จวก‘ป.ป.ช.’เละ ฟอกศักดิ์สยาม เชื่อเจอกฐินไล่

“ป.ป.ช.” เจอกฐินชุดใหญ่ ปมฟอกขาว “ศักดิ์สยาม” วิโรจน์กังขาเมินหลักฐาน-คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เชื่อเจอเข้าชื่อยื่นถอดถอนตามรัฐธรรมนูญแน่ “ปริญญา” มั่นใจเรื่องไม่จบง่ายๆ

เมื่อวันที่ 24 เม.ย.2569 ยังคงมีการวิพากษ์วิจารณ์กรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกเอกสารชี้แจงมติยกคำร้องคดีที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ กรณีการถือครองหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น

โดยนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า สิ่งที่ ป.ป.ช.ต้องชี้แจงให้กระจ่างต่อกรณีการยกฟ้องนายศักดิ์สยาม ก่อนสูญสิ้นศรัทธาจากประชาชน และถูกเข้าชื่อถอดถอน เพราะก่อนหน้านี้นายศักดิ์สยามเคยถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง รมว.คมนาคม เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2567 จากข้อกล่าวหาเรื่องการใช้นอมินีถือครองหุ้นใน หจก.บุรีเจริญฯ ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยให้นายศักดิ์สยามพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี และถูกห้ามดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นเวลา 2 ปี ตามมาตรา 170 และ 187 ของรัฐธรรมนูญ

นายวิโรจน์ยังตั้งข้อสังเกตต่างๆ ในการชี้แจงของ ป.ป.ช.ว่าควรต้องมีการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงต่างๆ ให้สิ้นข้อสงสัย และกระจ่างมากกว่านี้ เพราะจากเอกสารแถลงจำนวน 5 หน้า ยังมีคำถามที่ยังไม่มีความชัดเจนหลายประเด็น อาทิ การที่ ป.ป.ช.ชี้แจงว่าไม่ปรากฏพยานหลักฐาน หรือพฤติการณ์อื่นว่า ภายหลังจากที่นายศักดิ์สยามได้โอนเงินลงหุ้นให้แก่นาย ศ. แล้ว นายศักดิ์สยามได้เข้าไปบริหารกิจการ หรือเกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการของ หจก.บุรีเจริญฯ, ป.ป.ช.ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือไม่ว่า นาย ศ. ได้มีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลกิจการของ หจก.บุรีเจริญฯ ให้สมกับการเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ที่มีมูลค่าสูงถึง 119.5 ล้านบาท หรือไม่ และ ป.ป.ช.ได้ตรวจสอบเส้นเงินการชำระเงินการซื้อหุ้นของ นาย ศ. ควบคู่กับ การตรวจสอบสถานะทางการเงินของนาย ศ. หรือไม่ ว่ามีแหล่งรายได้มาซื้อหุ้นของ หจก.บุรีเจริญฯ เป็นมูลค่าสูงถึง 119.5 ล้านบาท ได้อย่างไร เป็นต้น

“จากข้อสังเกตและข้อสงสัยทั้งหมดที่มีต่อ ป.ป.ช. หาก ป.ป.ช.ไม่มีการชี้แจงให้กระจ่างกว่าที่เป็นอยู่ ผมกังวลเป็นอย่างมากว่า ป.ป.ช.กำลังประพฤติในสิ่งที่ขัดกับคำขวัญขององค์กรตนเองที่ระบุว่า ซื่อสัตย์ เป็นธรรม มืออาชีพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และอาจทำให้ประชาชนจะดูถูกดูแคลน และสูญสิ้นศรัทธาที่มีต่อ ป.ป.ช.ไปโดยปริยาย และในที่สุดแล้ว ป.ป.ช.อาจต้องถูกดำเนินการตามมาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญ โดยอาจมี สส. 1 ใน 5 รวมทั้งอาจจะมีประชาชนมากกว่า 20,000 คน เข้าชื่อกันกล่าวหา ป.ป.ช.ทั้งคณะ ฐานกระทำการทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อํานาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ตามมาตรา 234 (1) ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้น ก็จะนับเป็นความอัปยศที่น่าอดสูที่สุดของ ป.ป.ช.”

นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และทนายความ โพสต์เฟซบุ๊กเรื่องนี้ว่า สิ่งที่ ป.ป.ช.ชุดนี้กำลังทำไม่ใช่แค่การสร้างบรรทัดฐานที่น่ากังขาให้กับการตรวจสอบนักการเมือง แต่กำลังเอาตัวคณะกรรมการ ป.ป.ช.เองไปแขวนไว้บนเส้นด้ายของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เพราะอย่าลืมว่า ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 211 วรรคสี่ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นผูกพันทุกองค์กร รวมทั้ง ป.ป.ช.ด้วย

“ป.ป.ช.ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ที่มีหน้าที่แค่รับเอกสารจากผู้ถูกกล่าวหาแล้วเชื่อตามนั้นโดยไม่ตรวจสอบเส้นทางการเงินของนอมินีที่นำมาอ้างว่าซื้อที่ดินจ่ายคืน หากมีการยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภา ว่าเป็นการจงใจละเลยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญและช่วยเหลือให้บุคคลพ้นผิด งานนี้อาจมีบูมเมอแรงตีกลับ จากคนที่เคยนั่งแท่นชี้ชะตานักการเมือง อาจจะต้องกลายมาเป็นผู้ต้องหาในคดีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เสียเอง”

นายเชาว์กล่าวว่า กระบวนการที่ถูกต้องควรมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้น แต่ด้วยการใช้อำนาจที่บิดเบี้ยวแบบไร้รอยต่อ ประธานรัฐสภาก็เป็นคนสีน้ำเงิน ป.ป.ช.ก็ถูกมองว่าถูกย้อมสี สุดท้ายหากเกิดการเกี้ยเซียะ ผลัดกันเกาหลัง ทำให้นายศักดิ์สยามรอด และ ป.ป.ช.ไม่มีความผิด คดีไปไม่ถึงศาลฎีกา พวกคุณอาจรอดในทางคดี แต่ในทางการเมือง นี่คือจุดอันตรายที่กำลังเผาไหม้ตัวเอง

ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า มติ ป.ป.ช.ได้นำมาสู่บรรทัดฐานใหม่คือ การให้คนอื่นถือหุ้นแทน ป.ป.ช.ไม่ถือว่ามีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน ซึ่งเป็นบรรทัดฐานที่มีปัญหาแน่นอน ซึ่งคราวนี้เป็นเรื่องที่เกินไปมาก และทำให้ ป.ป.ช.สูญเสียความเชื่อถือในความเที่ยงธรรมอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไปเปรียบเทียบกับอีกคดีหนึ่งคือ อดีต สส.พรรคก้าวไกล 44 คน ที่ ป.ป.ช.เห็นว่าผิดถึงขนาดขอให้ศาลฎีกาตัดสิทธิลงการเมืองตลอดชีวิต

“หลังจากนี้จะมีคนไปร้องศาลรัฐธรรมนูญแน่ว่า ป.ป.ช.มีมติขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญ ป.ป.ช.เป็นองค์กรอิสระเดียวที่ สส.หรือ สว. 1 ใน 10 หรือประชาชน 20,000 คน เข้าชื่อกันร้องต่อศาลฎีกาให้ตรวจสอบได้ แม้ว่าจะต้องผ่านประธานรัฐสภาคือ คุณโสภณ ซารัมย์ แต่คงมีการเข้าชื่อกันแน่ และเรื่องนี้คงไม่จบง่ายๆ” ผศ.ดร.ปริญญาระบุ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘จังโก้’เจ้าภาพต้อง3แต้ม เปิดหัว‘ฟุตบอลโลก2026’

ทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกอย่าง "เวิลด์คัพ 2026" ที่สหรัฐอเมริกา, เม็กซิโกและแคนาดาร่วมกันเป็นเจ้าภาพ จะรูดม่านเปิดฉากอย่างเป็นทางการในคืนวันที่ 11 มิถุนายนนี้ ตามเวลาท้องถิ่นของทวีปอเมริกาเหนือ