ไม่หวั่นศาลสั่งแจงพรก.กู้เงินใน7วัน

ศาลรัฐธรรมนูญรับตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน สั่ง ครม.แจงใน 7 วัน "ปกรณ์" เผยเมื่อศาลไม่มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น กระบวนการก็ต้องดำเนินไปตามปกติเพราะกฎหมายมีผลบังคับแล้ว "เอกนิติ" ดัน "ไทยช่วยไทยพลัส” เข้า ครม.อังคารนี้ ขณะที่ "สภาพัฒน์" เปิดตัวเลข GDP ไตรมาส 1/2569 ขยายตัว 2.8% อานิสงส์การลงทุนรวมโตสุดในรอบ 44 ไตรมาส ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2569 คาดขยายตัวในช่วง 1.5-2.5%

เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) 133 คน เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะผู้ร้อง เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรค 1 ว่าพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรค 1

โดยศาลรัฐธรรมนูญได้มีการพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้อง และเห็นว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรค 1 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 วรรค 7 (1) จึงมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยและแจ้งให้ผู้ร้องทราบ และเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาให้คณะรัฐมนตรีจัดทำคำชี้แจงตามประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด และจัดส่งสำเนาเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ

สำหรับ พ.ร.ก.กู้เงินดังกล่าวนั้น คณะรัฐมนตรีได้ตั้งวงเงินกู้จำนวน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานและเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ โดยแบ่งเป็นช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและเกษตรกรจำนวน 200,000 ล้านบาท ส่วนอีก 200,000 ล้านบาทเป็นการใช้สำหรับลงทุนพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2569

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีคำสั่งเป็นอย่างอื่นว่าให้ยุติหรือชะลอ กระบวนการก็ต้องดำเนินไปตามปกติ เพราะกฎหมายมีผลบังคับแล้ว และรัฐบาลยืนยันว่ามีเหตุผลและความจำเป็นจริงๆ ที่จะต้องรักษาสถานะความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ หากไม่ทำก็ไม่รู้ว่าจะเสนอ พ.ร.ก.ดังกล่าวทำไม

ผู้สื่อข่าวถามว่า แนวทางการต่อสู้ของรัฐบาลที่จะต้องส่งสำเนาเอกสารหลักฐานภายใน 7 วันจะเป็นอย่างไร รองนายกฯ ตอบว่า แจงตามความเป็นจริง ตัวเลขการเงินการคลังของสำนักงบประมาณ ของกระทรวงการคลัง ที่เคยเสนอต่อ ครม.ประกอบการวินิจฉัยเป็นอย่างไร ก็จะนำข้อมูลเหล่านั้นไปเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้มีประเด็นปัญหาอะไร

วันเดียวกันนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง เผยว่า รัฐบาลเตรียมนำโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันพรุ่งนี้ (19 พ.ค. 2569) เพื่อใช้เป็นมาตรการหลักในการดูแลประชาชนและประคองเศรษฐกิจ ท่ามกลางความเสี่ยงจากวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งปัญหาเงินเฟ้อ ค่าครองชีพ และกำลังซื้อที่เริ่มชะลอตัวจนน่ากังวล

 “วิกฤตครั้งนี้ถือว่าเป็นวิกฤต ลูกแรกคือพลังงาน ลูกที่สองคือต้นทุน และลูกที่สามกำลังจะกลายเป็นวิกฤตค่าครองชีพ ถ้าเราไม่เข้าไปดูแลอาจเกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งของแพง กำลังซื้อหด และเศรษฐกิจชะลอตัว หากไม่มีมาตรการรองรับจะกระทบต่อปากท้องประชาชนอย่างรุนแรงในช่วงครึ่งปีหลัง” นายเอกนิติกล่าว

นายเอกนิติระบุว่า รัฐบาลวิเคราะห์ว่าหลังจากผ่านวิกฤตพลังงานและวิกฤตต้นทุนมาแล้ว ปัจจุบันเรากำลังเข้าสู่วิกฤตค่าครองชีพและปากท้อง สถานการณ์นี้เกิดจากภาวะที่เรียกว่าวิกฤตซ้อนวิกฤต ที่ต้นทุนสินค้าพุ่งสูงขึ้นจากแรงกดดันเงินเฟ้อ โดยเดือนเมษายนสูงถึง 2.9% ในขณะที่กำลังซื้อและความต้องการของผู้บริโภคลดลงอย่างต่อเนื่อง

