อย่าปรักปรำมั่นคงโยงยิงสส.

ฟัน 3 ฐานความผิด "น.อ.มนตรี" ให้ยืมรถ กอ.รมน.ไปก่อเหตุยิง "สส.กมลศักดิ์" ส่ง ทร.ตั้ง กก.สอบ หากผิดสั่งไล่ออก ย้ำกระทำผิดเฉพาะบุคคล เมิน สส.ชี้นำ-วอนสื่ออย่าปรักปรำฝ่ายความมั่นคง ชี้ต้องสืบต่อไปรับงานใครมา “แม่ทัพภาค 4” ยันให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ปิดไมโครโฟนโต้ “ถ้าเป็นผมทำไม่ปล่อยให้รอด” ย้อน "ทวี" คุมดับไฟใต้ หลายตำแหน่งเหตุก็ยังไม่จบ

เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) พล.ท. นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 พร้อมด้วย พล.ต.ต.ประยงค์ โคตรสาขา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ผู้แทนกองกำลังตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ พ.อ.มานะ ปริญญาศิริ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ร่วมแถลงความคืบหน้าคดีนำรถราชการไปก่อเหตุลอบยิง สส.นราธิวาส เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2569 เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน

พ.อ.มานะกล่าวว่า คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงของ กอ.รมน.ภาค 4 สน. มีความเห็นว่าการกระทำของ น.อ.มนตรี โตประเสริฐ ผู้ที่ให้ยืมรถเป็นการกระทำส่วนบุคคล ไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงาน แต่เนื่องจาก น.อ.มนตรี เป็นหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานบุคคลและส่งกำลังบำรุง มีอำนาจในการให้ใช้รถในการปฏิบัติราชการ แต่การให้ใช้รถกับบุคคลภายนอก คือ ร.อ.วิโรจน์ เกตุมณี จึงมีความเห็นว่า น.อ.มนตรีมีความผิดเป็น 3 ส่วน คือ ทางแพ่ง น.อ. มนตรีต้องชดใช้ทางแพ่งให้แก่ทรัพย์สินทางราชการทั้งหมด ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

ทางวินัย จากการสอบสวนพบว่า การให้รถยืมดังกล่าวไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำเอกสารขออนุญาต การระบุภารกิจ เวลา และสถานที่ใช้งาน ตลอดจนไม่ได้รายงานต่อผู้บังคับบัญชา เป็นการฝ่าฝืนระเบียบและคำสั่งของทางราชการอย่างร้ายแรง โดยมีการยืมรถรวม 3 ครั้งก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ ทั้งนี้ กอ.รมน.ภาค 4 สน.จะส่งตัวให้กองทัพเรือหน่วยต้นสังกัดลงโทษทางวินัย ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ. 2557 ซึ่งโทษสูงสุดก็คือการปลดออกหรือไล่ออก

ทางอาญา แบ่งออกเป็นสองประเด็นสำคัญ ได้แก่ ประเด็นแรกคือ การให้รถไปก่อเหตุเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน หากพบว่า น.อ.มนตรีมีส่วนรู้เห็นกับการนำรถไปก่อเหตุหรือไม่ จึงจะต้องดำเนินการต่อไป ประเด็นที่สองคือ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดนราธิวาส  จะดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษตามกฎหมายรักษาทรัพย์ โดยเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ในกรณีเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต  ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ และมาตรา 157 ในกรณีปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต

พล.ต.ต.ประยงค์กล่าวว่า พนักงานสอบสวนจะใช้ความพยายามสอบสวนไปถึงผู้กระทำความผิดทุกส่วน  ตั้งแต่ผู้ลงมือกระทำ ผู้จ้างวาน ซึ่งยังไม่จบแค่เท่านี้ ส่วนกรณีของ น.อ.มนตรีอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเช่นเดียวกัน ว่ามีส่วนร่วมกับกลุ่มผู้ก่อเหตุหรือไม่ โดย น.อ. มนตรีได้มาแสดงตัวกับเจ้าหน้าที่ ได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับ ร.อ.วิโรจน์ตั้งแต่ 23 เม.ย. และได้มีการซักถามไปเรียบร้อยแล้ว พร้อมระบุว่าขณะนี้สามารถควบคุมตัวผู้เกี่ยวข้องได้ 4 คน ส่วนอีก 1 คนยังหนีอยู่ ก็ยังดำเนินการติดตามต่อไป ส่วนยังอยู่ในประเทศหรือหนีออกไปแล้วนั้น ตนขอเรียนว่าคนระดับนายวิโรจน์มีความรู้ความสามารถ เราก็ยังคงติดตามไม่ลดละ สำหรับนายธนพัฒน์ที่จับกุมได้ล่าสุด อยู่ระหว่างการสอบสวน รวบรวม พยานหลักฐาน

ด้าน พล.ท.นรธิป โพยนอก ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ยืนยันว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการกระทำในลักษณะส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่ที่ฝ่าฝืนระเบียบและกฎหมายอย่างชัดเจน มิได้เป็นนโยบาย คำสั่ง หรือการดำเนินการใดๆ ของหน่วยงาน และไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจของ กอ.รมน. ส่วนกรณีที่มองว่าทำไมไม่ลงโทษกับผู้ที่นำรถราชการไปให้ผู้ก่อเหตุยืมไปเลยนั้น พล.ท.นรธิป กล่าวว่า ตนได้รับข้อมูลตั้งแต่วันแรกที่ตำรวจรายงานมา  และได้กำชับให้ดำเนินการตรงไปตรงมา โดยให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งก็คือผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ตามโครงสร้างของ กอ.รมน.จว.นราธิวาสดำเนินการ โดยตนได้บอกว่าให้ตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งรับทราบในเบื้องต้นแล้ว ก็ได้นำรายงานเรียนกองทัพเรือว่าน่าจะเกี่ยวข้อง ทางกองทัพเรือก็ต้องตั้งกรรมการสอบสวนเพื่อพิจารณาว่าเกี่ยวข้องระดับไหน โดยต้องรอฟังการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย

เมื่อถามถึงกรณีที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมไม่ใช้กฎอัยการศึกในการเชิญตัวมาซักถาม ต่างจากการปฏิบัติกับประชาชน และอาจถูกมองว่าเป็นการทำแบบสองมาตรฐาน พล.ท.นรธิป กล่าวว่า เราได้ซักถามตั้งแต่แรก เพียงแต่การซักถามนั้นเราไม่จำเป็นต้องบอกสื่อมวลชน

“ผมไม่สนใจว่านักการเมืองหรือ สส.จะไปชี้นำอะไร การตัดสินว่าเขาผิดหรือถูกอยู่ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ยืนยันไม่มีสองมาตรฐาน เราก็ใช้กับกรณีนี้เหมือนกัน มีแต่ สส.ไปพูดว่าไม่ได้ใช้ แต่เราได้ใช้ไปแล้วในการสอบสวน"

เมื่อถามว่า จะป้องกันอย่างไรไม่ให้เกิดเหตุการณ์นำรถราชการไปใช้ก่อเหตุอีก พล.ท.นรธิปกล่าวว่า การที่ให้คนภายนอกมายืมรถนั้นผิดแน่ๆ ได้บอกกับทางกองทัพเรือว่าให้ลงโทษเต็มอำนาจที่ผู้บังคับบัญชาโดยตรงมี ส่วนที่สังคมตั้งข้อสงสัยหน่วยงานความมั่นคงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องด้วยนั้น ตนอยากบอกว่าขอให้แยกให้ออกว่าเป็นเรื่องส่วนตัวหรือส่วนรวม ใน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้ามีข้าราชการอยู่หลายภาคส่วน การกระทำความผิดของใครคนใดคนหนึ่งอย่าเหมาว่าเป็นเรื่องของหน่วยงาน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ยืนยันได้ใช่หรือไม่ว่าฝ่ายความมั่นคงไม่ได้เกี่ยวข้อง หรือดำเนินการในลักษณะนี้กับผู้เห็นต่าง พล.ท.นรธิปกล่าวว่า ไม่มีแน่นอน พร้อมระบุในนามส่วนตัวว่า “ถ้าเป็นผมทำ ไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ (ถึงช่วงนี้ปิดไมค์) เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว ซึ่งผมไม่รู้ว่าเขาเกี่ยวข้องอย่างไร ไปรับงานใครมา ส่วนเขาจะไปรับงานอย่างไรมานั้นก็เป็นเรื่องที่พนักงานสอบสวนต้องสอบสวนต่อ ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับฝ่ายความมั่นคง”

"เราต้องเอาความจริงมาคุยกัน การปั่นกระแสในโซเชียลก็ว่ากันไป ในห้วงเดือนที่ผ่านมามีท่านปลัดอาวุโสถูกยิงเสียชีวิต แต่ไม่มีใครพูดถึงทั้งที่เป็นข้าราชการระดับผู้ใหญ่ ไม่มีใครถามว่าคดีไปถึงไหน รวมถึงกรณีของตำรวจ ทหารพราน ผู้ใหญ่บ้านถูกยิงเสียชีวิต ซึ่งเราให้ความสำคัญทุกกรณี ได้แจ้งทางพนักงานสอบสวนและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ว่าทุกกรณีต้องสอบสวนให้ถึงที่สุดเกี่ยวข้องกับใครได้ ก็ต้องดำเนินการต่อกลุ่มคนเหล่านั้นให้ถึงที่สุดเหมือนกัน“

เมื่อถามว่า จะสร้างความเชื่อมั่นในกรณีนี้อย่างไร เพราะมีผลต่อการสร้างสันติสุขในพื้นที่ แม่ทัพภาคที่ 4 ระบุว่า ในการบริหารราชการพื้นที่คือการทำให้พื้นที่ปลอดภัย ในห้วงที่ผ่านมามีคนที่อยากทำให้มันเกิดขึ้น แต่เราไม่ได้ลดละความพยายามที่จะทำให้เกิดความสงบ ได้ สั่งให้ ผบ.ฉก.จังหวัด ผบ.ฉก.หมายเลขที่ดูแลพื้นที่ ซึ่งในปีนี้ได้ให้ความสำคัญระดับอำเภอ โดยแต่งตั้งนายอำเภอ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการระดับอำเภอ ทำงานร่วมกับผู้กำกับฯ และผู้บังคับหน่วยพื้นที่เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งถือเป็นเรื่องเร่งด่วน ส่วนเรื่องการแก้ไขปัญหาระยะยาว รัฐบาลเดินหน้าเรื่องการพูดคุยสันติสุข ซึ่งระดับนโยบายก็ดำเนินการอยู่ และในพื้นที่ก็ทำเช่นกัน โดยการเจรจากับส่วนต่างๆ แต่บางเรื่องโฆษณาไม่ได้ โดยการพูดคุยกับโจรก็ต้องเป็นนอกเครื่องแบบ ไม่เกี่ยวข้องกับราชการ ส่วนจะยุติอย่างไรก็คงจะมีผลตามมาเรื่อยๆ

“การแก้ไขปัญหาเริ่มมา 20 กว่าปีแล้ว ไปถามท่าน สส.ทวีว่าท่านอยู่มากี่ปีแล้ว เป็นทั้งเลขาฯ ศอ.บต., อธิบดี ดีเอสไอด้วย รวมถึงเป็นรัฐมนตรีด้วยท่านยังแก้ไม่จบเลย ปัญหามีต่อเนื่อง เพราะสิ่งที่เราแก้ไขปัญหาอยู่คือที่ปลายเหตุ แต่ต้นเหตุคือการปลูกฝังความคิดเรื่องเหล่านี้มันยังมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นที่ปอเนาะ ตาดีกา ถ้าไม่มีก็ไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้แน่ กระทรวงศึกษาธิการซึ่งเป็นส่วนที่รับผิดชอบเรื่องนี้ต้องลงไปดูว่าหลักสูตรที่กำหนดนั้น ได้ทำตามที่กำหนดหรือไม่ ถ้าให้เขาได้เข้าใจเรียนรู้ภาษาไทยและมลายูไปด้วยกัน อันนั้นคือการแก้ที่ต้นเหตุ ปัจจุบันเป็นการแก้ที่ปลายเหตุซึ่งเราก็ต้องทำ”

พล.ท.นรธิปยืนยันว่า ตนเองดำเนินการตรงไปตรงมา  คนที่กระทำผิดจะไม่เอาไว้ และไม่เคยเอาองค์กรหรือส่วนราชการไปยุ่งเกี่ยวหรือปกป้องคนผิด ซึ่งผิดก็ต้องว่าไปตามผิด การกระทำที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องบุคคล เราต้องให้กำลังใจส่วนราชการ ส่วนตนเพิ่งมาอยู่ได้แค่ 6 เดือน แต่เคยมาทำงานที่นี่ก่อนแล้ว จึงมองภาพออกว่าจะไปอย่างไร นโยบายของผู้บังคับบัญชาที่ให้มาคือให้ดูแลพื้นที่ และตนยืนยันว่าจะทำให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกภาคส่วน ไม่มีอคติกับใครทั้งสิ้น วอนพี่น้องสื่อมวลชนว่าอย่าปรักปรำ ต้องให้กำลังใจ คนตั้งใจทำงานก็มีเยอะคนไม่ดีก็มีทุกองค์กร เนื้อร้ายต้องตัดทิ้ง ตนไม่ปกป้อง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

หนูลั่นลดน้ำมันอิงตลาดโลก

“อนุทิน” ขับเครื่องบินตรวจด่าน 7 วันอันตรายเมืองจันท์ บอกอยากได้อะไรให้บอกผู้แทนมาเพราะทีมเดียวกัน ชี้ราคาน้ำมันต้องสอดคล้องตลาดโลก พร้อมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนเดินทางกลับ

‘วีระพงษ์’ทิ้งปชป.ซบศุภจี

“นายกฯ” ลงพื้นที่แบบออร์แกนิกช่วงสงกรานต์ เยือนเชียงรายถึงสนามบินร่วมแจมเป่าขลุ่ยกับกลุ่มผู้สูงอายุพื้นเมือง