เปิดทางครม.ใหม่ ไม่สะดุดแก้วิกฤต

"บวรศักดิ์” ยก ม.161 วรรค 3 รัฐธรรมนูญ เปิดทางด่วน ครม.ชุดใหม่มีอำนาจเต็มมาแก้วิกฤต แม้ยังไม่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา  "โสภณ" ให้โอวาท ขรก.สภา ลงเรือลำเดียวกันแล้วขอให้ช่วยกันพาย เชื่อโหวตนายกฯ 19 มี.ค.ไม่วุ่นวาย โต้ดรามาตัดค่าอาหาร สส. พูดได้แต่ปฏิบัติไม่ได้ ยันพร้อมปรับให้เหมาะสม ตั้งเป้าลดใช้ไฟลง 30% ศาลคดีทุจริตฯ สั่งโจทก์คดีบัตรเลือกตั้งเเก้คำฟ้อง ชี้ช่องพยานหลักฐานให้ชัด  พร้อมสั่ง กกต.เเจง นัดฟังคำสั่ง 19 พ.ค. "สว.สำรอง" จี้ 7 กกต.กล้าหาญตัดสินคดีฮั้ว สว.ตามสำนวนชุดสืบฯ 26 หวั่นเป่าคดีฟอกขาว 13  นักการเมือง

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันอังคาร ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน ช่วงหนึ่งนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ได้ชี้แจงไทม์ไลน์การตั้งรัฐบาลชุดใหม่  โดยอธิบายเป็น 2 รูปแบบ โดยรูปแบบที่ 1 คือรูปแบบปกติ หลังโหวตนายกฯ วันที่ 19 มี.ค. จะมีการนำรายชื่อนายกฯ ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย และหลังจากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ   นายกฯ แล้ว จากนั้นจะมีการตรวจสอบประวัติและคุณสมบัติรัฐมนตรี ซึ่งแม้จะเป็นรัฐมนตรีคนเดิม แต่ยังต้องยืนยันคุณสมบัติอีกครั้ง หลังจากนั้นมีการนำรายชื่อ ครม.ชุดใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย คาดว่าจะได้ ครม.ชุดใหม่ช่วงวันที่ 10-11 เม.ย. หรืออย่างช้าไม่เกินวันที่ 16 เม.ย.

ขณะที่รูปแบบที่ 2 นายบวรศักดิ์อธิบายว่า  ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตฉุกเฉินด้านพลังงาน ที่อยู่ในภาวะไม่ปกติ สามารถนำมาตรา 161 วรรค 3 ของรัฐธรรมนูญมาใช้ โดยในการทูลเกล้าฯ ถวาย ครม.ชุดใหม่ จะมีการขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยเพื่อให้ ครม.มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศเพื่อแก้วิกฤต แม้จะยังไม่มีการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาก็ตาม ซึ่งรูปแบบนี้จะทำให้การทำงานของ ครม.ชุดใหม่มีอำนาจเต็มรวดเร็วขึ้น

"สำหรับรูปแบบที่ 2 ยังไม่เคยมีการใช้มาก่อน  ซึ่งหากดำเนินการจริง ถือเป็นครั้งแรก อย่างไรก็ดี สองรูปแบบดังกล่าวนายบวรศักดิ์แค่อธิบายไทม์ไลน์และแสดงความเห็นส่วนตัวแก่ ครม.เท่านั้น" รายงานข่าวระบุ

นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลนายอนุทิน 2 ว่า ขณะนี้ยังไม่มีการส่งชื่อทั้งสิ้น เพราะขณะนี้ยังไม่มีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งขั้นตอนการตรวจสอบนั้นยังคงเหมือนเดิม

เมื่อถามว่า หากมีชื่อถูกร้องเรียนอยู่ในองค์กรอิสระ จะเป็นรัฐมนตรีได้หรือไม่ เช่นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นางณัฐฏ์จารีกล่าวว่า ต้องดูทั้งหมด เมื่อถามย้ำว่าหากอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบขององค์กรอิสระ เป็นรัฐมนตรีได้หรือไม่  เลขาธิการ ครม.กล่าวว่า เรื่องนี้คณะกรรมการกฤษฎีกาเคยให้ความเห็นว่า เขายังไม่ได้ถูกตัดสินว่ามีความผิด ซึ่งบางครั้งอาจจะเกิดจากการร้องเรียนเพื่อกลั่นแกล้งกัน เพราะฉะนั้นต้องดูให้รอบคอบ ไม่ใช่ว่ามีเรื่องร้องเรียนไปที่ ป.ป.ช.แล้วเป็นไม่ได้เลย มันก็ไม่ใช่

ที่รัฐสภา เวลา 10.30 น. นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในพิธีทำบุญถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ ณ ห้องจัดเลี้ยง 111 ชั้น 1 อาคารรัฐสภา โดยมีการนิมนต์พระ 10 รูป ก่อนเริ่มพิธี ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงการพิจารณาร่างกฎหมายที่พรรคประชาชน (ปชน.) ยื่นเข้ามานั้นจะสามารถพิจารณาได้เมื่อไหร่ นายโสภณกล่าวว่า ยังไม่ได้เห็นร่างกฎหมาย ขอให้ได้ดูและพิจารณาก่อน

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี นายโสภณได้กล่าวกับข้าราชการรัฐสภาช่วงหนึ่งว่า เมื่อได้ทำบุญและจุดเทียนแสดงให้เห็นถึงการเปิดมงคลสูตร วันนี้แสงจันทร์จะสว่างเกิดขึ้นในชีวิตของเราแล้ว ถือเป็นมงคลอย่างยิ่ง วันนี้เราได้มงคลกันแล้วก็ขอให้พี่น้องข้าราชการรัฐสภาของเรา ในอดีตเป็นอย่างไร คิดอย่างไร ตนไม่ทราบ แต่เมื่อมาอยู่ร่วมเรือลำนี้แล้ว ก็ขอให้ช่วยกันพาย ช่วยกันทำงานให้ลบภาพลักษณ์ที่ไม่ดีออก ตนจะภาวนา เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเหล่าข้าราชการ

นายโสภณให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อวันที่ 16 มี.ค. ที่ผ่านมา ที่ตนให้สัมภาษณ์และสื่อเขียนข่าวโดยเอาคำพูดของตนไปไม่จบ ซึ่งที่ตนบอกว่าตลกและอมยิ้ม ไม่ได้ตลกในเรื่องเสนอให้ตัดงบอาหารกลางวัน สส. แต่ตลกคนที่อภิปราย เพราะใช้เวลาไม่ถูกกาลเทศะ ตนทำงานเอาผลไม่ใช่เอาภาพ แต่ในสังคมเมื่อมีเรื่องเอาแต่ภาพ มีข้อมูลจริงบ้างไม่จริงบ้าง เอาไปลงเพื่อให้สะใจ ทำให้สังคมเกิดความแตกแยก การพูดในเวลาที่ไม่เหมาะสมไม่เกิดประโยชน์ เพราะเรื่องนี้มีการพูดกันมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยที่แล้ว มีหลายพรรคพูด แต่ไม่ได้รับการแก้ไข แต่เมื่อตนมาทำงานก็ตระหนักถึงเรื่องนี้ ซึ่งสุดแล้วแต่สมาชิก ถ้าสมาชิกเอาอย่างไรตนก็เอาเช่นนั้น

ปรับค่าอาหาร สส.ตามเหมาะสม

นายโสภณกล่าวต่อว่า หากสิ่งไหนที่ประชาชนไม่ชอบ ประชาชนเบื่อ ก็อย่าทำ ไม่เช่นนั้นเราจะสร้างศรัทธาไม่ได้ และการทำงานต้องสามัคคี พวกตนทั้ง 3 คนจะทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดี เรื่องใดที่เป็นอุปสรรค เรื่องใดที่ทำให้สภาไม่สง่างาม ต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม การแก้ไขปัญหาประเทศไม่ใช่วาทกรรม แต่อยู่ที่การกระทำ ขอใช้เวลาหน่อย เพราะเพิ่งทำงาน ตนจะไม่ใช่คนทำงานหิวแสง ตอนสภาอู่ทองเขาก็เลี้ยงเช่นนี้ แต่ไม่ใช่ว่าสภาอู่ทองเลี้ยงแล้ววันนี้จะเลิกไม่ได้ ถ้าเป็นสถานการณ์ที่เหมาะสม แต่ต้องขอเวลา

"โครงการอาหารกลางวันไม่ใช่นโยบายของประธาน เป็นงบประมาณที่ฝ่ายเลขาฯ จัดเป็นสวัสดิการ ซึ่งเป็นการของบประมาณไว้ที่การจัดทำงบประมาณประจำปี ถ้าไม่อยากมีก็ตัดงบนี้ออก ซึ่งเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องตั้งกรรมาธิการพิจารณา ถ้าเป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายเลขาฯ  เสนอ อำนาจไหนที่ผมตัดสินใจได้ผมก็จะตัดสินใจ"