โดยรัฐบาลเตรียมจัดสรรงบประมาณวงเงิน 200,000 ล้านบาท ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อดำเนินมาตรการนี้ควบคู่ไปกับการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้งที่ 2 ซึ่งกระทรวงการคลังจะนำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ในวันพรุ่งนี้ด้วยพร้อมกัน เพื่อรักษาความมั่นคงทางการคลัง และป้องกันไม่ให้ปัญหาค่าครองชีพขยายตัวจนกลายเป็นวิกฤตการตกงานในอนาคต

สำหรับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัว 2.8% ซึ่งเร่งตัวขึ้นจาก 2.5% ในไตรมาสก่อน และสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการลงทุน ที่ชี้ว่ากลับมาเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง

 “ตัวเลขการลงทุนรวมขยายตัวสูงถึง 9.9% ถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส หรือนับตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนเติบโตถึง 10.1% เป็นการขยายตัวระดับสองหลักครั้งแรกในรอบ 11 ปี โดยเฉพาะการลงทุนในหมวดเครื่องจักร เครื่องมือ และยานพาหนะ ซึ่งเป็นผลจากการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ  และโครงการ BOI Fast Pass ที่ช่วยปลดล็อกการลงทุนให้ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น"

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยรายงานภาวะเศรษฐกิจไทย ไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 และแนวโน้มปี 2569 ว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ขยายตัว 2.8% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 2.5% จากไตรมาส 4/2568 ซึ่งขยายตัวได้ดีกว่าที่ประเมินไว้ เป็นผลจากเครื่องชี้เศรษฐกิจส่วนใหญ่ยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการลงทุนรวมยังคงขยายตัวสูง 9.9% เร่งขึ้นจาก 8.1% ในไตรมาสก่อนหน้า และเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2558 โดยการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 10.1% เร่งขึ้นจาก 6.5% ในไตรมาสก่อนหน้า ส่วนการลงทุนภาครัฐขยายตัว 9.4% ชะลอลงจาก 13.3% ในไตรมาสก่อน

สำหรับด้านการค้าระหว่างประเทศ การส่งออกสินค้า มีมูลค่า 95,096 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 17.8% เร่งขึ้นจาก 9.4% ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการขยายตัวในเกณฑ์สูงของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขณะที่การส่งออกโดยเฉพาะในหมวดอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าสอดคล้องกับความต้องการในตลาดโลก สินค้าเกษตรลดลงเนื่องจากการแข่งขันทางด้านราคาของประเทศผู้ส่งออกในตลาดโลก

สำหรับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.91% สูงกว่า 0.70% ในไตรมาสก่อนหน้า และ 0.89% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 อยู่ที่ -0.5% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ 0.6% ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 3.2 พันล้านดอลลาร์ (101.6 พันล้านบาท) เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 280.5 พันล้านดอลลาร์ และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 มีมูลค่าทั้งสิ้น 12.68 ล้านล้านบาท คิดเป็น 66.38% ของ GDP

อย่างไรก็ตามแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 สศช. คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 1.5-2.5% (ค่ากลางการประมาณการ 2%) โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ประกอบด้วย 1.การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน 2.การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน รวมทั้งพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ 3.การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการส่งออก ทั้งนี้คาดว่าการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัว 2.4% และ 3.7% ตามลำดับ มูลค่าการส่งออกในรูปดอลลาร์สหรัฐฯ จะขยายตัว 9.6% อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ในช่วง 2.0-3.0% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 1% ของ GDP.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายกฯหนู มั่นใจกู้เงิน 4 แสนล้านเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ลั่นตอนนี้มีแต่แย่งกันให้กู้

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องวินิจฉัยเรื่องพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน

'ภราดร' ยันรัฐบาลเดินหน้า พรก.กู้เงิน ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส 25 พ.ค.นี้ ชี้ศาล รธน. ไม่มีคำสั่งให้ชะลอ

"ภราดร" ยันรัฐบาลเดินหน้ากู้เงินได้ เหตุศาลไม่ได้ให้ชะลอหรือหยุด คลังเตรียมชี้แจงภายใน 7 วัน บอกไม่กระทบลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทย