เกษตรและสหกรณ์, นายอัครา พรหมเผ่า รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข

น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ.2569 ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เสนอ (โดยยังมิได้ระบุวันที่เรียกประชุมรัฐสภา) สำหรับวันเรียกประชุมรัฐสภา มอบให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีประสานกับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสำนักงานองคมนตรี เมื่อมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ได้รับเลือกตั้งถึงร้อยละ 95 ของจำนวน สส.ทั้งหมดแล้ว (475 คน) ให้นำร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการประชุม ครม.เสร็จสิ้น เวลา 11.54 น. นายอนุทินได้เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ที่ทำเนียบรัฐบาล หลังจากช่วงเช้าได้แจ้งลาป่วย ซึ่งเป็นที่วิจารณ์ว่าจะเป็นการเลี่ยงพบกับ ร.อ.ธรรมนัสหรือไม่ เนื่องจากต่างฝ่ายได้แจ้งลาประชุมเช่นเดียวกัน จากนั้นเวลา 15.00 น. นายกฯ เดินทางออกจากทำเนียบฯ ซึ่งก่อนเดินทางกลับนายกฯ ได้ยืนพูดคุยกับนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ที่มารายงานการเตรียมความพร้อมรองรับการถ่ายโอนภารกิจและพื้นที่จากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า) มายังกรมการปกครอง ซึ่งต้องมีการพิจารณาอย่างรอบด้าน

ขณะที่ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย  ปฏิเสธกระแสข่าวมีชื่อนั่ง รมช.มหาดไทย อีกครั้งว่า ดูจากข่าวเหมือนกัน เมื่อถามย้ำว่าไม่มีโอกาสจะขึ้นเป็น รมว.มหาดไทยเลยหรือ นายทรงศักดิ์กล่าวว่า ไม่ทราบ ต้องถามนายกรัฐมนตรี

นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกระแสข่าวที่ประชุมพรรค ภท.มีมติจะเสนอชื่อให้นั่งตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า ยังไม่มีมติ ซึ่งในวันที่ 14 มี.ค.จะเป็นรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา และในวันที่ 15 มี.ค. จะเป็นการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยในงานสัมมนาพรรคที่จังหวัดบุรีรัมย์ไม่ได้มีการพูดคุยกันเรื่องนี้ และไม่มีการพูดคุยกันที่ไหน เมื่อถึงเวลาก็จะรู้เอง

ถามว่า หากได้รับเลือกให้เป็นประธานสภาฯ  พร้อมที่จะทำหน้าที่ใช่หรือไม่ นายโสภณกล่าวว่า  เคยพูดไว้นานแล้วว่าไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งไหนก็จะทำเต็มที่ และทำได้ดีด้วย

น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคม ปฏิเสธเช่นกันถึงกระแสข่าวจะได้นั่งในตำแหน่งรองประธานสภาฯ คนที่ 1 ว่า ข่าวก็คือข่าว

พล.ท.อดุลย์​ บุญธรรม​เจริญ​ รมช.​กลาโหม​ ให้สัมภาษ​ณ์สั้นๆ ​ถึงกระแสข่าว​เตรียมขยับขึ้น​เป็น รมว.กลาโหม ว่า​ ขอให้ถาม​นายกฯ เมื่อถามว่าพร้อมทำงานในทุกตำแหน่งหรือไม่​ พล.ท.อดุลย์ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม

กธ.นัดถกท่าทีโหวตนายกฯ

ส่วนนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะนายทะเบียนพรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวถึงกรณีมีความชัดเจนมากขึ้นที่พรรค กธ.จะไม่ได้เป็นรัฐบาลว่า ก็มีการคุยกันในพรรค เราพร้อมทำทุกบทบาท เมื่อถามว่า ร.อ.ธรรมนัสได้ให้กำลังใจ สส.ในพรรคอย่างไรบ้าง นายอรรถกรกล่าวว่า ร.อ.ธรรมนัสบอกเราก็ทำหน้าที่ของเรา ซึ่งการเลือกตั้งที่ผ่านมาประชาชนมอบความไว้วางใจให้เราถึง 58 ที่นั่ง เราจะทำหน้าที่ของเราตามที่ทำได้

นายอรรถกรกล่าวถึงท่าทีของพรรค กธ.ในการโหวตประธานสภาฯ และนายกรัฐมนตรี จะให้เอกสิทธิ์ สส.หรือต้องเป็นมติพรรคว่า จะมีการประเมินและคุยกันอีกรอบในวันเสาร์ที่ 14 มี.ค.  ก่อนรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาจะมีการนัดหารือเพื่อน สส.คุยกัน