ประธานสภาฯ ยอมรับว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์นักการเมืองแล้วทำให้บางคนเบื่อการเมือง ทำให้คนที่ตั้งใจทำการเมืองหมดกำลังใจไม่อยากเข้ามา ทำให้คนเชื่อและเกิดวิกฤตศรัทธาไปแล้ว เนื่องจากที่ผ่านมาพูดซะมากกว่าแต่ไม่สามารถปฏิบัติได้ เป็นการพูดเพื่อได้ความนิยม ซึ่งการปฏิบัติจริงๆ กลับเดินไปไม่ได้

เมื่อถามว่า วันที่ 19 มี.ค.นี้ จะมีการโหวตนายกรัฐมนตรี มองว่าจะเกิดความวุ่นวายซ้ำรอยเหมือนวันเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ นายโสภณกล่าวว่า ไม่วุ่นวาย ส่วนฝ่ายค้านสนับสนุนให้นายกรัฐมนตรีที่ถูกเสนอชื่อต้องแสดงวิสัยทัศน์ ก็ไม่วุ่นวาย แต่ภาพที่เกิดขึ้นในสภาจะสะท้อนการทำงานของเรา บางครั้งอาจจะไม่รู้ตัวว่าชาวบ้านด่า แต่สาวกสะใจ ดังนั้นหากอยากเห็นประชาธิปไตยเดินได้อย่างสง่างาม สัปปายะสภาสถานจะเป็นตัวอย่าง ซึ่ง 1 ใน 5 ข้อของสัปปายะสภาสถานคือเป็นที่อยู่ของคนมีคุณธรรม  ขอให้ที่อยู่ตรงนี้เป็นที่อยู่ของคนมีคุณธรรม ยืนยันว่าไม่หนักใจใดๆ ในการทำหน้าที่ประธานสภาฯ และจะทำอย่างเต็มที่ ซึ่งทุกอย่างจำเป็นต้องไปตามข้อบังคับ ปฏิบัติตัวอย่างเที่ยงธรรม ทุกอย่างก็จะไปได้

ถามว่า กังวลจะมีการเล่นเกมนับองค์ประชุมให้สภาล่มหรือไม่ นายโสภณกล่าวว่า ไม่กังวล พอแล้ว เพราะบอกให้คนอื่นไม่ต้องพูดมาก แต่ตัวเองกลับพูดมาก ซึ่งไม่อยากให้ใครเครียด อยากทำงานด้วยกันอย่างมีความสุข

ต่อมา เวลา 14.00 น. นายโสภณเป็นประธานการประชุมส่วนราชการ สำนักงานเลขาธการสภาฯ เพื่อหารือถึงมาตรการประหยัดพลังงานในพื้นที่รัฐสภา โดยมีข้าราชการ อาทิ นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาฯ นำผู้อำนวยการทุกสำนักเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

 โดยนายโสภณกล่าวถึงมาตรการการประหยัดพลังงานในอาคารรัฐสภาว่า การประหยัดพลังงานมี 2 แนวทางคือ ประหยัดด้วยจิตวิญญาณ คือทำโดยไม่รอให้ใครบอก และใช้มาตรการเพื่อให้เกิดการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม อยากให้สภาตั้งเป้าลดการใช้พลังงาน 30% เมื่อเทียบกับช่วงที่ค่าไฟของสภามีราคาสูงสุด เพื่อแสดงให้เห็นผลงาน เช่น จากค่าไฟที่ใช้ 10,000 บาท ให้เหลือ 7,000 บาท หรือมีไฟ 100 ดวง ลดให้เหลือ 70 ดวง ห้องไหนที่สามารถใช้แสงสว่างจากธรรมชาติได้ ให้ลดการเปิดหลอดไฟ เป็นต้น

ศาลตัดสินคดีบัตรเลือกตั้ง 19 พ.ค.

วันเดียวกัน ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นัดฟังคำสั่งชั้นตรวจคำฟ้อง คดี อท 31/69 ที่เรือเอกยงยุทธ เสาแก้วสถิต ทนายความ ยื่นฟ้องนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. กับพวก และเลขาฯ กกต. รวม 8 คน ในฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริตฯ โดยผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 8 มีเจตนาทุจริตร่วมกันสั่งผู้รับพิมพ์บัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง บัตรสีเขียว ใส่คิวอาร์โค้ดด้านล่างซ้ายของบัตรเลือกตั้ง และบัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ บัตรสีชมพู ใส่บาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้ง โดยมีเจตนาใช้ตรวจสอบเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง อันแสดงถึงความไม่สุจริตและไม่โปร่งใส ทั้งยังเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนในการพิมพ์บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยไม่จำเป็นด้วย ทำให้โจทก์รวมถึงประชาชนชาวไทยทั่วประเทศที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันดังกล่าวไม่เป็นความลับ

ศาลได้ตรวจคำฟ้อง เอกสารท้ายฟ้องของโจทก์และรายงานเจ้าพนักงานคดีชั้นตรวจฟ้องแล้วเห็นว่า คำฟ้องยังไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงรายละเอียดและพฤติการณ์ที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลย พร้อมทั้งชี้ช่องพยานหลักฐานให้ชัดเจนเพียงพอที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนข้อเท็จจริงต่อไปได้ จึงมีคำสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องโดยระบุข้อเท็จจริงและรายละเอียดตัวบุคคล เอกสารหรือวัตถุตามที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง พร้อมเสนอหรือชี้ช่องพยานหลักฐานที่จะสนับสนุนข้อเท็จจริง รวมถึงพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง เห็นควรมีหนังสือถึงสำนักงาน กกต.เพื่อขอให้ชี้แจงรายละเอียดในประเด็นดังกล่าว  ให้เลื่อนไปนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาวันที่ 19 พ.ค.2569 เวลา 09.30 น.

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะ สว.สำรอง นำโดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว ยื่นหนังสือถึง กกต. เรียกร้องให้คำนึงถึงเกียรติยศชื่อเสียงของตนเอง มีความกล้าหาญในการพิจารณาตัดสินคดีทุจริตฮั้วเลือก สว. ยึดพยานหลักฐาน และผลการพิจารณาของคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนชุดที่ 26 โดย พล.ต.ท.คำรบกล่าวว่า ตามระเบียบ กกต. ให้อำนาจ กกต.ในการตั้งคณะอนุฯ วินิจฉัย และมีอยู่แล้ว 35 คณะ เมื่อเรื่องร้องเรียนเข้าสู่ชั้นการพิจารณาของอนุฯ จะใช้วิธีสุ่มจ่ายสำนวน เพื่อไม่ให้ผู้ถูกกล่าวหารู้ว่าอนุฯ เป็นใครบ้าง แล้วไปวิ่งเต้น แต่ในคดีฮั้ว สว. นอกจากจะมีการตั้งอนุฯ ชุดที่ 36 เกินกรอบเวลา 1 ปีแล้ว ซึ่งหลายคนที่เป็นอนุฯ มีพฤติกรรมเข้าหาฝ่ายการเมือง เช่น กรณี ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ  พบภาพว่าไปต้อนรับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีหน้าที่ ทำให้เกิดข้อสงสัยเรื่องความเป็นกลาง

พล.ต.ท.คำรบกล่าวต่อว่า ขณะนี้มีการฟอร์มทีมรัฐบาลใหม่ และมี 13 รายชื่อ ในจำนวนผู้ที่ปรากฏชื่อในคดีฮั้ว สว. 229 คนนี้ว่าจะได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี และกำลังจะถูกพรรคฝ่ายค้านตรวจสอบ อีกทั้งยังมีการโยนหินถามทางของคณะอนุฯ วินิจฉัยฯ ที่ 36 ว่ามีมติ 5 ต่อ 2 จะยกคำร้อง ทาง กกต.ก็ออกมาชี้แจงแบบไม่รับและไม่ปฏิเสธ เราจึงกังวลใจจากความเป็นมาและพฤติกรรมของ กกต. ว่าจะลู่ลมหรือไหลไปตามคำขอหรือคำสั่งการของผู้มีอำนาจ มีอิทธิพล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของผู้ถูกกล่าวหาในเรื่องนี้หรือไม่  ถ้า กกต.ตัดสินลุยไฟ กกต.ก็ต้องตอบคำถามว่าที่ดีเอสไอส่งข้อมูลมาให้ ทำไมคุณถึงไม่รับ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่คุณอ้างว่าข้อมูลไม่เพียงพอแล้วตัดสินยกคำร้อง ตรงนี้จะเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ จะมีความผิด ติดคุก 10 ปี

เมื่อถามว่า จะต้องการเปิดชื่อ 13 คน ที่จะได้รับการแต่งตั้งใน ครม.ชุดนี้หรือไม่ พล.ต.ท.คำรบกล่าวว่า คนแรกคือนายกรัฐมนตรี ท่านเป็นผู้ถูกกล่าวหาใน 229 คน และคนอื่นๆ รวม 13 คนที่พรรคฝ่ายค้านเตรียมยื่นตรวจสอบจริยธรรม ซึ่งรายชื่อเหล่านี้ปรากฏผ่านสื่อไปหมดแล้ว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง