ส่งซิกรบรอบ3/สว.ชงฉีกMOU43

"อนุทิน" สยบข่าวเปิดศึกไทย-กัมพูชา รอบ 3 บอก “ไม่มีอะไรน่ากังวล” พร้อมยันเสธ.ทบ.รายงานแค่เคลื่อนย้ายกำลังพลตามปกติ หลังเจ้ากรมข่าวฯ ปูดหลังฤดูฝนให้จับตา  ขณะที่โฆษก ทบ.รับทหารเขมรประชิด "ปราสาทตาควาย" แต่ไม่อยู่ในระดับน่าห่วง ด้าน กมธ.วุฒิสภาชงฉีก “MOU 2543” เดินตามธง MOU 2544 คาดเข้าที่ประชุมใหญ่ เม.ย.นี้

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่พรรคภูมิใจไทย  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา  กรณีที่เจ้ากรมข่าวทหารบกเปิดเผยว่า มีโอกาสที่จะมีการปะทะกันรอบที่ 3 หลังมีรายงานว่า ทหารกัมพูชายกพลประชิดชายแดนว่า ได้สอบถามไปยัง พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.) ซึ่งได้ให้ข้อมูลว่า ฝั่งกัมพูชามีการเคลื่อนย้ายกำลังพลตามปกติ ไม่ได้มีความวิตกว่าจะทำอะไรกับประเทศของเรา โดยวันนี้ตนได้ถามย้ำไปถึง 2 ครั้ง และนำโพสต์ที่สำนักข่าวต่างๆ นำเสนอส่งไปให้ดู และให้กองทัพบกออกมาชี้แจงเพื่อให้ประชาชนได้สบายใจ  เนื่องจากตอนนี้เรามีปัญหาเรื่องอื่นอยู่แล้ว ซึ่งตนเห็นแล้วว่าโฆษกกองทัพบกได้ออกมาชี้แจงว่าไม่มีเรื่องของการจะมาคุกคามประเทศไทย

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า แต่เราไม่ได้ประมาท ซึ่งนอกจากถามถึงสถานการณ์ชายแดนกับเสธ.ทบ.แล้ว ยังถามถึงการดูแลพื้นที่ ซึ่งสถานการณ์ในขณะนี้ยังคงเหมือนเดิม และมีการเตรียมความพร้อมในด้านยุทโธปกรณ์ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้ จึงขอให้ประชาชนสบายใจได้ว่าเรื่องชายแดนนั้น ไม่มีข้อกังวล

เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่การส่งสัญญาณของฝ่ายกัมพูชาใช่หรือไม่  นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ขณะนี้เราก็อยู่ของเราให้ดีที่สุด ลดปัจจัยความกังวลของประชาชนให้มากที่สุด และวันนี้ในเรื่องชายแดน นายกรัฐมนตรีตอบแล้วว่า “ไม่มีอะไรน่ากังวล” ซึ่งคำตอบไม่ได้เกิดจากการคาดเดาของตนเอง แต่เกิดจากการตรวจสอบข้อมูล มีการสอบถามและยืนยันข้อมูลจากกองทัพบก ฉะนั้นประเด็นนี้ขอให้ตัดออกไป

ทางด้าน พล.ท.ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า มีคนกล่าวไว้ “No mission too difficult, no sacrifice too great, duty first.” “ไม่มีภารกิจใดที่ยากเกินไป ไม่มีการเสียสละใดที่ยิ่งใหญ่เกินไป เพราะ หน้าที่ของเรานั้นเหนือสิ่งอื่นใด” พร้อมระบุว่า  วันนี้สถานการณ์ชายแดนไทย-เขมร ดูจะมีทิศทางที่จะใช้กำลังทหารเข้าสู้รบลดลง แต่ไปเพิ่มในการเดินเกมที่ใช้กฎหมายระหว่างประเทศ และใช้โลกล้อมไทย แต่โดนกระแสความขัดแย้ง สหรัฐ-อิสราเอล-อิหร่าน บดบัง แต่ก็ยังคงวางใจไม่ได้ว่าจะไม่มีการสู้รบโดยใช้กำลังทหารอีก

