ดร.ณัฏฐ์ ชี้ซักฟอก 18 รมต. ฝ่ายค้านเสียงฝ่อ-เกมหาหลักฐานยื่นศาลรธน.

ดร.ณัฐวุฒิ วิเคราะห์ศึกซักฟอก 18 รัฐมนตรีภูมิใจไทย ฝ่ายค้านมีเสียงพอยื่นญัตติ แต่ไม่พอโหวตคว่ำรัฐบาล ชี้ข้อกล่าวหาขาดความซื่อสัตย์-ผิดจริยธรรมร้ายแรง อาจเป็นเกมแสวงหาพยานหลักฐานเพื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนรัฐมนตรีรอบสอง เหน็บพรรคประชาชนจัดอีเวนต์การเมืองแก้เกมแพ้แล้วพาล ซัด สส.กทม.หายหัวช่วงน้ำท่วม

9 ตุลาคม 2569 - สืบเนื่องจากกรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลจำนวน 18 คน พร้อมเผยแพร่รายละเอียดญัตติผ่านสื่อมวลชนนั้น

ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะว่า การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล เป็นไปตามกลไกรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 วรรคหนึ่ง โดย สส.ฝ่ายค้านต้องรวบรวมเสียงไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวน สส.ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ หรือประมาณ 100 คนขึ้นไป เพื่อยื่นญัตติต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งพรรคประชาชนมี สส.เกิน 100 คน จึงสามารถยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจได้โดยไม่ต้องอาศัยเสียงจากพรรคฝ่ายค้านอื่น

ส่วนการที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะรับญัตติและบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระหรือไม่ ต้องพิจารณาทั้งเนื้อหา จำนวนรายชื่อ สส.ที่เข้าชื่อว่าครบตามเกณฑ์หรือไม่ รวมถึงตรวจสอบลายมือชื่อให้ตรงกับรายชื่อที่มีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อป้องกันการปลอมลายมือชื่อ ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

ดร.ณัฐวุฒิกล่าวว่า เมื่อมีการเสนอญัตติแล้ว รัฐธรรมนูญมาตรา 151 วรรคสอง ห้ามนายกรัฐมนตรียุบสภา เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายบริหารหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากฝ่ายนิติบัญญัติ ขณะเดียวกัน รัฐธรรมนูญมาตรา 154 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจได้เพียงปีละหนึ่งครั้ง โดยนับตามปีสมัยประชุมสามัญ

สำหรับการลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ต้องใช้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน สส.ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 วรรคสี่ หากมี สส.จำนวน 500 คน จะต้องมีเสียงไม่ไว้วางใจอย่างน้อย 251 เสียง รัฐมนตรีรายนั้นจึงจะพ้นจากตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติฝ่ายรัฐบาลอาจนำผลคะแนนไว้วางใจของรัฐมนตรีแต่ละคนไปใช้ประกอบการพิจารณาปรับคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะรัฐมนตรีที่ได้รับคะแนนไว้วางใจน้อยกว่าคนอื่น

ดร.ณัฐวุฒิกล่าวว่า ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจฉบับลงวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ซึ่งลงนามโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ มีการกล่าวหารัฐมนตรีเป็นรายบุคคลรวม 18 คน ซึ่งทั้งหมดเป็นรัฐมนตรีในโควตาพรรคภูมิใจไทย ถือเป็นการยื่นอภิปรายรัฐมนตรีรายบุคคลจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยข้อกล่าวหาส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) และ (5) ทั้งเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

นักกฎหมายมหาชนรายนี้มองว่า การตั้งข้อกล่าวหาดังกล่าวอาจมีเป้าหมายเพื่อแสวงหาพยานหลักฐานสำหรับใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 170 โดยรวบรวมรายชื่อ สส.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ยื่นคำร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความสิ้นสุดของความเป็นรัฐมนตรี

“พูดภาษาชาวบ้าน คือ แพ้เสียงในสภา ยังมีประเด็นถอดถอนรอเชือดอีกรอบหนึ่ง” ดร.ณัฐวุฒิกล่าว พร้อมระบุว่า พรรคประชาชนมีจำนวน สส.เพียงพอที่จะเข้าชื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ด้วยตนเอง และตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 วรรคสอง ยังอาจมีการร้องขอให้รัฐมนตรีหยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราวได้ จึงมองว่าเป็นเกมแสวงหาพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีในรอบที่สอง

ดร.ณัฐวุฒิกล่าวต่อว่า หากพิจารณาสมการเสียงในสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายรัฐบาลยังครองเสียงข้างมาก โอกาสที่ฝ่ายค้านจะลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีจนพ้นจากตำแหน่งจึงมีน้อยมากหรือแทบไม่มี โดยเฉพาะเมื่อมีพรรคกล้าธรรมเป็นตัวแปรทางการเมือง ซึ่งตนมองว่าเป็นพรรคที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนฝ่ายที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ แม้คะแนนนิยมแบบบัญชีรายชื่อจะไม่สูง แต่มี สส.เขตจำนวนมาก หากนำเสียงมารวมกับพรรคร่วมรัฐบาลก็จะมีเสียงสนับสนุนมากกว่า 300 เสียง

ดังนั้น การตัดสินใจยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี 18 คนของพรรคประชาชน แม้จะถือเป็นการใช้มาตรการทางการเมืองที่รุนแรง แต่ก็สามารถยื่นได้โดยไม่อาจล้มรัฐมนตรีด้วยเสียงในสภา ขณะที่ข้อกล่าวหาส่วนใหญ่มุ่งไปที่คุณสมบัติรัฐมนตรี โดยเฉพาะเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตและจริยธรรมร้ายแรง จึงมองว่าเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การนำประเด็นเข้าสู่กระบวนการศาลรัฐธรรมนูญมากกว่า

ดร.ณัฐวุฒิยังตั้งข้อสังเกตว่า แนวโน้มการอภิปรายอาจเป็นเพียงการกล่าวหาอย่างรุนแรง แต่ขาดพยานหลักฐานที่จะนำไปสู่การเอาผิด โดยเห็นว่าหากพรรคประชาชนมีหลักฐานเกี่ยวกับข้อกล่าวหาต่าง ๆ จริง ก็ควรยื่นให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบและไต่สวนไปก่อนหน้านี้แล้ว

ทั้งนี้ การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นกลไกตรวจสอบถ่วงดุลตามปกติของระบบรัฐสภา แต่การกล่าวหารัฐมนตรีว่าขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) หรือ (5) จำเป็นต้องมีพยานหลักฐานรองรับ โดยพรรคประชาชนสามารถรวบรวมเสียง สส.ไม่น้อยกว่า 50 คน เพื่อยื่นคำร้องตามมาตรา 82 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 170 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 ได้ แต่ต้องมีพยานหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าวหาอย่างชัดเจน

ดร.ณัฐวุฒิกล่าวว่า หากฝ่ายค้านมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีเกี่ยวกับคุณสมบัติของรัฐมนตรีทั้ง 18 คนได้จริง ย่อมถือเป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย แต่การกล่าวหาว่ารัฐมนตรีไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ต้องระบุให้ได้ว่าไม่ซื่อสัตย์ในขั้นตอนใดและอย่างไร ส่วนข้อกล่าวหาฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ต้องมีหลักฐานว่ากระทำผิดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 219 และมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2561 ในข้อใด ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์ในศาล ไม่ใช่เพียงกล่าวหาโดยเลื่อนลอย

เมื่อพิจารณาคณิตศาสตร์ทางการเมือง ดร.ณัฐวุฒิย้ำว่า ฝ่ายค้านมีเสียงเพียงพอสำหรับยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ไม่มีเสียงมากพอสำหรับลงมติล้มรัฐมนตรี เพราะรัฐบาลครองเสียงข้างมากในสภาอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ดร.ณัฐวุฒิวิจารณ์ว่า การอภิปรายครั้งนี้อาจเป็นเพียง “อีเวนต์” ทางการเมืองรายวัน แม้จะหยิบประเด็นฮั้ว สว.กลับมาอภิปรายซ้ำตามแนวทางของพรรคประชาชน แต่ตนมองว่าเป็นเพียงการเคลื่อนไหวเพื่อสร้างกระแสทางการเมือง พร้อมกล่าวเหน็บว่าเป็นการ “คลายอารมณ์เหงาปาก”

นอกจากนี้ ยังวิจารณ์การทำงานของ สส.พรรคประชาชนในกรุงเทพมหานครว่า ขณะที่หลายพื้นที่ยังประสบปัญหาน้ำท่วมสูงและน้ำยังไม่ลดลง กลับไม่เห็น สส.ของพรรคลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน แต่ปรากฏตัวและแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์เป็นหลัก โดยเห็นว่าการอ้างว่าเป็นฝ่ายค้านจึงไม่มีเครื่องมือช่วยเหลือประชาชนนั้นไม่สมเหตุสมผล พร้อมใช้ถ้อยคำเปรียบเปรยว่าได้เป็น สส.มาแบบ “สามล้อถูกหวย”

ดร.ณัฐวุฒิกล่าวอีกว่า หากอ่านเกมการเมือง การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้เป็นเพียง “ละครลิง” เพื่อแก้เกมทางการเมืองในลักษณะ “แพ้แล้วพาล” โดยเฉพาะประเด็นฮั้ว สว. ซึ่งตนเห็นว่า กกต.เสียงข้างมากได้วินิจฉัยไปแล้ว และเหตุการณ์เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี

พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดพรรคก้าวไกลหรือพรรคประชาชนในช่วงเวลาดังกล่าวจึงไม่ดำเนินการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่กลับรอเวลาผ่านมาถึง 2 ปี จึงหยิบประเด็นดังกล่าวขึ้นมาอีกครั้ง

ดร.ณัฐวุฒิยังอ้างถึงรัฐธรรมนูญมาตรา 185 ซึ่งห้าม สส.แทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ พร้อมตั้งคำถามว่า การเคลื่อนไหวของ สส.พรรคประชาชนเกี่ยวกับการตรวจสอบ กกต. เป็นการทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุล หรือเป็นการใช้อำนาจแทรกแซงการทำงานขององค์กรดังกล่าว ก่อนมองว่าการยื่นซักฟอกครั้งนี้อาจกลายเป็นผลเสียย้อนกลับมาสู่ฝ่ายค้านเอง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'เจเศรษฐ์' ชี้โดนซักฟอกแค่ยุทธศาสตร์ฝ่ายค้าน ยกปริญญาโต้ไร้ภาวะผู้นำ

'เจเศรษฐ์' ไม่กังวลมีชื่อโดนซักฟอก ชี้เป็นยุทธศาสตร์ฝ่ายค้าน ทำให้ประชาชนสงสัยในสิ่งดีที่รัฐบาลทำ ยกปริญญาข่มข้อหาไร้ภาวะผู้นำ

'ภราดร' สวนฝ่ายค้าน 'บันเทิงธิปไตย' ยื่นซักฟอกถึง 18 รมต. แค่หนังซ้ำแจงได้

'ภราดร' ตอกบันเทิงธิปไตย ยื่นญัตติซักฟอกถึง 18 คน เย้ยฉายหนังซ้ำ มั่นใจชี้แจงได้ ขอปฏิบัติตามข้อบังคับเคร่งครัด อย่าทำบุคคลภายนอกเสียหาย

ซักฟอก 'ระบอบ น.หนู' กินรวบ ใช้สภาเปิดแผล หวังผลนอกสภา

มีความชัดเจนแล้วสำหรับการเปิดศึกซักฟอกรัฐบาล โดยเมื่อวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน สภาผู้แทนราษฎร

'กล้าธรรม' เทซักฟอก! ชี้ฝ่ายค้านมุ่งขยายประเด็นการเมือง ประชาชนไม่ได้ประโยชน์

"อรรถกร" ย้ำ "กล้าธรรม" ไม่ร่วมสังฆกรรมญัตติซักฟอก ชี้ข้อกล่าวหาหลายข้อไม่โยงบริหารประเทศ ตั้งคำถามฝ่ายค้านมุ่งปม “ฮั้ว สว.” มากกว่าตรวจสอบผลงานรัฐบาล