
กนช. และ สทนช. กับโซ่ตรวนของรัฐรวมศูนย์ด้านน้ำ…ถึงเวลาคืนอำนาจให้ท้องถิ่น
11 ตุลาคม 2569 – พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า น้ำท่วมบ้าน รายได้หยุด แต่รายจ่ายยังเดินต่อ ความเดือดร้อนในกรุงเทพมหานครและพื้นที่อื่น ๆ ทำให้ประชาชนเรียกร้องความช่วยเหลือ บางคนถึงกับตะโกนด่าผู้นำประเทศ รัฐต้องรับฟังเสียงเหล่านี้ เพราะเบื้องหลังความโกรธคือทรัพย์สินที่เสียหาย ร้านค้าที่ต้องปิด วันที่ออกไปทำงานไม่ได้ และภาระฟื้นฟูที่ไม่รู้จะหาเงินจากไหน
ขณะที่ประชาชนแบกรับความสูญเสีย วงเงินแผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำช่วงปี 2560–2570 ตามเอกสารที่รวบรวม รวมกว่า 6.6 แสนล้านบาท เฉลี่ยปีละประมาณ 6 หมื่นล้านบาท โดยรวมวงเงินตามเอกสารร่างงบประมาณด้วย
คำถามคือ งบประมาณเหล่านี้ทำให้ประชาชนปลอดภัยขึ้นเพียงใด และจัดสรรถึงท้องถิ่นที่ต้องช่วยเหลือหน้างานเท่าใด คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ กนช. และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. มีบทบาทสร้างเอกภาพในการบริหารน้ำ แต่เอกภาพต้องพิสูจน์ด้วยการตัดสินใจที่ทันสถานการณ์ ความรับผิดชอบที่ชัดเจน และการจัดสรรงบประมาณที่โปร่งใส หากกลับเพิ่มขั้นตอนเหนือหน่วยงานปฏิบัติ ขณะที่ท้องถิ่นยังขาดงบประมาณ เครื่องจักร และบุคลากร ระบบบูรณาการก็เสี่ยงกลายเป็น “รัฐซ้อนรัฐ” ที่แยกอำนาจออกจากผู้รับผิดชอบต่อประชาชน ผู้รับผิดชอบหน้างานมีเครื่องมือไม่เพียงพอ
ขณะที่ผู้ตัดสินใจส่วนกลางอยู่ห่างจากความเดือดร้อน จึงต้องเปิดเผยว่าใช้หลักเกณฑ์ใดจัดลำดับโครงการ ใครได้รับงบประมาณ และผลประโยชน์ถึงประชาชนอย่างไร รัฐธรรมนูญ มาตรา 249 และ 250 รับรองหลักการปกครองตนเองของท้องถิ่นและกำหนดกลไกกระจายหน้าที่ อำนาจ งบประมาณ และบุคลากร ส่วน พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 มาตรา 17 (2) ให้อำนาจ กนช. เห็นชอบแผนปฏิบัติการและแผนงบประมาณบริหารน้ำแบบบูรณาการเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี โดยมี สทนช. กลั่นกรอง เสนอความเห็น และประสานงาน
ขณะที่มาตรา 19 กำหนดให้ กนช. ทบทวนหรือปรับปรุงแผนปฏิบัติการให้สอดคล้องกับความเป็นจริง ดังนั้น การตอบว่า “ไม่มีในแผน จึงไม่มีงบประมาณ” ย่อมไม่เพียงพอ ต้องตอบด้วยว่าใครจะปรับแผน เมื่อใด และจะช่วยเหลือประชาชนระหว่างนั้นอย่างไร
หากกระบวนการแผนและงบประมาณผ่าน สทนช. กลายเป็นคอขวด การเพิ่มขั้นตอนและยืดสายการตัดสินใจย่อมทำให้การแก้ปัญหาล่าช้า โดยเฉพาะโครงการที่ท้องถิ่นต้องขอรับการสนับสนุนจากส่วนกลาง ขณะที่ความเดือดร้อนของประชาชนรอไม่ได้
ยิ่งการปฏิบัติยังต้องอาศัยกรมและหน่วยงานเดิม ยิ่งต้องกำหนดให้ชัดว่าใครตัดสินใจ ใครลงมือ และใครรับผิดชอบต่อความล่าช้า คณะกรรมการหลายระดับ แผนหลายชุด และขั้นตอนหลายชั้นต้องพิสูจน์ว่าช่วยลดความสูญเสียได้คุ้มกับต้นทุนราชการที่เพิ่มขึ้น
รายงานกรรมาธิการศึกษาการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบที่เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรเสนอให้ท้องถิ่นมีงบประมาณ บุคลากรเฉพาะด้าน และหน่วยงานพี่เลี้ยงด้านวิศวกรรมแหล่งน้ำ พร้อมเสนอให้ท้องถิ่นที่รับถ่ายโอนภารกิจเป็นหน่วยงานรับงบประมาณ สามารถขอรับงบประมาณบำรุงรักษาได้ และปรับระเบียบให้หน่วยงานอื่นช่วยเหลือได้ครบ
กระบวนการ ข้อเสนอเหล่านี้สะท้อนหลักสำคัญว่า การถ่ายโอนงานต้องถ่ายโอนความสามารถในการทำงานด้วย ความไม่พร้อมของท้องถิ่นจึงต้องนำไปสู่การลงทุนเสริมศักยภาพอย่างจริงจัง ทั้งบุคลากร เครื่องมือ และงบดูแลแหล่งน้ำเดิมให้ใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง
ด้วยเหตุนี้ จึงขอเสนอให้แก้ไข พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 และยุบหรือยกเลิกโครงสร้าง กนช. และ สทนช. ในรูปแบบรวมศูนย์ปัจจุบัน พร้อมจัดระบบใหม่ที่เชื่อมอำนาจกับความรับผิดชอบ ประเทศไทยมีหน่วยงานเฉพาะด้านอยู่แล้ว ได้แก่ “น้ำบนฟ้า” มีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรและกรมอุตุนิยมวิทยา “น้ำผิวดิน” มีกรมชลประทานและกรมทรัพยากรน้ำ “น้ำใต้ดิน” มีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล “น้ำดื่มน้ำใช้” มีการประปาและระบบประปาท้องถิ่น
ส่วน “การประมงและเศรษฐกิจจากทรัพยากรสัตว์น้ำ” มีกรมประมง ซึ่งต่างมีภารกิจเฉพาะ หน่วยงานเหล่านี้ต้องสนับสนุนพื้นที่และรับผิดชอบผลงานของตนอย่างชัดเจน โดยลดขั้นตอนควบคุมจากส่วนกลาง และเพิ่มการสนับสนุนด้านมาตรฐาน วิชาการ ข้อมูล และทรัพยากรให้พื้นที่
หัวใจสำคัญคือให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงกรุงเทพมหานคร มีอำนาจตัดสินใจและปฏิบัติงานภายในพื้นที่ตามขีดความสามารถ หน่วยงานเฉพาะด้านสนับสนุนเครื่องมือและความเชี่ยวชาญ ส่วนกลางดูแลมาตรฐาน ความปลอดภัยของโครงสร้างขนาดใหญ่ และเหตุที่เกินกำลังพื้นที่ พร้อมมีกลไกร่วมระหว่างพื้นที่ต้นน้ำและปลายน้ำ หน่วยงานปฏิบัติ และประชาชน โดยกำหนดผู้ตัดสินใจ หลักเกณฑ์ระบายน้ำ และการชดเชยไว้ล่วงหน้า เมื่อเกิดวิกฤตต้องมีสายการบัญชาการเดียวตามระดับภัย ผู้บัญชาการมีอำนาจระดมทรัพยากรและหน้าที่รายงานผล
การปรับโครงสร้างทั้งหมดต้องมีแผนเปลี่ยนผ่านรองรับทุกภารกิจอย่างต่อเนื่องข้อสังเกตเรื่องความซ้ำซ้อนนี้ควรใช้ทบทวนกลไกด้านที่ดิน เช่น สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือ สคทช. ด้วย โดยตรวจสอบอำนาจและผลงานของแต่ละองค์กรแยกกัน หากขั้นตอนใดเพิ่มภาระโดยไม่เพิ่มประโยชน์แก่ประชาชน ต้องปรับลดหรือยุบส่วนที่ซ้ำซ้อน ถึงเวลาปลดโซ่ตรวนของรัฐรวมศูนย์ด้านน้ำ ให้ความรู้ของคนในพื้นที่มีน้ำหนักในการตัดสินใจ และให้ผู้แทนที่ประชาชนเลือกมามีเครื่องมือแก้ปัญหาอย่างแท้จริง อำนาจต้องตามความรับผิดชอบ งบประมาณต้องตามภารกิจ และทุกบาทที่ใช้ต้องตอบได้ว่าประชาชนปลอดภัยขึ้นอย่างไร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ดุสิตโพลชี้ ‘นายกฯ-รัฐบาล’ สอบตกแก้น้ำท่วม คะแนนมาเป็นที่โหล่
“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “น้ำท่วมปี 2569” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,254 คน
เช็กเลย! สถานการณ์น้ำทั่วประเทศ พร้อมพื้นที่เสี่ยง-เฝ้าระวัง
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) สรุปสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ ณ เวลา 7.00 น.
ยันคันกั้นน้ำด่าน 'ปทุม-นนทบุรี-กทม.' รับไหว มวลน้ำเหนือถึงอยุธยา
“รองเลขาฯ สทนช.” เผย มวลน้ำเหนือถึงอยุธยาวันนี้ ส่งผลริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา – แม่น้ำน้อยเพิ่มสูงขึ้น 10 ซม. “เขื่อนศรีนครินทร์” น้ำใกล้เต็มความจุเขื่อน 99.55 % ลุ่มน้ำเพชร ยังน่าห่วง ต้องเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนแก่งกระจาน
สทนช. ยันน้ำเหนือลดลงต่อเนื่อง สถานการณ์ไม่เหมือนปี 54 เขื่อนหลักรับน้ำได้อีกเยอะ
รองเลขาฯสทนช. เผยปริมาณน้ำเหนือลดลง พร้อมเร่งระบายทุกลุ่มน้ำลงอ่าวไทย เตรียมรับฝน 11-13 ต.ค.นี้ คาด กทม.- นนท์ -ปทุม -สมุทรปราการ มีน้ำท่วมขังบางพื้นที่
ดร.ธารินี สะท้อน ตอนนี้สิ่งที่ทำให้ประเทศไทยเปียกปอนสุด ไม่ใช่น้ำฝน เป็นน้ำลายที่สาดใส่กันไปมา
เวลาเห็นน้ำท่วมจังหวัดอื่น หลายคนถามหา สส. ในพื้นที่ ถามหา สจ. ถามหา อบต. ว่าอยู่ไหน ทำอะไรให้ชาวบ้านบ้าง แต่พอเป็นกรุงเทพฯ ทำไมบางคนข้ามผู้บริหารเมือง ข้ามสำนักงานเขต แล้วด่ารัฐบาลกันฉ่ำ
เช็กเลย! สถานการณ์น้ำ-ปริมาณฝน-พื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) สรุปสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ ณ เวลา 7.00 น. ดังนี้