ปัจจัยที่ควรคำนึง 2 ประการใหญ่ๆ คือ 1.การที่เขมรสั่งซื้ออาวุธจำนวนมากจากหลายประเทศในยุโรปตะวันออก 2.เขมรจะมีการเลือกตั้งในปี 2570 เพราะฉะนั้น 2 ประเด็นนี้คือสิ่งบอกเหตุที่อาจจะนำไปสู่การใช้กำลังสู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 3 เพียงแต่ยังไม่เกิดแบบเร่งด่วนปัจจุบันทันด่วน 4-5 เดือนจากนี้ไปหลังหน้าฝน คือเวลาที่ต้องจับตามอง เพราะฉะนั้นเราจึงประมาทไม่ได้

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดการปะทะรอบที่ 3 ว่า  ข้อมูลทางด้านการข่าว ทหารฝั่งกัมพูชายังคงการเคลื่อนไหว ก็จะเห็นสัญญาณบางอย่าง แต่ยังไม่อยู่ในระดับที่น่ากังวล แต่ข้อมูลที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคตก็อาจเกิดขึ้นได้ แต่ทั้งนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นในช่วงนี้ ส่วนในอนาคตก็ต้องมีการประเมินเป็นห้วงเวลา

ส่วนกรณีทหารกัมพูชามีการสะสมอาวุธนั้น พล.ต.วินธัยระบุว่า ฝ่ายไทยมีการเตรียมการมาก่อนแล้ว ซึ่งถือเป็นงานหลักของฝ่ายความมั่นคง เพราะเรามีหลักเกณฑ์ในการประเมิน ทั้งเรื่องการสะสมอาวุธของฝั่งกัมพูชาก็ถือว่าเรามีข้อมูล  ซึ่งเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้

โฆษกกองทัพบกยังกล่าวถึงกรณีทหารกัมพูชาวางกำลังประชิดชายแดนบริเวณปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์ ว่า พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาที่อยู่ในความรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 2 ยังมีการวางกำลังประชิดชายแดนกัน แต่ไม่ได้ประชิดมากเหมือนห้วงที่ผ่านมา เนื่องจากหลายพื้นที่มีการเปลี่ยนแนว ซึ่งทหารกัมพูชาก็จะหาพื้นที่ที่เหมาะสม หลังจะต้องถอยร่นออกจากชายแดนไทยไป เนื่องจากหลายพื้นที่ขณะนี้อยู่ในความควบคุมของฝ่ายไทย

แต่ยอมรับว่าบางพื้นที่มีการขยับเข้ามาใกล้ แต่ไม่ได้เลยแนวเส้นสมมุติฐาน หรือเส้นปฏิบัติการที่ฝ่ายไทยยึดถืออยู่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวล ในขณะที่การปฏิบัติการของกองทัพภาคที่ 2 ก็ยังคงเหมือนเดิม เพียงแต่ไม่มีการใช้อาวุธ เช่น การเฝ้าระวัง ลาดตระเวน, ตรวจพื้นที่, การปรับปรุงฐานที่มั่นที่ กรณีเกิดเหตุไม่คาดคิดก็สามารถที่จะปฏิบัติงานได้ รวมถึงการเดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิด

 ที่รัฐสภา นายนพดล อินนา สว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 วุฒิสภา แถลงว่า ที่ว่าประชุม กมธ.มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นควรให้ยกเลิก MOU 2543 หลังจากที่เคยมีมติให้ยกเลิก MOU 2544 ไปแล้วเมื่อเดือน ธ.ค.2568 โดยหลังจากผ่านการประชุมกว่า 20 ครั้ง และการลงพื้นที่ศึกษาดูงานใน 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ตลอดจนรับฟังข้อมูลเชิงลึกจากฝ่ายความมั่นคงและกระทรวงการต่างประเทศ พบว่ากัมพูชาได้ละเมิดพื้นที่ของไทยอย่างต่อเนื่องและเพิกเฉยต่อการทักท้วง

นายนพดลกล่าวว่า กมธ.เห็นว่าแม้ไม่มียกเลิก MOU 2543 แต่ประเทศไทยยังคงมีเจตจำนงที่แน่วแน่ในการเจรจาหาเส้นเขตแดนทางบกถาวรกับกัมพูชาโดนสันติต่อไป โดยมีเหตุผลสำคัญ 6 ประการในการเสนอให้ยกเลิก MOU 2543 ได้แก่ 1.ข้อกำหนดใน MOU มีความบกพร่อง โดยเฉพาะการยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ของกัมพูชา ซึ่งขัดแย้งกับแผนที่ 1:50,000 ของไทย ทำให้เกิดปัญหาในการปักปันเขตแดน นอกจากนี้ กลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ยังไม่มีอำนาจจัดการปัญหาการรุกล้ำพื้นที่ 2.MOU 2543 มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากคณะรัฐมนตรีในอดีตมีมติเพียงรับทราบ ไม่ใช่เห็นชอบ และไม่ได้ผ่านการพิจารณาจากรัฐสภา ทั้งที่ข้อตกลงดังกล่าวมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย

3.รัฐธรรมนูญกัมพูชา ค.ศ.1993 บังคับใช้แผนที่มาตราส่วน 1:100,000 ดังนั้นแผนที่ที่เกิดจาก MOU 2543 จึงเสี่ยงที่จะไม่ได้รับการรับรองจากกัมพูชา ทำให้การเจรจาสูญเปล่า 4.ความล่าช้าในการดำเนินการ แม้ผ่านมาเกือบ 26 ปี แต่การสำรวจคืบหน้าเพียงร้อยละ 60 ของขั้นตอนแรกเท่านั้น 5.สถานการณ์ชายแดนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงหลังเกิดการปะทะใหญ่ 2 ครั้งในปี 2568 ทำให้ไทยต้องหันไปยึดแถลงการณ์ร่วม GBC (27 ธันวาคม 2568) ที่ให้คงกำลังทหารไว้ ณ ที่ตั้งปัจจุบันแทน และ 6.กัมพูชามีพฤติกรรมไม่รักษาสัญญา ยั่วยุ และสร้างข่าวปลอม ซึ่ง MOU 2543 ไม่รัดกุมพอที่จะรับมือได้

นายนพดลกล่าวด้วยว่า ขั้นตอนต่อไปจะนำมติของที่ประชุม กมธ. บรรจุเข้าสู่วาระการประชุมวุฒิสภาเพื่อให้ลงมติเห็นชอบต่อไป จากนั้นที่ประชุมวุฒิสภาจะส่งรายงานของ กมธ.ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาดำเนินการต่อไป ซึ่งคาดว่าจะสามารถเสนอมติ กมธ.เข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภาได้ภายในเดือน เม.ย.นี้.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายกฯ ขอประชาชนอย่ากังวล ไทย-กัมพูชา ปะทะรอบ 3 ตัดเรื่องนี้ออกไปได้

"อนุทิน" ย้ำ ชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่มีอะไรน่าห่วง หลัง เสธ ทบ.รายงาน แค่เคลื่อนย้ายกำลังพลตามปกติ ขอให้ ปชช.สบายใจได้ ลั่น “นายกฯ ตอบแล้วไม่มีอะไรน่ากังวล” ขอให้ตัดเรื่องนี้ออกไป หลังสื่อถาม โอกาสปะทะรอบใหม่

นายกฯ เผยเลิกตรึงราคา 'น้ำมันดีเซล' ปล่อยตามกลไกตลาด เตรียมออกมาตรการประหยัดพลังงาน

นายกฯ เผย "น้ำมันดีเซล" ไม่มีเพดาน 33 บาท ปล่อยลอยตัวไปตามกลไลตลาด ยันรัฐบาลออกมาตรการประหยัดพลังงาน หวังดึงสถานการณ์กลับก่อนเกิดสงคราม ย้ำ ราคาสินค้าตรึงไว้เท่าที่ทำไ