“จะยกมือโหวตอย่างไรนั้น ร.อ.ธรรมนัสบอกเสมอว่าพรรคนี้ไม่มีใครใหญ่ไปกว่าใคร ทุกคนโทร.มาพูดคุยกันเพื่อฟังความคิดเห็นของสมาชิกแต่ละคน ซึ่งมีทั้ง สส.หลายสมัย และ สส.สมัยแรก เพื่อพูดคุยหาทางออกที่ดีที่สุดเกี่ยวกับแนวทางการทำงานต่อไป ซึ่งรายละเอียดคงต้องไปรับฟังความเห็นของ สส. แต่ยืนยันว่าการลงมติจะเป็นเอกภาพอยู่แล้ว” นายอรรถกรกล่าว

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรค กธ. กล่าวว่า ความชัดเจนของพรรค กธ.ในทางการเมืองยังคงเป็นไปตามที่ ร.อ.ธรรมนัสได้ให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า เป็นเรื่องของแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในความชัดเจนจะเลือกพรรคไหนเข้าร่วมรัฐบาล โดยขณะนี้ยังต้องรอขั้นตอนการเปิดประชุมรัฐสภา การโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีก่อน

ถามว่า นายอนุทินให้สัมภาษณ์ถึงคุณสมบัติรัฐมนตรีต้องนำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องของจริยธรรมมาประกอบการพิจารณาด้วย  ตรงนี้ถือว่าชัดเจนแล้วหรือไม่ น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวว่า ก็เป็นความชัดเจนของพรรค ภท. แต่พรรค กธ.ก็มีความชัดเจนในการทำหน้าที่

ด้านนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงโฉมหน้า ครม.อนุทิน 2 มีคนรุ่นใหม่จนได้รับฉายาว่าลูกเทพ ว่าถ้ามองในมุมคาดหวังของประชาชน ข่าวที่ออกมาเชื่อว่ายังอาจจะเปลี่ยนแปลงได้อยู่ ซึ่งยังไม่สามารถสรุปได้ 100 % แต่หากมองความคาดหวัง เชื่อว่าประชาชนก็คาดหวังให้ ครม.มีความสามารถ โดยเอาความสามารถเป็นตัวตั้ง มากกว่าที่จะเอาวงศาคณาญาติหรือตระกูลเป็นตัวตั้ง

 “ความสามารถเป็นสิ่งสำคัญ หากมองรอบตัวเรา ความท้าทายของประเทศไทยมีอีกมากมาย ถามว่าควรจะพึ่งพารัฐมนตรีเพียงไม่กี่คน ที่หลายคนบอกว่ามีความเชี่ยวชาญมีความรู้ และที่เหลือก็ปล่อยให้คนที่ไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมขึ้นมาเป็นรัฐมนตรี ถ้าทำแบบนี้ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ จึงตั้งคำถามว่าพร้อมรับมือกับความท้าทายนี้หรือไม่ เพราะประชาชนคาดหวังรัฐมนตรีที่มีความสามารถมากกว่าวงศ์ตระกูล” นายรังสิมันต์กล่าว

ถามว่า ชัดเจนแล้วใช่หรือไม่ที่พรรค กธ.จะมาเป็นฝ่ายค้านเพื่อตรวจสอบรัฐบาลร่วมกัน นายรังสิมันต์กล่าวว่า สิ่งที่ตนไม่สามารถตอบได้เลยคือ ไม่รู้จริงๆ ว่าพรรคการเมืองอื่น เช่นพรรค กธ. เขาตัดสินใจอย่างไร เพราะการเป็นฝ่ายค้านของพรรคการเมืองอื่นมีความเป็นไปได้อยู่ 2 ทางคือ 1.เลือกที่จะเป็นฝ่ายค้าน 2.เขาไม่ให้เป็นรัฐบาล จึงต้องมาเป็นฝ่ายค้าน ซึ่งตนไม่แน่ใจว่ากล้าธรรม เราสามารถพูดสรุปจบได้ 100% หรือไม่ว่าเขาไม่ให้เป็นรัฐบาลแน่ๆ ฉะนั้นต้องรอดูไปก่อน

หมอวรงค์ชัดฝ่ายค้านรักชาติ

ที่รัฐสภา นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม. พรรค ปชน. เดินทางมารายงานตัว สส. ต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นคนสุดท้ายของพรรค ทำ สส.พรรค ปชน.รายงานตัวครบแล้วทั้ง 120 คน โดยนายเท่าพิภพกล่าวถึงสาเหตุมารายตัวช้ากว่าเพื่อน สส.พรรค ปชน.ว่า เมื่อวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมาติดภารกิจกับครอบครัว

 นายเท่าพิภพกล่าวด้วยว่า วันนี้ (10 มี.ค.) จะมีงานเสวนา อบรม เตรียมความพร้อมการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่จะมีขึ้นในเดือน ก.ค.นี้ ซึ่งเราอยากได้สีส้มทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น ยืนยันว่าส่ง สก.ทุกเขต และมั่นใจว่าผู้สมัคร สก.จะเอาชนะได้ เพราะที่ผ่านมาก็มีการลงพื้นที่ รวมถึงมีความสามารถ และขอให้ประชาชนให้ความสนใจกับการเลือกตั้งท้องถิ่น เนื่องจากปัญหาหลายปัญหาเป็นเรื่องใกล้ตัวและเป็นเรื่องของท้องถิ่น อย่างไรก็ดี ตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้จะต้องสร้างความประหลาดใจแน่นอน

วันเดียวกัน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี เข้ารายงานตัว สส. ต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พร้อมระบุว่า จะทำหน้าที่นี้ให้สมกับที่ประชาชนรอคอย และตนรอคอยมา 12 ปี ซึ่งการได้กลับเข้ามาสภาอีกครั้งตนรู้สึกตื่นเต้น โดย 1 เสียงของตนก็ตัดสินใจยากลำบาก เพราะมีแฟนคลับจำนวนไม่น้อยอยากให้เราไปอยู่ฝ่ายรัฐบาล ขณะเดียวกันก็ยังมีอีกหลายคนที่อยากเห็นตนเข้าไปทำหน้าที่ในการตรวจสอบ นั่นคือการเข้ามาปราบปรามการทุจริตผ่านรัฐสภา ตนพยายามชั่งใจ และเคยบอกกับสื่อมวลชนว่าขอเวลาตัดสินใจ

 “ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ผมงดให้สัมภาษณ์และคิดวิเคราะห์บวกลบถึงประโยชน์ที่ประเทศชาติและประชาชนจะได้รับ จึงได้บทสรุปว่า 1 เสียงหากไปร่วมรัฐบาล อาจจะทำงานได้ไม่เต็มที่ เพราะเป็นคนทำงาน รวมถึงเราต้องเป็นคนที่เจียมเนื้อเจียมตัว 1 เสียงที่จะไปทำงานจัดการปัญหาประเทศชาติบ้านเมืองไม่ได้ ดังนั้นเราจึงรู้ว่า 1 เสียงของเรามีข้อจำกัดในการทำงาน แต่เรามองในมุมกลับกันว่า หากมาทำหน้าที่ในการตรวจสอบหรือการเป็นฝ่ายค้าน เราแค่อาศัยความจริง เพราะความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว ไม่จำเป็นต้องใช้เสียงสนับสนุน เพียงแค่เรานำความจริงเข้ามาเสนอกับประชาชน ทุกอย่างก็จะปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติได้ จึงทำให้ตนตัดสินใจทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน แต่ยืนยันว่าจะเป็นฝ่ายค้านที่รักชาติ อะไรที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติบ้านเมืองจะทำหน้าที่ หรืออะไรที่รัฐบาลทำแล้วเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติเราจะไม่ค้าน เราจะไม่นั่งหยุมหยิมหรือนั่งหาประเด็นเล็กๆ น้อยๆ แล้วมาสร้างอีเวนต์ แต่เราจะหาเอกสารและหลักฐานในการตรวจสอบ เพราะหากมีการทุจริตเกิดขึ้น และการกระทำที่ไม่สนองประชาชน นั่นถือเป็นความเสียหายของประเทศชาติ” นพ.วรงค์กล่าว

จากนั้น นพ.วรงค์ได้โชว์บัตรประจำตัว สส. ให้ผู้สื่อข่าวถ่ายภาพ โดยได้มีการจูบบัตรพร้อมกล่าวว่า เหมือนชนะแชมป์โลก ทำให้ผู้สื่อข่าวแซวว่า แชมป์โลกต้องกัดบัตร นพ.วรงค์จึงกัดบัตร ตามคำแซว

ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ตรวจสอบจริยธรรมของนายอนุทินว่ามีความบกพร่องหรือไม่ จากกรณีที่นำ สส.จำนวน 192 คน ของพรรค ภท.ไปจัดประชุมที่สนามช้างอารีน่า จังหวัดบุรีรัมย์ ทั้งๆ ที่รู้ว่าที่ดินดังกล่าวมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย และยังมีการฟ้องร้องที่ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ มีการจัดทำรังวัดในปีนี้ ดังนั้นเรื่องนี้อาจทำให้นายอนุทินมีมาตรฐานจริยธรรมที่ไม่ครบถ้วน ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ในมาตรา 27 และมาตรา 53 นายอนุทินและ ครม.ทั้งหมดจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษา ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่เลือกปฏิบัติ แต่เนื่องจากนายอนุทินเองก็มีทะเบียนบ้านอยู่ในที่ดินที่มีข้อพิพาท จะบังคับใช้กฎหมายตรงไปตรงมาเหมือนเราๆ ท่านๆ คงไม่ได้.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง