ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษาจำคุก 50 ปี "ทิดเเย้ม-สีกาเก็น" ร่วมกันชดใช้ 28 ล้าน ฐานยักยอกและฟอกเงินวัดไร่ขิง ส่วนอีก 2 ราย จองจำ 12 ปี กับ 8 ปี แต่ยกฟ้องจำเลยที่ 4
ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เมื่อวันที่ 21 เมษายน ศาลมีคำพิพากษาจำคุก 50 ปี อดีตพระธรรมวชริรานุวัตร หรือพระเทพศาสนาภิบาล หรือพระราชวิริยาลังการ หรือนายแย้ม อินทร์กรุงเก่า คดีที่พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามทุจริต 1 ยื่นฟ้องนายแย้ม น.ส.อรัญญาวรรณ หรือเก็น วังทะพันธ์ นางพชพร หรือเตย สีเลี้ยง หรือพัศรายุวัตร นายฉัตรชัย สีเลี้ยงหรืออินทร์มี นายเอกพจน์ หรืออดีตพระมหาเอกพจน์ ภูฆัง ผู้ต้องหาที่ 1-5 ในความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147, 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและการปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ มาตรา 3, 5, 9, 10 พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีฯ และให้จำเลยทั้ง 5 ร่วมกันคืนเงิน 28 ล้านบาทเศษ
โจทก์ฟ้องว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ดำรงตำเเหน่งเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง เบียดบังยักยอกโดยการเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของวัดไร่ขิง พระอารามหลวง ผู้เสียหาย จำนวน 9 บัญชี โดยมีจำเลยที่ 2-5 เป็นผู้สนับสนุน จำนวน 20 กรรม รวมเป็นเงินจำนวน 28 ล้านบาทเศษ และจำเลยทั้ง 5 ได้ร่วมสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงินอันได้จากการกระทำความผิดมูลฐานจำนวนหลายครั้งเป็นเวลาหลายปีต่อเนื่องกัน
คดีมีปัญหาต้องพิจารณาว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือของผู้อื่น โดยมีจำเลยที่ 2-5 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำ ความผิดหรือไม่ ทางไต่สวนได้ความว่า จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของวัดไร่ขิงเป็นผู้เบิกถอนเงินฝากของวัดไร่ขิง และโอนเงินหรือนำฝากเงินเข้าบัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลยที่ 1 จำนวน 20 ครั้ง รวมเป็นเงินจำนวน 28 ล้านบาทเศษ จากนั้นจำเลยที่ 3 โอนเงินไปยังบัญชีของจำเลยที่ 2-5 หลายครั้ง แม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยที่ 2-5 ร่วมกันกระทำความผิดหรือสนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 แต่ในทางการไต่สวนไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งห้าได้ประชุมร่วมกันเพื่อวางแผนกระทำความผิด
จึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นไปเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 รวม 19 กรรม ส่วนจำเลย 2, 3, 5 จึงเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนรวม 18 กรรม จำเลยที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนรวม 3 กรรม และจำเลยที่ 5 เป็นผู้สนับสนุนรวม 2 กรรม ส่วนจำเลยที่ 4 ในทางการไต่สวนไม่ปรากฏว่ามีส่วนร่วมหรือสนับสนุนการกระทำความผิดจำเลยที่ 1
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า จำเลยทั้ง 5 สมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินตามที่ได้สมคบกันหรือไม่ ทางการไต่สวนปรากฏว่า หลังจากจำเลยที่ 1 เบียดบังเงินของวัดไร่ขิงยังได้โอนเปลี่ยนบัญชี ครอบครอง และใช้ทรัพย์สินนั้น ร่วมกับจำเลย 2, 3, 5 โดยจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฟอกเงินเพียงลำพังจำนวน 1 กรรม จำเลยที่ 1, 2 ร่วมกันสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินตามที่ได้สมคบกันรวม 13 กรรม จำเลยที่ 1, 2, 3 ร่วมกันกระทำความผิดรวม 3 กรรม และจำเลยที่ 1, 2, 5 ร่วมกันกระทำความผิดรวม 2 กรรม ส่วนจำเลยที่ 4 รับฟังไม่ได้ว่าร่วมกันสมคบฟอกเงิน
ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นธุระจัดหาบัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้ในการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือไม่ ในทางการไต่สวนได้ความว่า จำเลยที่ 1 สั่งการให้จำเลยที่ 4 ไปพบจำเลยที่ 1 ที่กุฏิ อ้างว่าประสงค์จะได้บัญชีธนาคารพร้อมบัตรกดเงินสดเพื่อใช้เก็บเงินส่วนตัวจากกิจนิมนต์ต่างๆ อันเป็นเงินเก็บส่วนตัวไว้ต่างหากจากเงินของวัดไร่ขิง โดยจำเลยที่ 4 ไม่ทราบว่าสมุดบัญชีและและบัตรกดเงินสดไปใช้ในการกระทำความผิด จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 เป็นธุระจัดหาบัญชีเงินฝากฯ
จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือของผู้อื่น รวม 19 กรรม เป็นเงิน 27 ล้านบาทเศษ จำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าว จำนวน 18 กรรม จึงต้องร่วมคืนเงิน 27 ล้านบาทเศษด้วย จำเลยที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนรวม 3 กรรม จึงต้องร่วมคืนเงิน 2.8 ล้านบาทเศษ จำเลยที่ 5 เป็นผู้สนับสนุนจำนวน 2 กรรม รวมเป็นเงินจำนวน 5.1 ล้านบาท จึงร่วมกันคืนเงินแก่วัดไร่ขิงผู้เสียหาย
พิพากษาว่า จำเลยที่ 1, 2, 3, 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 เเละความผิดอื่นๆ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 50 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 50 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 12 ปี 12 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 5 มีกำหนด 8 ปี 8 เดือน ยกฟ้องจำเลยที่ 4.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ทภ.2จัดทัวร์‘ตาควาย-เนิน350’
ไม่ไปไม่ได้แล้ว! กองทัพภาคที่ 2 และจังหวัดสุรินทร์
แฉจุฬาคอนเนกชัน พรรคเศรษฐกิจขย่ม‘ชัชชาติ’ระบอบอากงมี‘ปร.’มือขวา
เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.เดือด! พรรคเศรษฐกิจแฉ "ระบอบอากง" บงการแต่งตั้ง-ซื้อขายเก้าอี้ ผอ.เขต 4 ล้าน
สกัดเว็บฯพนัน รับฟุตบอลโลก กดทุกบัญชีม้า!
รัฐบาลลุยสกัดเว็บพนันออนไลน์ก่อนเทศกาล “บอลโลก 2026” เผย 8 เดือนปิดกั้นแล้วกว่า 6 แสน
‘แหวง’งัดข้อมูลสู้ คะแนนผ่านหมด!
เปิดเกณฑ์ประเมินเลขาฯ กกต.แบ่ง 2 ส่วน "แสวง" โชว์ผลประเมินเจ้าหน้าที่ทั่วประเทศ 3 ปี
เมิน ‘ฟื้นสัมพันธ์-เปิดด่าน’
นายกฯ ปิดห้องคุย รมว.ต่างประเทศ ลั่นกับกัมพูชาคุย UNCLOS ก่อน เรื่องอื่นไม่คุย "สีหศักดิ์" แจงทูต-องค์การระหว่างประเทศ ลั่นไทยไม่ได้ถูกเขมรลากเข้าสู่ UNCLOS แต่ไป
ชงศาลฎีกาฟัน 14 ปปช.
“ณัฐพงษ์” นำทีมยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา ส่งศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการไต่สวน ป.ป.ช.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ปัดตกคดี “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น ตั้ง 4 ข้อกล่าวหา หวัง “โสภณ” ใช้ดุลพินิจส่งเรื่องเร็ว “นันทนา” ต้องลบครหาระบอบสีน้ำเงิน “ศรีสุวรรณ” ยื่นฟัน “ไชยชนก” ผุดโครงการ TH-AI Passport

