'อนุทิน' แจงจับมือ 'นฤมล' เป็นเรื่องมิตรภาพ ไม่เกี่ยวสยบรอยร้าวปมสอบที่ดิน

"อนุทิน" แจงจับมือ "นฤมล" เป็นมิตรภาพที่ไม่เสื่อมคลาย ยันยึดเรื่องส่วนรวมเป็นหลัก ลั่นรัฐบาลแน่นปึ้ก อวยนายกฯ มีความเป็นผู้นำสูง ยันไม่มีเขย่าเก้าอี้ครม. ยิงมุกบอกไฟในทรวงไม่มีวันดับ ถ้าดับต้องไปบวช

26 ก.พ.2568 - ที่อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการจับมือกับนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ในระหว่างการแถลงข่าวของนายกรัฐมนตรีหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี เป็นการสยบรอยร้าวเรื่องที่ดินหรือไม่ ว่า เรื่องที่ดำเนินการเพื่อให้คลายข้อสงสัย และสืบหาข้อเท็จจริงก็ต้องดำเนินการไป ซึ่งที่ดินหากได้มาโดยถูกต้อง มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมายก็ไม่มีอะไรต้องน่าห่วง การจับมือกันมิตรภาพมันไม่เสื่อมคลายไปตรงไหนในการทำงานร่วมรัฐบาล ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องทำเพื่อประชาชน เรื่องส่วนตัวก็เป็นเรื่องส่วนตัวไป

เมื่อถามว่าตอนนี้แน่นปึ้กหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า การนำรัฐบาลของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เราได้เห็นภาวะความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรี ทั้งช่วงกลางวันและช่วงเย็น ซึ่งท่านก็ประกาศตัวเองชัดเจนว่า ท่านรับผิดชอบรัฐบาลนี้เราก็ต้องให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ เพราะเราเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลของท่าน

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ขณะนี้ยังไม่มีการสลับขยับตำแหน่ง รัฐมนตรี โดยในวงดินเนอร์พรรคร่วมรัฐบาลวานนี้(25ก.พ.) ก็มีการรับปาก ว่าเราจะสนับสนุนซึ่งกันและกันหากมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็จะต้องช่วยกันให้ข้อมูล ให้กำลังใจและสนับสนุน ให้ทุกคนเกิดความสบายใจในการชี้แจง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีได้สรุปให้กับหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคที่เข้าร่วมในวงดินเนอร์เมื่อวานนี้ได้ฟัง ซึ่งเรารับปาก

เมื่อถามถึงการตอบคำถามที่ระบุว่า มีไฟในทรวง ตอนนี้ดับแล้วหรือไม่ นายอนุทิน หัวเราะก่อนระบุว่า คนเราต้องมีไฟถึงจะอยากทำนู่นอยากทำนี่ ดับไปเลยก็ไม่ได้ เดี๋ยวไปบวช

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายกฯ ปัดตอบมั่นใจอยู่ครบ 4 ปีหรือไม่ บอกทำให้ดีที่สุด

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการประเมินผลงานรัฐมนตรีสัดส่วนพรรคภูมิใจไทย ได้แจ้งในที่ประชุมครม.หรือไม่ว่า ไม่ได้บอก มันเป็นสิทธิของตน ถ้าจะทำก็ทำเลย ไม่ได้หมายถึงอะไรทั้งนั้น ความแตกต่างของการเป็นนายกฯก็ตรงนี้แหละ