“ดร.ณัฏฐ์” มือกฎหมายมหาชน เผย สงครามตัวแทน การเมืองท้องถิ่น อบจ. ล้มช้างบางแห่ง ไม่มีผลกระทบต่อการเมืองสนามใหญ่
3 ก.พ. 2568 - ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ ดร.ณัฏฐ์ นักกฎหมายมหาชน กล่าวถึงผลการเลือกตั้ง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ. และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.)ว่า การเมืองท้องถิ่น ระดับ อบจ. แม้จะมีนักวิเคราะห์การเมืองหลายคนวิเคราะห์ว่า มีผลกระทบโดยตรงต่อการเมืองระดับชาติ บางคนวิเคราะห์ว่า นายทักษิณ ชินวัตรอดีตนายกรัฐมนตรี เสื่อมความขลังแล้ว
“แต่ผมกลับมีความเห็นตรงกันข้ามและมองการเมืองท้องถิ่นระดับ อบจ.ระบบอุปถัมป์ ตามทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตย แยกระหว่างเมืองกับชนบท และคะแนนเหนือธรรมชาติ ไม่ใช่คะแนนบริสุทธิ์”
ดร.ณัฐวุฒิ กล่าวว่าหากติดตามการเมืองท้องถิ่น ระดับ อบจ.จะสังกัพรรคการเมืองหรือไม่ก็ตาม แต่เป็นเครือข่ายของพรรคการเมือง เป็นสงครามตัวแทนที่จะช่วงชิงพื้นที่ทางการเมืองให้กับพรรคการเมือง แม้บางพรรคการเมืองจะมีสส.ทุกเขตเลือกตั้ง แต่ไม่สามารถชนะแชมป์เก่าได้ เพราะการเมืองท้องถิ่นและการเมืองระดับชาติ มีความแตกต่างกัน
ประกอบกับคู่แข่งน้อย ทำให้บ้านใหญ่ที่มีฐานการเมืองแน่นกว่า ได้เปรียบทุกช่องทาง
การเลือกตั้ง อบจ.ใช้พื้นกว้าง ที่เขตจังหวัดและระยะเวลาสั้นในการรณรงค์หาเสียง เป็นตัวแปรสำคัญ ประกอบกับผู้เสนอตัว เป็นผู้สมัครนายกอบจ. มีจำนวนน้อยให้เลือก ทำให้บัตรไม่ประสงค์เลือกผู้ใดและบัตรเสีย จำนวนมาก
“หากพูดกันตรงๆ ผลคะแนนแต่ละจังหวัด เป็นการวัดระหว่าง กระแส กับกระสุน กระแส อาจมีทั้งกระแสพรรคการเมือง หรือกระแสส่วนตัวของผู้สมัคร ส่วนกระสุน หมายถึง อำนาจเงิน ใครมีอำนาจเงินเหนือกว่า โดยเฉพาะบ้านใหญ่กลุ่มต่างๆ ชนะเลือกตั้งเพราะคะแนนเหนือธรรมชาติล้วนๆ หากคะแนนตามธรรมชาติ ย่อมมีโอกาสชนะเลือกตั้งน้อยมากหรือแพ้ไม่เห็นฝุ่น
“หากคะแนนเหนือธรรมชาติ เป็นตัวแปรสำคัญในการรักษาแชมป์หรือ ชนะเลือกตั้งนายก อบจ.ในครั้งนี้การเลือกตั้ง นายก อบจ.ล่าสุด ย่อมจะปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่มีการทุจริตในการเลือกตั้ง ซึ่งตามข่าวพบว่า มีหัวคะแนนแจกเงินซื้อเสียงหลายจังหวัด แต่ กกต.หรือ ผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัด ติดตามจับกุมขณะแจกเงินไม่ได้ หรือบางแห่งไม่รับเงินแต่แจ้งจับหัวคะแนนคนแจก ก็มีให้เห็นจึงเป็นช่องทางให้ทุจริตการเลือกตั้งในระดับเพิ่มมากขึ้น ทำให้คะแนนที่ได้มา เหนือธรรมชาติทั้งสิ้น ทำให้คู่แข่งหน้าใหม่แพ้การเลือกตั้ง นายก อบจ. หากไปวัดกันระหว่าง กระแส กับกระแส คาดว่า แชมป์เก่าแพ้ราบคาบ” ดร.ณัฐวุฒิ ระบุ
ดร.ณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่าเหตุผลที่ผู้สมัครนายก อบจ. ไม่ว่าจะสังกัดพรรคการเมืองหรือไม่ แพ้การเลือกตั้ง ไม่ใช่เพราะเป็นคนไม่ดีหรือนโยบายไม่เด่น แต่ประเทศไทยเป็นระบบการเมืองเชิงอุปถัมป์ โดยเฉพาะการเมืองท้องถิ่น ระดับ อบจ. ประชาชนในพื้นที่ ตั้งแต่เกิดถึงตาย ย่อมต้องพึ่งพานักการเมืองท้องถิ่นที่เรียกใช้งานได้ จะเห็นได้จาก อาทิ งานบุญ งานบวช งานแต่งงานและงานศพ เป็นต้น ทำให้แชมป์เก่าหลายสมัย มีความแข็งแกร่ง ล้มช้างยาก หากคู่แข่งเน้นกระแส แต่ขาดอาวุธยุทโธปกรณ์ อำนาจเงินที่อีกฝ่ายหนึ่งเหนือกว่า คู่แข่งแม้มีโปรไฟส์ดี ย่อมพ่ายแพ้เลือกตั้งนายก อบจ. แม้จะขยันเดินเคาะประตูบ้านก็ตาม
โดยเฉพาะระบบการหาเสียงอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบออนไลน์ แต่จะเน้นกระแส ในรอบนี้ไม่ชนะการเลือกตั้งบางแห่งที่ชนะเลือกตั้งได้มาโดยคะแนนบริสุทธ์ แม้กรอบระยะเวลาจะมีจำกัดในการรณรงค์หาเสียง แต่สนามเลือกตั้งท้องถิ่น อบจ. ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ทำให้นักการเมืองบ้านใหญ่ ที่มีเครือข่ายยาวนานได้เปรียบ โดยฐานเสียง ได้แก่ นักการเมืองท้องถิ่นระดับเทศบาล อบต. ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเครือข่ายหัวคะแนน อาทิ อสม. เป็นต้น ที่มีอำนาจการเงินเหนือกว่าจะได้เปรียบ ทำให้บ้านใหญ่ แม้มีชนักติดหลัง ผลการเลือกตั้งล่าสุด ส่วนใหญ่เข้าวิน รักษาแชมป์ไว้ได้
ดร.ณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่าที่ถามว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ช่วยหาเสียงจังหวัดต่างๆ พรรคเพื่อไทยส่ง 16 จังหวัด ได้มา 10 จังหวัด ส่งผลให้ทักษิณ-พรรคเพื่อไทย เสื่อมมนต์ขลังทางการเมืองหรือไม่มีผลกระทบต่อสนามการเมืองระดับชาติในปี 2570 หรือไม่ อย่างไรนั้นต้องแยก 2 ประเด็น คือ นายทักษิณ เสื่อมมนต์ขลังทางการเมืองหรือไม่ และการเมืองท้องถิ่น อบจ.รอบนี้ มีผลกระทบต่อการเมืองระดับชาติสมัยหน้าหรือไม่
ประเด็นแรก ผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ ยังบ่งบอก เป็นตัวชี้วัดคะแนนนิยมในตัวคุณทักษิณไม่ได้ เพราะบัตรเลือกตั้งท้องถิ่น ไม่ได้แยกว่า เลือกพรรคการเมืองใด แต่บัตรเลือกตั้งสีชมพู เป็นการเลือกตั้ง นายก อบจ. แม้จะเป็นตัวชี้วัดว่า ผู้สมัครรายใดชนะการเลือกตั้ง แต่หากพิจารณาภาพรวม ยังไม่สามารถชี้ชัดคะแนนนิยมต่อพรรคเพื่อไทยได้ หากพิจารณาถึงตัวบุคคลนายทักษิณ ไปช่วยบางจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดเชียงราย ตรงนี้ ผลการเลือกตั้ง ยังไม่อาจบ่งบอกว่า นายทักษิณ เสื่อมมนต์ขลังทางการเมืองหรือไม่ ต้องดูบริบทแวดล้อมทั้งหมด ต้องดูภาพรวม
เหมือนกับกรณีค่ายส้ม ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ตัวพ่อค่ายส้ม ส่ง 16 จังหวัด ได้มา 1 จังหวัดที่ลำพูน ยังวัดอะไรไม่ได้ หากย้อนไปดู การเลือกตั้ง กทม.ที่ผ่านมา นายชัชชาติ สิทธิพันธ์อ ผู้ว่า กทม.ชนะเลือกตั้ง เป็นสงครามตัวแทนเครือข่ายสีแดง พรรคเพื่อไทย แต่ในการเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2566 ในกรุงเทพฯพรรคก้าวไกล ขณะนั้น ชนะเลือกตั้ง ส.ส.เกือบทุกเขต แต่เพื่อไทย ชนะแค่ 1 เขต
นักกฎหมายมหาชนวิเคราะห์ว่า หากพิจารณา การเมืองท้องถิ่นระดับ อบจ.แชมป์เก่าย่อมทุ่มองคาพยพทุกอย่างเพื่อให้มีคะแนนเหนือธรรมชาติ ถึงจะชนะผู้ท้าชิงหน้าใหม่ได้ โค้งสุดท้ายไม่ได้วัดกึ๋นกันที่นโยบายหาเสียงเป็นหลัก โดยเฉพาะสนามเลือกตั้ง อบจ.จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดเชียงราย ที่พ่ายให้แก่แชมป์เก่า เครือข่าย สีน้ำเงิน พรรคภูมิใจไทย ตัวแปร แชมป์เก่าคนเดิมฐานการเมืองยังแน่นอำนาจทางการเงินเหนือกว่า โอกาสล้มแชมป์เก่ายาก แม้นายทักษิณ จะไปรณรงค์หาเสียงเป็นผู้ช่วยหาเสียงให้แก่ผู้สมัครฯ แต่ไม่ทำให้คะแนนนิยมในพื้นที่เพิ่มขึ้น
”แต่นัยยะทางการเมือง มีผลสะเทือนต่อสนามเลือกตั้ง แตกต่างจากสนามเลือกตั้ง อบจ.จังหวัดนครพนม และจังหวัดมหาสารคาม ที่แชมป์เก่าแพ้ราบคาบ ส่วนจังหวัดเชียงใหม่ แม้พรรคประชาชน มี ส.ส.พรรคประชาชนแทบทุกเขต แต่ยังแพ้พรรคเพื่อไทย แบบหืดลมจับ“
ดร.ณัฐวุฒิ ย้ำว่านัยยะทางการเมือง ในกลยุทธ์หาเสียงไม่ได้แพ้กันในเรื่องนโยบาย แต่วัดบารมีระหว่าง กระแส กับ กระสุน คะแนนที่เหนือธรรมชาติ ว่าใครเจาะฐานเสียงและคุมคะแนนได้เก่งกว่ากัน
เท่าที่ติดตามผลการเลือกตั้ง อบจ.จะเห็นว่า พรรคประชาชนชนะจังหวัดเดียวที่ลำพูน แต่จังหวัดอื่นอีก 15 จังหวัดที่ส่งแข่งในนามพรรคประชาชน และพรรคประชาชนมี สส.แทบทุกเขตและได้เปรียบกว่า สุดท้ายที่แพ้เพราะคะแนนเหนือธรรมชาติล้วนๆ ไม่ใช่คะแนนตามธรรมชาติ ดังนั้นการเลือกตั้ง อบจ.ยังวัดคะแนนนิยมทางการเมืองต่อพรรคการเมืองใดไม่ได้
”แม้จะเป็นการแย่งชิงฐานการเมือง หลายจังหวัด แม้ สส.พรรคประชาชน มีอยู่ทุกเขต แต่การเลือกตั้ง อบจ.กลับแพ้การเลือกตั้ง ทำให้บ่งชี้ว่า ผลการเลือกตั้งระดับ อบจ.รอบนี้ ย่อมไม่มีผลกระทบต่อการเมืองระดับชาติในปี 2570 ถือว่า คนละส่วนกัน คนละสนามกัน“ ดร.ณัฐวุฒิ กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ด้อยค่าทหารหลอนพรรคส้ม
พรรคการเมืองหาเสียงคึกคัก “อนุทิน” ลงระนองชู “แลนด์บริดจ์-การท่องเที่ยว” ส่วน “ณัฐพงษ์” ไปขอนแก่นเจอ “ม.112-ด้อยค่าทหาร” หลอน แม่ค้าไล่พ้นตลาด
พรรคส้มดิ้นหนัก! เล่นบทเหยื่อถูกใส่ร้ายด้อยค่าทหาร พวกกลัวเสียผลประโยชน์จ้องทำลายพรรค
นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ที่ต้องใส่ร้ายพรรคส้ม อ้าง112 อ้างด้อยค่าทหาร เพราะ พวกคุณรู้ว่าถ้าพวกส้มเป็นรัฐบาล
เดือดพลั่ก! เจ้ากรมข่าวทหารบก ฉะกลับนักการเมือง ด้อม ติ่ง มีใครขอโทษที่ดูถูกกองทัพรบที่ไหนก็แพ้บ้างหรือยัง
จากกรณี พล.ท. ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก ได้แสดงความคิดเห็นต่อวาทกรรมด้อยค่ากองทัพรบที่ไหนก็แพ้-ทหารมีไว้ทำไม ได้ถูกทลายลงอย่างสิ้นเชิงจากสถานการณ์สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้มีกระแสตอบโต้จากฝ่ายโจมตีกองทัพ
‘อัครนันท์’ ลุยเคาะประตูบ้าน เขต 1 กาญจนบุรี ชูประกันกำไรเกษตร 30%
นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ ผู้สมัคร สส.กาญจนบุรี เขต 1 เบอร์ 5 พรรคเพื่อไทย ตลอดทั้งวันลงพื้นที่หาเสียง ที่ตำบลหนองหญ้า อำเภอเมือง กาญจนบุรี นั่งมอเตอร์ไซต์พ่วงข้าง เดินเท้าเคาะประตูบ้าน พบพี่น้องประชาชน
รับทั้งดอกไม้และก้อนอิฐ! 'เท้ง' ถูกแม่ค้าไล่ตะเพิด ไม่ต้อนรับพรรคแก้ ม.112 ด้อยค่ากองทัพ
ชาวขอนแก่นฝาก "หัวหน้าพรรคประชาชน" อย่าปากเสีย ขณะที่แม่ค้าไล่หนีออกจากตลาด เพราะมุ่งแก้ ม.112 และด้อยค่ากองทัพ แต่ยังมีประชาชนอีกหลายคนนำดอกไม้มอบเป็นกำลังใจ พร้อมส่งเสียงเชียร์ บางคนถึงกับร้องไห้ดีใจได้เจอเท้งตัวเป็นๆ
กรรมไล่ล่า! ผู้สมัคร สส.ปชน. เคลื่อนไหวแล้ว หลังถูกแฉเคยลงโทษนักเรียนเอารองเท้าแขวนคอ
จากกรณี นายสมเกียรติ กู้เกียรติภูมิ ผู้สมัคร สส.สุพรรณบุรี เขต 5 พรรคประชาชน อดีตเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน ได้ถูกศิษย์เก่าเข้ามาแฉเรื่องราวในอดีตว่าเคยทำโทษนักเรียนวัย 10 ขวบ ที่เท้าเจ็บแล้วไม่สามารถใส่รองเท้าผ้าใบไปโรงเรียนได้ โดยให้นำรองเท้าผูกเชือกแขวนคอ เดินเท้าเปล่าตลอดทั้งวัน จนเรื่องนี้กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์และเรียกร้องให้นายสมเกียรติออกมาชี้แจงกรณีดังกล่าว

